วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เหตุและผลทำไมต้องปรับ ครม.

เหตุและผลทำไมต้องปรับ ครม.

โดย สายล่อฟ้า
27 ก.ค. 2558 05:01 น.
  • Share:

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลในเวลานี้ดูเหมือนจะมองตรงกันก็คือเรื่องปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ของประเทศที่นอกจากรายได้ยังไม่พอยาไส้และหนี้ครัวเรือนที่ทำให้เศรษฐกิจทั้งระบบไม่สามารถฟื้นตัวได้

กอปรกับเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวที่ส่งผลกระทบต่อไทยและประเทศต่างๆทั่วโลก ขณะที่จีนซึ่งมีเศรษฐกิจก็เกิดปัญหาขึ้นมาอีกยิ่งไปกันใหญ่ ในส่วนของจีนนั้นเป็นประตูสำคัญต่อการส่งออกของไทยเมื่อมีปัญหาย่อมทำให้การส่งออกของไทยยิ่งติดลบหนักเข้าไปอีก

ทีมเศรษฐกิจตอบโจทย์นี้ตรงหรือไม่คือคำตอบสำคัญ

ด้วยตัวบุคคลในระดับ “ขิงแก่” น่าจะตีโจทย์ไม่แตก จึงทำให้นโยบายในการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เป็นผลให้เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวอย่างที่ควรจะเป็น

เพราะส่วนใหญ่แม้จะมีประสบการณ์ มีความรู้ ความสามารถ มีความตั้งใจจริงในการทำงาน แต่เมื่อแก้ไขอย่างผิดที่ผิดทาง คำตอบมันก็เลยออกมาอย่างนี้

นอกจากนั้นในทีมเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้มีแต่บุคคลในเครือข่ายของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ แต่ยังรัฐมนตรีที่มาจาก คสช.ในตำแหน่งสำคัญๆรวมอยู่หลายคนและไม่สามารถสร้างทีมที่เป็น “เอกภาพ” เพราะไม่ขึ้นตรงต่อกัน

ทำให้การทำงานไม่ประสานสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันแม้ในภาวะปกติที่เศรษฐกิจไม่เป็นอย่างนี้ แต่สภาพของผู้ขับเคลื่อนอยู่ในลักษณะอย่างที่ปรากฏ

ก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน

อีกส่วนหนึ่งคือการที่ธุรกิจภาคเอกชน แม้ตอนแรกจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เพราะความรู้สึกไม่อยากตอแยกับรัฐบาล คสช.และให้การยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งหลังการทำงานของรัฐบาลแล้วปรากฏว่าไม่สามารถผลักดันแนวคิดที่เห็นว่าน่าจะเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาได้

มีการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาผ่านการประชุมร่วมที่มี พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการสนองตอบ

ที่สำคัญก็คือรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจซึ่งน่าจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการแก้ไขปัญหาก็ไม่ได้เข้าประชุมเพื่อรับฟังความคิดแต่อย่างใด

นั่นก็หมายความว่า แม้ พล.อ.ประวิทย์จะได้ฟังข้อเสนอต่างๆ แต่ไม่สามารถผลักดันให้ทีมเศรษฐกิจนำไปปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหา

สุดท้ายภาคเอกชนจึงได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างเปิดเผยว่า รัฐบาลสมควรที่จะมีการปรับ ครม.เศรษฐกิจเพื่อจะได้เปลี่ยนนโยบายใหม่

เน้นไปที่การขับเคลื่อนให้หนุนช่วยเอสเอ็มอี การกระจายเงินลงไปสู่รากหญ้า การให้รัฐเล็งลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ การเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินให้รวดเร็วกว่านี้ ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินกระจายออกเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงประเด็นและได้ผล

เมื่อรัฐบาลและภาคธุรกิจเอกชนเดินไปคนละทาง ไม่ใช่รัฐบาลผลักดันอำนวยความสะดวกเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนไม่ไปในทิศทางเดียวกัน

ย่อมเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้มองไม่เห็นว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นมาได้

ยิ่งนานเข้าความรู้สึกนี้ก็ส่งผ่านไปยังประชาชนที่เห็นว่ารัฐบาลแก้ไขปัญหาไม่ได้ ความเชื่อมั่นก็ลดลง คนที่ไม่ค่อยมีเงินก็ยิ่งไม่ใช้เงิน คนมีเงินก็ไม่กล้าใช้ ไม่กล้าลงทุนซ้ำเข้าไปอีก

แม้รัฐบาลและ คสช.สามารถสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นมาได้ แต่เมื่อประชาชนที่ให้การสนับสนุนได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจและเกิดความไม่เชื่อมั่นย่อมส่งผลกระทบต่อการเมืองอย่างแน่นอน

เหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนกันใหม่ทั้งตัวบุคคลและทิศทางในการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างนี้

เป็นความจริงที่จะต้องคิดและตระหนักกันให้ดี.

“สายล่อฟ้า”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้