วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ชาติหน้า (ขอ) อย่าเป็นฮ่องเต้

ชาติหน้า (ขอ) อย่าเป็นฮ่องเต้

  • Share:

เหยียนมู่สุ่ย ค้นประวัติศาสตร์ เขียน “ประโยคอมตะประวัติศาสตร์จีน” (รำพรรณ รักศรีอักษร แปล สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์) ตอนหนึ่งว่า เกียรติประวัติ ซ่งซุ่นตี้ (ค.ศ.467–479) สมัยราชวงศ์หนานเป่ย (เหนือใต้) เป็นฮ่องเต้ (เด็ก) ที่ถูกบีบคั้นที่สุด

ช่วงสุดท้ายของราชวงศ์หลิวซ่ง สมัยเหนือใต้ ฮ่องเต้หลิวอวี้ ลุ่มหลงในอำนาจและอิสตรี จนขุนนางใหญ่ทนไม่ได้ลอบปลงพระชนม์ แล้วก็ด้วยเหตุผลบ้านเมืองขาดเจ้าไม่ได้ จึงยกหลิวจุ่น พระอนุชา ขึ้นเป็นฮ่องเต้แทน

ทั้งแผน 1 ปลงพระชนม์ และแผน 2 ตั้งฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เซียวเต้าเฉิง ขุนนางใหญ่ ผู้มากบารมี มีความสามารถสูงส่ง เป็นคนเดียวที่อยู่เบื้องหลัง จนเมื่อแผน 3 กำจัดฮ่องเต้เด็กได้แล้ว เขาก็เริ่มแผน 4 ก่อตั้งราชวงศ์ฉี

เพราะความสามารถและบารมี ทำให้ฮ่องเต้หลิวอวี้หวาดระแวง กลัวจะถูกชิงบัลลังก์ วางแผนกำจัด แต่เซียวเต้าเฉิง เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงเหนือชั้นกว่า ปี ค.ศ.477 จึงก่อกบฏปลดฮ่องเต้ออกจากบัลลังก์แล้วปลงพระชนม์

เวลานั้น หลิวจุ่น พระอนุชาหลิวอวี้ อายุ 9 ขวบ พระพักตร์งาม สติปัญญาฉลาดหลักแหลม เมื่อได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็นฮ่องเต้ พระนาม ซ่งซุ่นตี้ ก็วางพระองค์ได้สง่างามประทับใจพวกขุนนาง

ขณะนั่งบัลลังก์ ทรงวางพระองค์สงบนิ่ง ไม่พูดจาอะไรที่ไม่จำเป็น

ออกจากท้องพระโรง เข้าที่ประทับ ก็ไม่ค่อยพูดจา ทรงหนักแน่นเหมือนผู้ใหญ่ ที่ฉลาดพอจึงรู้พระองค์ดี เบื้องหลังภาพฮ่องเต้บนบัลลังก์ ทรงเป็นเพียงเม็ดหมากในมือคนอื่น

หากเผลอตัวว่ายังเป็นเด็ก ยิ่งใหญ่ในราชสกุล จะคิดจะทำอะไรตามใจ ย่อมไม่รอดชีวิต

กระบวนการบริหารแผ่นดินช่วงเวลานั้น อยู่ในมือเซียวเต้าเฉิงคนเดียว

ต้นปี ค.ศ.479 ปีที่สามที่นั่งบัลลังก์ฮ่องเต้ ซ่งซุ่นตี้ เริ่มเห็นวี่แววอันตราย จึงคิดดิ้นรนเอาตัวรอด แต่หันรอบๆ ข้างในราชสำนักก็สิ้นหวัง นอกจากพระองค์ไม่มีกำลังทหารของตัวเอง ขันทีทุกคน ล้วนแต่ถูกเซียวเต้าเฉิง วางไว้เป็นหูเป็นตา

หญิงงามในวังหลวง ก็ง่วนอยู่กับการชิงดีชิงเด่น

เหลือสิ่งเดียวที่ซ่งซุ่นตี้ทำได้ก็คือ...รอเวลา เวลาแห่งความตายทรงหวังว่า มันน่าจะมาถึงช้าสักหน่อย

ในที่สุดก็ถึงวันนั้น ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า เดือนสาม ค.ศ.479 ทหารของเซียวเต้าเฉิง ก็บุกถึงห้องบรรทม...ฮ่องเต้ตื่นเห็นดาบส่องประกายแวววับ แม้จะเตรียมพระทัยไว้ล่วงหน้า...ก็ยังอดตื่นตระหนกไม่ได้

“จะสังหารข้าหรือ...” ตรัสถาม

หัวหน้าทหาร ทูลด้วยน้ำเสียงเกรงพระทัย “ไม่ต้องตกพระทัย เพียงแค่ให้พระองค์ย้ายไปอยู่ที่อื่น”

ฮ่องเต้ซ่งซุ่นตี้ ผ่อนคลาย ทรงถอนพระทัย แล้วตรัสอย่างเข้าพระทัย...

“แม้เกิดในชาติหน้า หรือชาติไหน ขออย่าให้ข้าได้มาเกิดเป็นฮ่องเต้อีก”

นี่คือประโยคอมตะ จากฮ่องเต้อายุ 12 ปี ที่ถูกเขียนในช่องเกียรติประวัติว่า เป็นฮ่องเต้ที่ถูกบีบคั้นที่สุด

ในกรอบหัวข้อ เข้าใจประวัติศาสตร์ เหยียนมู่สุ่ย เขียนว่า ไม่รู้ว่าความปรารถนาของซ่งซุ่นตี้จะเป็นจริงหรือไม่ แต่หลังจากนั้น ก็ยังมีฮ่องเต้เยาว์วัยอีกหลายพระองค์ ที่ตกอยู่ในภาวะบีบคั้นเดียวกัน

ชาวตะวันตก มีคำกล่าว “พระเจ้าไม่อาจมอบความรักทั้งหมดให้คนคนเดียว”

ด้วยเหตุนี้ คนหน้าตาดี อาจจะมีสติปัญญาด้อย ในครอบครัวมั่งคั่งมหาศาล คนร่ำรวยอาจไม่มีความสุข

แต่ความสุข...ชั่วครู่ ชั่วขณะเวลานั้น ผมอ่านเรื่องฮ่องเต้ผู้คับแค้นแล้ว นึกถึงหิ่งห้อยตัวผู้

มันเสพสมแล้ว กะพริบแสงแวววับจับตา...มีคนไม่มากรู้ว่า ความสุขแสนสั้นของหิ่งห้อยตัวนั้น คือสัญญาณ บอกเวลา...ตาย

จึงไม่แน่นัก เวลา 3 ปี ของซ่งซุ่นตี้ เวลา 2 หรือ 3 ปี ของผู้มีอำนาจสมัยใหม่...ไม่ว่าจะเดิมพันหรือแลกด้วยสิ่งอันใด...สำหรับคนบางคน...มันอาจคุ้มค่า

เวลาความสุขของคนจะแสนสั้นเหมือนเวลาของหิ่งห้อยหรือไม่... บางคนเกิดมาหาความสุขไม่ได้ สุขเพราะเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองสักครั้ง...แล้วตาย...ชายชาติทหารคิดกันอย่างนี้ ปรบมือให้ไม่ได้ก็ต้องแอบชมกันในใจ.

กิเลน ประลองเชิง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้