วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทางสองแพร่ง "ธุรกิจโทรทัศน์ไทย" ปิด "อนาล็อก" ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย..รอดหรือร่วง!!

การประกาศยุติการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบอนาล็อกของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา

ถือเป็นการเปิดโรดแม็ปสู่การยุติเทคโนโลยีอนาล็อกในกิจการโทรทัศน์ของประเทศอย่างจริงจังและมีรูปธรรมที่สุดครั้งหนึ่ง
หลังสำนักงาน กสทช.สามารถบรรลุข้อตกลงกับสถานีโทรทัศน์ในระบบอนาล็อกทั้งสิ้น 4 ช่อง ได้แก่ ช่อง 5 กองทัพบก, ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์, ช่อง 9 อสมท และไทยพีบีเอส ในการยุติออกอากาศระบบอนาล็อกหรือการรับชมผ่านเสาก้างปลาภายใน 4 ปีนับจากนี้

โดยจะเป็นการทยอยปิดระบบตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2558 ไปจนถึงสิ้นปี 2561 ซึ่งหลังจากนั้นการออกอากาศโทรทัศน์ในประเทศไทย จะเป็นในระบบดิจิตอลสมบูรณ์แบบ

ซึ่งหมายความว่าผู้ชมโทรทัศน์ผ่านเสาก้างปลาหรือระบบอนาล็อก ที่ปัจจุบันคาดว่าจะยังเหลืออีกราว 6 ล้านคนกำลังจะทยอยหมดไป จำนวนคนเหล่านี้ที่เป็นคนที่ยังเข้าไม่ถึงช่องทีวีดิจิตอล 24 ช่องใหม่ ก็จะเข้าถึงช่องดิจิตอลเสียที

กระนั้น เป้าหมายการยุติทีวีระบบอนาล็อกที่ปรากฏขึ้นชัดเจนในครั้งนี้ จะมี “ความหมาย” มากพอหรือไม่ ที่จะทำให้ทุกสายตาของผู้ชมทั่วประเทศเข้าถึง 24 ช่องทีวีดิจิตอลใหม่ และจะช่วยพลิกฟื้นธุรกิจทีวีดิจิตอลที่กำลังกระท่อนกระแท่น ให้กลับกลายเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้หรือไม่

....เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป....

กางแผนปิดฉากระบบอนาล็อก

ตามโรดแม็ปของ กสทช. ไทยพีบีเอสจะเป็นสถานีแรกที่จะทยอยยุติออกอากาศในระบบอนาล็อก โดยเริ่มตั้งแต่ปลายปี 2558 ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีทั้งจังหวัด ครอบคลุม 466,000 ครัวเรือน อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

ปี 2559 จะยุติในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด สกลนคร ระยอง ตรัง บึงกาฬ อุดรธานี น่าน ตราด แพร่ ระนอง สตูล เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ พะเยา ชลบุรี สระบุรี อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช อ.เถิน จ.ลำปาง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.เวียงป่าเป้า อ.เชียงของ จ.เชียงราย

และปี 2560 จะยุติออกอากาศเพิ่มในพื้นที่ จ.สงขลา สระแก้ว นครสวรรค์ มุกดาหาร นครราชสีมา สุรินทร์ นครศรีธรรมราช ชุมพร แม่ฮ่องสอน ตาก เลย สุโขทัย เพชรบูรณ์ ลำปาง กาญจนบุรี ชัยภูมิ สุราษฎร์ธานี ยะลา ขอนแก่น สิงห์บุรี และภูเก็ต
ขณะเดียวกัน ช่อง 5 จะเริ่มยุติออกอากาศในจังหวัดร้อยเอ็ด เลย ชัยภูมิ และ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ขณะที่ช่อง 11 จะยุติทั้งประเทศในปี 2560

ส่วนในปีสุดท้ายคือ 2561 ไทยพีบีเอสจะยุติออกอากาศในพื้นที่ที่เหลือทั้งหมด คือในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย กรุงเทพฯ ช่อง 5 ทยอยยุติใน

พื้นที่ที่เหลือทั้งหมด เช่น กรุงเทพมหานคร นครศรีธรรมราช เพชรบูรณ์ ตราด และระนอง และช่อง 9 ยุติออกอากาศในปีนี้ปีเดียวทั้งหมด

ส่วนกรณี ช่อง 3 และ ช่อง 7 นั้น ยังคงมีสิทธิ์ในการประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบอนาล็อก ตามระยะเวลาที่เหลือภายใต้สัญญาสัมปทานในปี 2563 และปี 2566 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม กสทช. มีแนวทางที่จะทำให้การยุติระบบอนาล็อกเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะเปิดเจรจากับช่อง 5 ในฐานะคู่สัญญาสัมปทานของช่อง 7 และอสมท ในฐานะคู่สัญญาของช่อง 3 เพื่อนำไปสู่การเข้าร่วมแผนการปิดระบบอนาล็อกของ 2 ช่องใหญ่ในปี 2561 ด้วย

สิ้นสุดอนาล็อกไม่ใช่สูตรสำเร็จ

การประกาศยุติระบบอนาล็อก แม้จะเป็นความสำเร็จในแง่ของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี อันถือเป็นจุดสิ้นสุดของระบบอนาล็อกแบบเก่า ล้าสมัย

แต่ผลพวงของมันถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอลเท่านั้น ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านบรรลุเป้าหมายหรือเป็นสูตรสำเร็จที่จะทำให้ธุรกิจทีวีดิจิตอลอยู่รอด

ตราบใดที่ 24 ช่องทีวีดิจิตอลยังต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่รุนแรงในการแย่งจุดสนใจจากสายตาของผู้ชม ซึ่งมีความโน้มเอียงไปสู่สื่ออื่นๆอย่างต่อเนื่อง จากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันด้วยกันเองจากจำนวนช่องมากถึง 24 ช่อง ตลอดจนการแข่งขันกับช่องทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี ซึ่งเกิดขึ้นก่อนทีวีดิจิตอล 15 ปีเป็นอย่างต่ำ และมีจำนวนมากกว่า 700 ช่อง

รวมทั้งการแข่งขันกับสื่อใหม่ ทั้งช่องทีวีอินเตอร์เน็ต ยูทูบ ซึ่งมีโอกาสเติบโตขึ้นอีกมาก หลังการเปิดประมูลและให้บริการเทคโนโลยี 4 จี บนโทรศัพท์มือถือเริ่มคิกออฟต้นปีหน้า

ขณะที่เม็ดเงินโฆษณา ซึ่งถือเป็นรายได้สำคัญ ถูกจำกัดจำเขี่ยจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและจำนวนช่องที่มากเกินไป จนผู้ซื้อตัดสินใจไม่ได้ จึงหยุดรอดูสถานการณ์ก่อน

แต่ที่สำคัญที่สุด วงการโทรทัศน์บ้านเรามีตัวแปรสำคัญคือบรรดาทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี ซึ่งทำให้การเปลี่ยนผ่านไม่ราบรื่นเหมือนประเทศอื่นๆ เพราะประเทศอื่นๆเปลี่ยนผ่าน ในช่วงที่ทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวียังไม่เติบโตมากนัก

แต่สำหรับประเทศไทย เราเปลี่ยนผ่านในช่วงที่ปล่อยให้ทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีเติบโตอย่างมาก แบบไร้ข้อจำกัด ไร้กฎเกณฑ์ ไร้การกำกับดูแล เนื่องจากธุรกิจโทรทัศน์ถือเป็นขุมอำนาจ เป็นเครื่องมือในการสื่อสารอันทรงพลัง เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ ทุกหย่อมหญ้า เพราะใครๆ ก็ชอบดูโทรทัศน์

การผลักดันให้เกิดการเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านระบบจากอนาล็อกสู่ดิจิตอลในไทย ซึ่งหมายถึงการล้างบางช่องเดิม เพิ่มช่องใหม่ๆ เข้ามา จึงทำได้ล่าช้ากว่าประเทศอืี่นๆมาก

ในสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านเมื่อปี 2541 เกาหลีใต้ปี 2544 ญี่ปุ่นปี 2546 จีนปี 2549 อินโดนีเซีย 2552 แต่ประเทศไทยก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านเมื่อปี 2557 กลายเป็นการเปิดโอกาสให้ทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีเติบโตกินส่วนแบ่งผู้ชมเป็นจำนวนมาก

ช่วง 5–6 ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน เรามีผู้ประกอบการทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวีมากถึง 720 ช่อง

และด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมนั้น ทำให้ทีวีระบบ “อนาล็อก” หยุดนิ่งไปนานแล้ว เห็นได้จากพฤติกรรมผู้ชมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่นิยมติดดาวเทียมเพราะต้องการรับชมภาพโทรทัศน์ที่ชัดเจน การขยายโครงข่ายผ่านดาวเทียมจึงเข้ามาแทนที่การขยายโครงข่ายทีวีระบบอนาล็อกอย่างสิ้นเชิง

จนทำให้สัดส่วนการรับชมทีวีผ่านเสาก้างปลาหรือระบบอนาล็อกภาคพื้นดิน อยู่ในระดับไม่เกิน 20% ของผู้ชม ทั่วประเทศ ส่วนอีก 80% เป็นการรับชมทีวีผ่านดาวเทียม เคเบิลทีวี เพราะนอกจากจะดูทีวีระบบอนาล็อกได้ 6 ช่องแล้ว ยังมีช่องรายการมากกว่า 100 ช่องให้เลือกดู แม้ปัจจุบันจะมีทีวีดิจิตอลเข้ามาเป็นตัวแปร แต่สัดส่วนการรับชมก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

นอกจากนั้น ในอดีตทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีมีเพียง 300 ช่อง แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 720 ช่อง โดย กสทช.ไม่ได้ มีกฎกติกาควบคุมและจำกัดว่าควรมีจำนวนกี่ช่อง และยังคงเปิดให้ผู้ประกอบการรายใดที่มีความ ต้องการเป็นเจ้าของช่องดาวเทียม ยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดาวเทียมได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งๆที่รู้ว่าการเติบโตของทีวีดาวเทียมนั้น เป็นต้นเหตุของความแตกแยกในสังคม มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมตั้งแต่ขายยาปลุกเซ็กซ์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภาพโป๊ เปลือย แต่งกายล่อแหลม

ส่วนทีวีดิจิตอล 24 ช่อง มีข้อจำกัด ถูกควบคุมมากมาย และยังมีต้นทุนการทำต่างกันมหาศาล โดยทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีใช้เงินราว 50,000 บาท ยื่นขอใบอนุญาตเป็นเจ้าของช่องรายการได้ 1 ช่อง ขณะที่ทีวีดิจิตอลต้องเข้าประมูลแข่งขันชิงใบอนุญาต รวมเป็นเม็ดเงิน 50,080 ล้านบาท นอกจากนั้นค่าประกอบการของแต่ละช่องยังสูงถึงเฉลี่ยปีละ 500-1,000 ล้านบาท

ผู้ชมทีวีดิจิตอลยังไม่ถึงครึ่ง

ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือน เม.ย.57 ที่ทีวีดิจิตอล 24 ช่องได้เริ่มต้นออกอากาศ ในแง่ธุรกิจนอกจากจะยังไม่ประสบความสำเร็จแล้ว เส้นทางของแต่ละช่องยังเต็มไปด้วยขวากหนาม ไม่ใช่เพียงเพราะว่าชาวบ้านชาวช่องไม่สามารถรับชมทีวีดิจิตอลได้ หรือการเข้าถึงระบบดิจิตอลเต็มไปด้วยความยุ่งยากเท่านั้น

แต่เป็นเพราะ กสทช. ผู้คุมกฎ กติกา ขีดเส้นให้ทีวีดิจิตอลเดิน ไม่สามารถเพิ่มยอดผู้ชมทีวีดิจิตอลได้ตามที่คาดหวังไว้ ในทางตรงกันข้าม ยังมีปัญหามากมายที่เป็นอุปสรรคจากกฎกติกาของ กสทช. เอง ยกตัวอย่างเช่น 

การจัดเรียงลำดับเลขช่องทีวีดิจิตอลบนโครงข่ายดาวเทียม ซึ่ง กสทช.ไม่สามารถบังคับให้จัดเรียงเลขช่องเช่นเดียวกับกล่องดิจิตอลได้ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิตอล ที่ทุ่มเงินประมูลเพื่อให้ได้สิทธิเลือกเลขช่องที่ง่ายต่อการจดจำ

การแลกคูปองทีวีดิจิตอลมูลค่า 690 บาท ซึ่งเปิดให้แลกซื้อกล่องดิจิตอลตั้งแต่เดือน ต.ค.57 ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ แจกคูปองไปแล้ว 14.1 ล้านครัวเรือน มาแลกคูปองแล้ว 7.21 ล้านใบ หรือเป็นจำนวน ผู้ชมทีวีดิจิตอลอยู่ที่ 21.39 ล้านคน (จากสูตรการคำนวณ 1 ครัวเรือนมีผู้ชม 3 คน)

ขณะที่ยอดคนดูทีวีผ่านดาวเทียมมีจำนวน 40.5 ล้านคน จาก 13.5 ล้านครัวเรือน, เคเบิลทีวี 7.25 ล้านคนจาก 2.4 ล้านครัวเรือน, ทรูวิชั่นส์ 5.5 ล้านคน จาก 1.85 ล้านครัวเรือน และเสาก้างปลา 3–6 ล้านคน จาก 1–2 ล้านครัวเรือน

เมื่อตรวจแถวดูจำนวนผู้ชมทีวีดิจิตอลที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบทันตาเห็น แถมคู่แข่งก็ล้วนแต่เขี้ยวลากดิน การขับเคลื่อนธุรกิจก็ย่อมติดขัด มีอุปสรรคมากมาย

ดังนั้น แม้ กสทช.จะทำคลอดแผนยุติระบบอนาล็อกออกมาได้สำเร็จในอีก 4 ปีข้างหน้า แต่มันก็ไม่ได้มีความหมายมากพอที่จะทำให้ธุรกิจทีวีดิจิตอลอยู่รอด

หาก กสทช.ไม่มีการแก้ไขปรับปรุงกฎกติกาให้เอื้อต่อการพัฒนา และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อนโยบายมีข้อผิดพลาด โดยเฉพาะกฎหมาย ระเบียบที่เป็นอุปสรรค

สิ่งใดแก้ไขได้ ช่วยเหลือได้ ต้องรีบดำเนินการ เพื่อให้อยู่รอดด้วยกันทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน การปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มหายตายจากไป ประเทศย่อมอยู่ไม่ได้

ถ้าผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลจำนวนครึ่งหนึ่งไม่สามารถอยู่รอดได้ เงินที่จะได้จากการประมูลก็จะหายวับไปทันทีราว 25,000 ล้านบาท (จากวงเงินประมูลทั้งหมด 50,080 ล้านบาท) และยังมีผลต่อเนื่องในอีกหลายๆมิติที่ประเมินมูลค่าความเสียหายเชิงเศรษฐกิจไม่ได้

ขณะที่การฟ้องร้องเพื่อเรียกคืนเงินประมูลนั้น จะต้องใช้เวลาอีกกี่วันกี่ปี รัฐจึงจะได้เงินค่าประมูลนั้นมา

กสทช.ต้องหยุดสร้าง “สัตว์ประหลาด” ขึ้นมาหลอกหลอนเสียที ว่าแก้ไขอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย แตะไม่ได้เพราะรัฐเสียประโยชน์ ต้องหยุดและพอเสียที!!!

ทีมเศรษฐกิจ

26 ก.ค. 2558 11:44 26 ก.ค. 2558 11:46 ไทยรัฐ