วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ร้ายสาหัส ทำร้ายเด็ก คนโต และชรา ฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลมหวานน้ำตาล

ร้ายสาหัส ทำร้ายเด็ก คนโต และชรา ฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลมหวานน้ำตาล

โดย หมอดื้อ
26 ก.ค. 2558 05:01 น.
  • Share:

ตอนนี้หมอได้ พญ.ประพิมพ์พร (ฉันทวศินกุล) ฉัตรานุกูลชัย หน่วยโภชนวิทยาเเละชีวเคมี ทางการแพทย์ คณะเเพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มาร่วมให้ความจริง ถึงนาทีนี้เป็นที่พิสูจน์แล้วว่า ตัวการใหญ่สำคัญที่เป็นปัญหาระดับโลกขณะนี้คือ น้ำอัดลม เครื่องดื่มมีน้ำตาล ทำให้เกิดโรคอ้วน

การที่น้ำตาลหวานอยู่ในรูปของเหลวเป็นน้ำ ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นศูนย์ในสมองที่ไฮโปธาลามัส (hypothalamus) ได้มากพอเพื่อให้สนองความอิ่ม จะได้หยุดกิน น้ำอัดลม น้ำหวาน จับคู่กับอาหารแป้ง ฟาสต์ฟู้ด ทำให้น้ำตาลทะลักพรวดเข้าเลือดในทันทีทันใด ก่อให้เกิดการหลั่งทะลักของฮอร์โมนอินซูลิน เพื่อให้ระดับน้ำตาลคงที่ จนเกิดการดื้ออินซูลิน และอ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ


คนอ้วนยังมีสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบมากในเลือดทำให้เส้นเลือดหัวใจสมองตีบเร็วกว่าอายุ แถมส่วนมากยังไปชอบอาหารไขมัน ซึ่งเมื่อรวมกับหวาน จะทำให้กลไกกำจัดสารพิษอัลไซเมอร์ในสมองบกพร่องเกิดมีการสะสมพิษ (unbound amyloid หรือ oligomer) มากขึ้น และแม้ว่าระดับอินซูลินจะสูงในเลือดแต่ในสมองกลับลดลง

ซึ่งอินซูลินมีความสำคัญอย่างยิ่งในการคงสภาพการทำงานของสมอง คนอ้วนจะมีสมองหดฝ่อมากและเร็วกว่าคนไม่อ้วน และต้องไม่ลืมว่าสมองเสื่อม รอเวลาเพาะบ่มตัวเอง 15–20 ปีก่อนปะทุแสดงอาการ

คำแนะนำสำหรับคนไทยนั้นควรกินน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา เครื่องดื่มหวานๆ หรือน้ำอัดลม 1 แก้วนั้นอาจจะสูงถึง 12 ช้อนชาต่อแก้ว ตามธรรมชาติรสหวาน หรือน้ำตาลเป็นส่วนประกอบในวัตถุดิบในอาหารอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้ ธัญพืชและถั่วต่างๆหรือแม้แต่นมนั้นมักจะมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงไม่ควรเติมน้ำตาลเพิ่มเติมลงไปในอาหาร

ไม่กินน้ำตาลแล้วกินน้ำผึ้งแทนดีไหม น้ำผึ้งมีคุณสมบัติคล้ายน้ำเชื่อมแต่มีข้อดีกว่าตรงที่มีสารอาหารอื่นๆเป็นองค์ประกอบด้วย คือ มีโปรตีนปริมาณเล็กน้อย มีวิตามินและแร่ธาตุเป็นองค์ประกอบด้วย แต่องค์ประกอบหลัก (ประมาณ 80%) ของน้ำผึ้งก็คือน้ำตาลนั่นเอง ดังนั้นในแง่ของพลังงานที่ได้รับ หรือความอ้วนที่จะเกิดขึ้นนั้น ไม่แตกต่างกันระหว่างน้ำผึ้งกับน้ำเชื่อมทั่วๆไป


รสของน้ำผึ้งจะมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทั่วไปเนื่องจากมีน้ำตาลฟรุกโตสเป็นองค์ประกอบอยู่ค่อนข้างมาก ฟรุกโตสหวานกว่าน้ำตาล กลูโคสประมาณ 1.3 เท่า ดังนั้นถ้าอยากใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาลต้องลดปริมาณการเติมลง เพราะมันหวานกว่าน้ำตาลทั่วไป

น้ำตาลฟรุกโตสเป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในธรรมชาติ พบได้มากในผลไม้ทั่วไป ฟรุกโตสอาจอยู่ในรูปน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว หรืออาจอยู่คู่กับน้ำตาลกลูโคสในรูปน้ำตาลทราย หลังจากทานฟรุกโตส โดยเฉพาะที่ได้จากการสกัด ไม่ใช่ที่ได้จากธรรมชาติโดยตรง ระดับน้ำตาลในเลือดจะไม่ขึ้นสูงมากเนื่องจากมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำและสามารถเข้าเซลล์ได้โดยไม่ต้องอาศัยอินซูลิน ฟังดูเหมือนจะดีและเหมาะที่จะใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน

แต่แท้จริงแล้ว น้ำตาลฟรุกโตสมีกลไกการเผาผลาญที่แตกต่างจากน้ำตาลกลูโคสตรงที่มันสามารถเผาผลาญได้เฉพาะที่ตับและกระตุ้นการสร้างไขมันทั้งที่ตับและในเส้นเลือดของเรา ส่งผลให้ผู้ที่บริโภคน้ำตาลฟรุกโตสมากเกินไปจะมีระดับไขมันไม่ดีชนิดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงและยังมีไขมันเกาะตับเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้การกินฟรุกโตสจะทำให้เรารู้สึกไม่อิ่มเนื่องจากมันไม่กระตุ้นให้เกิดการหลั่งอินซูลินและไม่ทำให้ฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกอิ่มมีระดับสูงขึ้นซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาล่าสุดเมื่อต้นปี 2556 ซึ่งพบว่าฟรุกโตส


มีกลไกออกฤทธิ์ที่สมองต่างจากกลูโคส ทั้งในแง่การกระตุ้นให้อิ่มหรือหยุดกินเสียที จะน้อยกว่ากลูโคสด้วยซ้ำ แถมหวานกว่าติดใจรสชาติ และออกฤทธิ์ต่อสมองส่วนความสุขทำให้อยากกินอีก เหมือนได้รางวัล มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนชัดเจนและมีภาวะดื้ออินซูลินเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้นการรับประทานน้ำตาลฟรุกโตสมากเกินไปอาจทำให้เรามีระดับกรดยูริกและความดันโลหิตที่สูงเพิ่มขึ้นได้

และเป็นคำตอบว่าทำไมกินน้ำหวานรวมทั้งเครื่องดื่มหวาน ชาเขียว ชาขาวที่โฆษณาว่าไขมัน 0% และไม่มีคอเลสเทอรอล แถมยังเลี่ยงว่าไม่มีน้ำตาล ซึ่งจริงๆคือไม่มีกลูโคส แต่กลับมีฟรุกโตสแทนยังกลับอ้วน

ผลเสียที่เกิดขึ้นจากที่กล่าวมานั้นไม่เกิดขึ้นหากเราทานผลไม้สด ผลไม้ประมาณ 1 ส่วน หรือประมาณ 6-8 ชิ้นคำจะมีน้ำตาลฟรุกโตสเป็นองค์ประกอบประมาณ 2 ช้อนชา แต่ผลไม้สดมีใยอาหารที่ช่วยชะลอการดูด ซึมน้ำตาล และช่วยชะลอการเกิดภาวะดื้ออินซูลินได้อีกด้วย และกากใยเป็นตัวป้องกันการสกัดสารพิษจากอาหาร เช่น จากไข่แดง เนื้อแดง ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ อัมพฤกษ์และสมองเสื่อม

การที่เราจะรักษาชีวิต ง่ายที่สุด เลิกน้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้คั้นแยกกาก ชาเขียว ขาว นมรสหวาน ทานอาหารเพื่อสุขภาพก็คงต้อง ทานอาหารที่มาจากธรรมชาติจริงๆ ลดการปรุงแต่ง และเติมสารสกัดให้ความหวานให้น้อยที่สุดเท่าที่เราจะปรับสมดุลให้มีความสุขทั้งการได้ทานอาหารที่อร่อยและมีสุขภาพดีไปพร้อมๆกัน.

หมอดื้อ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้