วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ดนัย' แขวนแร็กฯ ปิดตำนานหวด ผันตัวเป็นโค้ช

ในวงการกีฬาเทนนิสของประเทศไทยช่วง 10 ปีหลังมานี้ โดยเฉพาะฝ่ายชายนั้น นอกเหนือจาก “ซุปเปอร์บอล” ภราดร ศรีชาพันธุ์ แล้ว ก็เห็นจะมีเพียงแค่ “เจ้าปิ๊ก” ดนัย อุดมโชค นี่แหละ ที่ผลงานโดดเด่นเป็นที่ถูกอกถูกใจแฟนๆ แถมยังอยู่ยงคงกระพันมาจวบจนถึงปัจจุบันในวัย 33 ปี อีกด้วย

มาวันนี้นับว่าเป็นที่ใจหายอย่างยิ่งเมื่อ “เจ้าปิ๊ก” ได้ประกาศแขวนแร็กเกต อำลาบทบาทการเป็นนักกีฬาที่เขาทำหน้าที่มาร่วมๆ 17 ปีไปแล้ว

ฮอตสปอร์ตสัปดาห์นี้ กราวกีฬาไทยรัฐตั้งใจจะนำประวัติของยอดนักหวด “เล็กพริกขี้หนู” ผู้นี้มานำเสนอเพื่อเป็นเกียรติประวัติ

ดนัย เกิดเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2524 เป็นบุตรของนายวุฒิพันธ์ และนางกาญจนา อุดมโชค ปัจจุบันสมรสกับ “น้องต๊าป” ชรินพร อุดมโชค มีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คน ชื่อน้องปอร์โต้ และน้องปินต้า ดนัยเริ่มเล่นเทนนิสตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ซึ่งเดิมทีไม่ได้คิดตั้งใจจะเล่นเป็นอาชีพ เขามีอาการหอบหืดเป็นโรคประจำตัว แพทย์จึงแนะนำให้ออกกำลังกาย ประกอบกับครอบครัวของเขาก็ชอบเล่นกีฬาเทนนิสอยู่แล้วเท่านั้น

แต่เจ้าตัวมีแวว! ครอบครัวจึงช่วยผลักดันต่อ

“เจ้าปิ๊ก” ก้าวเข้าสู่การเล่นเทนนิสอาชีพ เมื่อปี 1997 ด้วยการตีที่เหนียวแน่น และแม้รูปร่างจะเล็กกว่าคู่ต่อสู้ แต่เขาก็ใช้สไตล์การเล่นแบบ “วิ่งสู้ฟัด” เข้ามาทดแทน จนคว้าแชมป์ (เดี่ยว+คู่) ในระดับฟิวเจอร์ทัวร์มาแล้ว 20 กว่ารายการ ในระดับชาเลนเจอร์อีก 10 กว่ารายการ นอกจากนี้ เขายังได้แชมป์ประเภทคู่ในการแข่งขันระดับเอทีพี ทัวร์ ที่บ้านเกิดในรายการ “ไทยแลนด์ โอเพ่น” เมื่อปี 2012 อีกด้วย ขณะเดียวกันในศึกใหญ่อย่างแกรนด์สแลมนั้น เขาก็เคยเข้าถึงรอบ 2 ใน “วิมเบิลดัน” เมื่อปี 2005 และเข้าถึงรอบ 3 ในออสเตรเลียน โอเพ่น มาแล้ว ในปี 2007 โดยในครั้งนั้นเขาพ่ายแพ้ให้กับโนวัค ยอโควิช มือ 1 ของโลกคนปัจจุบันไป 1–3 เซต

ส่วนการรับใช้ทีมชาติ เจ้าตัวลงทำหน้าที่รับใช้ชาติครั้งแรกในการแข่งขันเดวิส คัพ รอบแรก ของกลุ่ม 2 ในปี 1998 ด้วยการบุกไปเอาชนะฟิลิปปินส์ได้ถึงถิ่น 4–1 และไฮไลต์สำคัญที่เชื่อว่าคงจะตราตรึงอยู่ในใจของแฟนๆมิเสื่อมคลาย คือนัดที่เขาสวมหัวใจสิงห์ลงเล่นทั้งๆที่มีอาการบาดเจ็บ ก่อนจะเอาชนะลี ฮุง เต็ก คู่ต่อกรชาวเกาหลีใต้ในรอบชิงชนะเลิศ คว้าเหรียญทองเทนนิส ประเภทชายเดี่ยว ชนิดหัวใจแทบหยุดเต้น ในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 15 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อปี 2006 ซึ่งแมตช์นี้เจ้าตัวยกให้เป็นแมตช์ที่ประทับใจมากที่สุดของตัวเองด้วย และในปีถัดมาเขาก็ทำอันดับโลกสูงสุดของตัวเองด้วยการขึ้นเป็นมืออันดับที่ 77 ของโลก

จากผลงานอันโดดเด่นหลายครั้งทำให้เขาได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2549 นอกจากนี้ ดนัยยังได้รับเกียรติถือธงชาติไทยนำนักกีฬาไทยเดินเข้าสู่สนาม ในพิธีเปิดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2010 “กวางโจวเกมส์” ที่ประเทศจีนอีกด้วย

ที่ผ่านมา ดนัยได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย จากการเล่นเทนนิสอาชีพ รวมไปถึงการลงรับใช้ชาติในหลายทัวร์นาเมนต์ ซึ่งผู้เขียนเองอยากจะขอเพิ่มตำแหน่ง “นักกีฬา นิสัยดี” ให้อีกหนึ่งตำแหน่งด้วย เพราะไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน หรือหงุดหงิดกับผลงานของตัวเองซักเพียงใด เจ้าตัวก็ไม่เคยออกงิ้วออกโขนให้ได้เห็นแม้ซักครั้ง บุคลิกและการวางตัวเช่นนี้ทำให้เขาเป็นที่รักของคนทั่วไป โดยเฉพาะบรรดาสื่อมวลชนนั้นเกิดความประทับใจในตัวเขาเป็นอย่างมาก

ข้อความบางส่วนที่เขาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่ออำลาการเป็นนักเทนนิส ระบุว่า การคว้าเหรียญทอง ชายเดี่ยว ในซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้เขาตัดสินใจ “เลิกเล่น” ได้ง่ายขึ้น

“ผมได้ตัดสินใจแล้วว่า ผมควรจะหยุดหลังจากที่ได้เหรียญทองในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งล่าสุดที่สิงคโปร์ มันทำให้ผมจบได้อย่างสวยหรูไร้ที่ติ ซึ่งผมคิดว่ามันคงจะดีกว่าที่ฝืนทนเล่นจนรอวันที่คนมาถามว่าเมื่อไหร่ถึงจะเลิก ซึ่งมันคงจะดีกว่าที่ผมได้จบแบบนี้และผมพอใจกับมัน กับกีฬาที่ผมทุ่มเททั้งชีวิต กับกีฬาที่ผมรักและอดทนบากบั่นกว่าที่จะได้ความสำเร็จแต่ละชิ้นมา”

จากนี้อดีตนักหวดเจ้าของฉายา “เล็กพริกขี้หนู” เดินหน้าเข้าสู่การเป็นโค้ชอย่างเต็มตัว เขารับหน้าที่ เป็นเทรนเนอร์ให้กับลู เยน-ชุน เพื่อนซี้ชาวไต้หวันมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว และในอนาคตก็คงจะหนีไม่พ้นการเข้ามาช่วยลอนเทนนิสไทยฯพัฒนาศักยภาพของนักหวดในระดับเยาวชนหรือทีมชาติต่อไป

กราวกีฬาไทยรัฐขออวยพรให้โชคดีกับบทบาทใหม่ที่ต้องรับผิดชอบ และหวังว่าจะช่วยปั้นนักกีฬาให้ขึ้นมาเป็นตัวตายตัวแทนได้ในเวลาอันใกล้

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เรากำลังขาดแคลนประชากรนักหวดชายที่หวังพึ่งได้ในยามนี้.

25 ก.ค. 2558 09:59 25 ก.ค. 2558 10:00 ไทยรัฐ