วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สกัดหุ้นร้อนได้ผลชะงัด! ตลาดหลักทรัพย์ทำใจรับมูลค่าซื้อขายพลาดเป้า

สกัดหุ้นร้อนได้ผลชะงัด! ตลาดหลักทรัพย์ทำใจรับมูลค่าซื้อขายพลาดเป้า

  • Share:

ตลาดหลักทรัพย์เผยปีนี้หุ้นใหม่ไอพีโอเข้าตลาดทะลุเป้า แต่ยอมรับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยปีนี้พลาดเป้า เหตุนักลงทุนชะลอลงทุนหลังตลาดผันผวน แต่มั่นใจเป้าระยะยาวปี 63 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยวันละแสนล้าน และมาร์เก็ตแคปตลาดรวมแตะ 20 ล้านล้าน เดินหน้าดึงบริษัทต่างชาติเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่พอใจมาตรการสกัดหุ้นร้อนได้ผล ลดจำนวนหุ้นซ่าได้ชะงัด!!

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ยังคงเป้ามูลค่ามาร์เก็ตแคปรวมของตลาดหลักทรัพย์แตะ 20 ล้านล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายแตะ 100,000 ล้านบาทต่อวันในปี 2563 จากปัจจุบันที่มีมาร์เก็ตแคป ราว 13 ล้านล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 47,000 ล้านบาท แม้ระยะสั้นจะมีปัจจัยลบมากระทบบรรยากาศการลงทุน แต่ไม่กระทบเป้าหมาย โดยได้พัฒนาและยกระดับตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว ส่วนปีนี้ตั้งเป้ามาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอไว้ที่ 250,000 ล้านบาท ล่าสุดทำได้แล้ว 160,000 ล้านบาท ซึ่งมีอีก 24 บริษัทอยู่ระหว่างยื่นขออนุญาตเพื่อเข้าตลาดปีนี้ มั่นใจทำได้ตามเป้า นอกจากนี้ครึ่งปีแรกมีบริษัทระดมทุนโดยเพิ่มทุน 136,000 ล้านบาท เกินเป้าที่ตั้งไว้ 130,000 ล้านบาท “ยอมรับว่า มูลค่าการซื้อขายปีนี้จะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งเดิม 52,000 ล้านบาทต่อวัน คาดว่าจะเหลือเพียง 47,000 ล้านบาท ตามภาวะตลาดที่ผันผวน คาดว่าครึ่งปีหลังตลาดหุ้นไทยจะยังผันผวน เนื่องจากยังมีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุน”

ผู้จัดการตลาดหุ้นยังกล่าวต่อว่า ตลาดหลักทรัพย์ยังอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อดึงบริษัทต่างชาติเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติและประกาศใช้เกณฑ์ Primary Listing, Secondary Listing, Infrastructure Trust และ Infrastructure Fund โดยเปิดให้ธุรกิจที่อยู่ในต่างประเทศมาระดมทุนเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยได้ โดยกำลังเจรจามากกว่า 10 บริษัท โดยมุ่งเจาะธุรกิจในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) รวมทั้งธุรกิจในญี่ปุ่นและสิงคโปร์ คาดว่าในปีนี้จะเห็นความชัดเจน

นางเกศรายังกล่าวถึงปัจจัยที่มีผลต่อภาวะตลาดขณะนี้ว่า เงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะส่งผลให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออกในระยะสั้น ซึ่งเป็นทั้งภูมิภาคเอเชีย โดยเงินทุนต่างชาติไหลกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง (Safe Haven) คือสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามมองว่าหุ้นไทยยังคงน่าสนใจลงทุนที่สุดในภูมิภาค เพราะมีสภาพคล่องรวมถึงผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับสูง แม้ราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) อาจสูงกว่าตลาดหุ้นสิงคโปร์แต่เมื่อรวมกับอัตราการจ่ายเงินปันผลแล้วการลงทุนในหุ้นไทยมีผลตอบแทนมากกว่า โดยตลาดหุ้นสิงคโปร์มีอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ (Dividen Payout Ratio) ที่ 53% ส่วนไทยอยู่ที่ 60% ขณะที่ P/E ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 20 เท่า สิงคโปร์อยู่ที่ 15 เท่า ส่วน Forward P/E ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 15 เท่า ส่วนสิงคโปร์อยู่ที่ 14 เท่า

สำหรับผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นั้น จะกระทบต่อหุ้นไทยด้านจิตวิทยาการลงทุนระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากนักลงทุนเตรียมใจรับข่าวนี้มาปีกว่าแล้ว ซึ่งเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นจะไหลออก แต่ไม่น่ารุนแรงเหมือนช่วงที่สหรัฐฯประกาศยกเลิกผ่อนคลายนโยบายการเงิน (QE)

ทั้งนี้ ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นไทยคิดเป็นสัดส่วน 31.32% ของมูลค่ามาร์เก็ตแคป ถือว่าอยู่ในกรอบปกติ 30-35% ส่วนการขายหุ้นของต่างชาติในช่วงนี้เป็นเม็ดเงินที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นเป็นรอบๆ มากกว่า ส่วนเม็ดเงินลงทุนระยะยาวยังคงถือหุ้นไทยอยู่ในระดับปกติ ขณะที่พื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทยถือว่ายังมีความแข็งแกร่ง โดยมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) เฉลี่ยเพียง 1.29 เท่า ต่ำกว่าปี 2540 ที่อยู่ระดับ 8.08 เท่า และมีสัดส่วนรายได้จากการลงทุนต่างประเทศถึง 46% ถือว่ากระจายความเสี่ยงได้หลากหลาย

นางเกศรายังกล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลังประกาศจะขายหุ้นในบริษัทที่ถืออยู่ เพื่อนำเงินไปชำระหนี้รัฐบาลว่า มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยแน่นอน เพราะน่าจะเป็นการขายยกลอตไม่ได้ขายในกระดาน ที่สำคัญหุ้นส่วนใหญ่ที่ภาครัฐถืออยู่ เป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศสนใจเข้าซื้อลงทุน ซึ่งตลาดหลัก– ทรัพย์ได้มีการประสานกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อป้องกันผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้น

ด้านนายสุภกิจ จิระประดิษฐกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกำกับตลาดและดูแลสายงานกฎหมาย เปิดเผยว่า เกณฑ์คุมหุ้นร้อนที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี ถือว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก เนื่องจากทำให้จำนวนบริษัทที่ติด Turnover List หรือหุ้นที่มีการซื้อขายร้อนแรงเข้าข่ายผิดปกติ ลดลงเหลือเพียง 22 บริษัท จากต้นปีขึ้นไปสูงสุดถึง 73 บริษัท และไม่มีบริษัทใดเข้าข่ายถูกห้ามซื้อขายหรือต้องใช้มาตรการขั้นสูงสุดหรือ Trading alert ขั้นที่ 3 และคงจะไม่มีการเพิ่มเกณฑ์ควบคุมหุ้นร้อนเพิ่มขึ้น “ปัจจุบันกำลังพิจารณาขยายเวลาแก้ไขฐานะกิจการของ 19 บริษัทซึ่งถึงกำหนด 7 ปีแต่ยังไม่สามารถแก้ไขฐานะได้ ซึ่งปกติต้องถูกเพิกถอนออกจากตลาด คาดว่าภายในเดือนหน้าจะได้ข้อสรุปว่าบริษัทใดจะได้รับการขยายเวลา ซึ่งขึ้นอยู่กับพัฒนาการในการปรับปรุงแก้ไขฐานะบริษัท.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้