วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

• ชาติเอเชียทุ่มงบทหาร • จะไปรบกับใครที่ไหน?

ต้านสายเหยี่ยว–ผู้ชุมนุมนับร้อยคนรวมตัวกันหน้าอาคารรัฐสภาในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น เมื่อ 23 ก.ค. เพื่อคัดค้านนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายอำนาจทางทหารแก่กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น และผู้ชุมนุมเกรงว่าการเพิ่มศักยภาพทางทหารจะทำให้ญี่ปุ่นเสี่ยงภัยสงคราม (เอพี)

ปัญหากระทบกระทั่งระหว่างประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเป็นปัญหาที่สะสมมานาน และบางเวลาความขัดแย้งก็ปะทุขึ้นมาเป็นช่วงๆ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลของแต่ละประเทศในแต่ละยุคสมัยว่ามีท่าทีอย่างไรต่อปัญหาต่างๆ ทั้งยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายในประเทศคู่ขัดแย้งด้วยว่ามีประเด็นอื่นที่ร้อนแรงกว่าหรือไม่

แต่กรณีล่าสุดที่สภาญี่ปุ่นมีกำหนดอภิปรายร่างกฎหมายฉบับใหม่ปลายเดือน ก.ค. เพื่อเปิดทางให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น (SDF) ขยายบทบาททางการทหารได้ในอนาคต ถือว่าสั่นสะเทือนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกไม่ใช่น้อย เพราะนายกรัฐมนตรีสายเหยี่ยว “ชินโสะ อาเบะ” มีท่าทีชัดเจนว่า ต้องการเพิ่มศักยภาพทางทหารเต็มที่ และร่าง ก.ม.นี้อาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้กำลังอาวุธป้องกันหรือช่วยเหลือประเทศพันธมิตรที่ถูกศัตรูรุกรานได้ในอนาคต

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นยังได้เผยแพร่รายงานราว 500 หน้า ซึ่งเป็นการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย โดยเตือนว่า ญี่ปุ่นมีความเสี่ยงที่จะถูกเกาหลีเหนือยิงโจมตีด้วยขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ พร้อมระบุว่าจีนเป็นภัยคุกคามความมั่นคงในภูมิภาคอย่างมาก โดยอ้างกรณีที่จีนสร้างแท่นสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในทะเลจีนตะวันออก ใกล้หมู่เกาะเตี้ยวหยูหรือเซนโกกุ ที่เป็นข้อพิพาทระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งเหตุผลเหล่านี้ล้วนนำไปใช้สนับสนุนการเพิ่มศักยภาพทางการทหารได้ทั้งสิ้น


ข้างฝ่ายรัฐบาลฟิลิปปินส์ซึ่งมีกรณีพิพาทกับรัฐบาลจีนเรื่องหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ก็ออกมาเคลื่อนไหวในทางสอดคล้องกับรัฐบาลญี่ปุ่น โดยนายเบนิกโน อาคิโน ที่ 3 ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ รับรองร่างงบประมาณปี 2559 เมื่อ 20 ก.ค. เพื่อเสนอต่อสภาคองเกรสของฟิลิปปินส์ให้อนุมัติงบเพิ่มแก่กระทรวงกลาโหมอีก 15 เปอร์เซ็นต์ รวมเป็นเงินกว่า 552 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 18,216 ล้านบาท) เพื่อนำไปจัดซื้อเรือขับไล่ เครื่องบินสอดแนม และระบบเรดาร์ ซึ่งจะนำไปใช้ในการรักษา “ความมั่นคง” ในน่านน้ำทะเลจีนใต้

แม้รัฐบาลจีนจะออกมาตอบโต้รายงานของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นและยืนยันว่า จีนไม่เคยคิด ขยายอำนาจไปคุกคามชาติอื่นๆ ในเอเชีย-แปซิฟิก แต่การเดินหน้าก่อสร้างแท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเล จีนตะวันออก รวมถึงการสร้างลานบินใกล้หมู่เกาะ สแปรตลีส์ ซึ่งเป็นดินแดนข้อพิพาทระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม ตลอดจนการส่งขบวนเรือเฉียดใกล้น่านน้ำข้อพิพาทอยู่เนืองๆ อาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าจีนมิได้สนใจคำทักท้วงของประเทศคู่กรณีมากนัก แม้ก่อนหน้านี้ฟิลิปปินส์จะตอบโต้จีนด้วยการยื่นเรื่องต่อคณะอนุญาโตตุลาการศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) ให้ช่วยตัดสินเรื่องการรุกล้ำน่านน้ำ แต่จีนก็เรียกร้องให้ฟิลิปปินส์หันมาเจรจาแก้ปัญหาในกรอบทวิภาคีตามเดิม

ด้วยปัญหาที่ว่ามาทำให้มีเค้าลางว่าประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกอาจจะรบกันเองเข้าสักวัน ต่างฝ่ายจึงจำต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของกองทัพกันถ้วนหน้า และบางประเทศอาจมีเหตุผลทำนองว่า “ประเทศเพื่อนบ้านก็มีกันทั้งนั้น” จึงส่งผลให้เกิดการทุ่มเทงบประมาณด้านความมั่นคงและการทหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับรายงานของบริษัทแมคคินซีย์แอนด์โค ที่ปรึกษาด้านการบริหาร ซึ่งเผยแพร่รายงานสำรวจแนวโน้มธุรกิจด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียประจำปี 2558 เมื่อเดือน พ.ค. พบว่า ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับบริษัทผู้ผลิตอาวุธและผู้ให้บริการด้านความมั่นคงและรักษาความปลอดภัย เพราะประเทศแถบนี้ทุ่มงบให้แก่การรักษาความมั่นคงมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งยังมีแผนเพิ่มงบด้านนี้ต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้าด้วย

แม้ 10 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของธุรกิจด้านความมั่นคงเมื่อเทียบกับจีนและอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่ทุ่มงบประมาณด้านความมั่นคงสูงเป็นอันดับ 2 และ 4 ของโลก แต่ก็ถือว่าเป็นตลาดที่ยังเติบโตได้อีกมาก จึงเป็นโอกาสที่ดีของกลุ่มธุรกิจด้านความมั่นคงจากทั่วโลก แต่ถ้าถามว่า “ประชาชน” ในประเทศเหล่านี้จะได้อะไรจากการทุ่มเทงบประมาณด้านความมั่นคงแบบอู้ฟู่? ก็คงต้องดูจากบทสรุปในรายงานดัชนีสันติภาพโลก (GPI) ประจำปี 2558 จัดทำโดยสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ ซึ่งระบุว่า “รัฐบาลทั่วโลกต่างทุ่มงบประมาณด้านความมั่นคงเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวตลอดปี 2557 ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้โลกมีสันติภาพเพิ่มขึ้น”

ดัชนีจีพีไอเป็นการให้คะแนนสันติภาพโดยชี้วัดจากการพิจารณางบประมาณที่แต่ละรัฐบาลทั่วโลกใช้ไปกับ “การควบคุมความรุนแรง” และเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม, ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี), สถิติผู้เสียชีวิตจากคดีอาชญากรรมและการก่อการร้าย, สถิติผู้พลัดถิ่นในประเทศ และจำนวนนักโทษที่ถูกคุมขัง เพื่อประเมินว่างบประมาณที่ใช้กับผลลัพธ์เชิงสถิติที่ชี้วัดได้มีสัดส่วนเหมาะสมกันหรือไม่

ผลปรากฏว่า “ไทย” เป็นประเทศที่ทุ่มงบประมาณด้านความมั่นคงมากเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีคะแนนดัชนีสันติภาพอยู่ที่อันดับ 126 จากจำนวนทั้งหมด 162 ประเทศที่ทำการสำรวจทั่วโลก ส่วน “สหรัฐอเมริกา” ทุ่มงบประมาณด้านความมั่นคงมากเป็นที่ 1 ของโลก แต่กลับมีคะแนนดัชนีสันติภาพอยู่ที่ อันดับ 94 ขณะที่ “จีน” ซึ่งทุ่มงบด้านความมั่นคงมาก เป็นอันดับ 2 มีคะแนนสันติภาพเป็นอันดับที่ 124 และ “รัสเซีย” ซึ่งทุ่มงบด้านความมั่นคงมากเป็นอันดับ 3 ของโลก มีคะแนนสันติภาพเป็นอันดับที่ 152

จึงอาจบ่งชี้ได้ว่าแม้จะทุ่มงบประมาณด้านความมั่นคงเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะทำให้ประเทศนั้นๆมีสันติภาพหรือความสงบสุขเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด.

ตติกานต์ เดชชพงศ

25 ก.ค. 2558 08:58 25 ก.ค. 2558 09:00 ไทยรัฐ