วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ไอหมอก ทุ่งหญ้า ป่าสน…และความสุขที่หากันจนเจอ ‘ทุ่งแสลงหลวง’

เหมือนกับทุกครั้ง…ที่ผมจะชิงตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำเป็นคนแรก จากนั้นก็เขย่าตัวรูมเมทช่างภาพทั่วไทย ต่อด้วยเดินไปเปิดไฟห้องคุณลมละเมอ ท้ายสุดพวกเราก็จะมาช่วยกันขนอุปกรณ์ถ่ายภาพขึ้นรถ ก่อนจะรีบไสหัวออกจากที่พัก

เหมือนกับทุกครั้ง…ที่รถของเราค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันจะโห่ในสภาพที่โชเฟอร์ยังโงหัวไม่ค่อยจะขึ้น มันจะค่อยๆ ถูๆ ไถๆ เซไปเซมาตามทาง ด้วยความเร็ว 15 กิโลเมตรต่อสองวัน

เหมือนกับทุกครั้ง…ที่ไม่ว่าจะมาสักกี่ครั้ง ทุ่งแสลงหลวงยังคงสวยไม่เปลี่ยน และมันยิ่งดูสวยขึ้นไปกว่าทุกครั้ง เมื่อสายฝนที่ตกลงมาปรอยๆ เมื่อคืน ส่งให้ทุ่งสะวันนาเมืองไทยเต็มไปด้วยสายหมอกกำลังพลิ้วไหวอยู่รอบบริเวณ

สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกับทุกครั้ง…คือ…จู่ๆ รถของพวกเราก็หยุดนิ่งไปซะเฉยๆ 

ลมละเมอ:  พี่ๆ รถเป็นไรอ่ะ
ช่างภาพทั่วไทย:  อ๋อ...รถเสียสตาร์ตไม่ติดเลยอ่ะ  !! 
ลมละเมอ:  ทำไมไม่ใช้ไดเกียวล่ะ เดี๋ยวนี้เค้าใช้ไดเกียวกันทั้งนั้นแหละ
กุยโด:  เพราะใช้แล้ว...เครื่องฟิตสตาร์ตติดง่าย (-_-“) 
ช่างภาพทั่วไทย: เอ่อ…เกียร์กรูพังมั้งครับ 
ลมละเมอ: เอ๋…อ่าว…อ๋อ…เหรอฮะ

‘ไอ้รถถังน้อย’ พาหนะคู่บุญของช่างภาพทั่วไทยที่รับใช้เรามาตลอด 3 ปี อยู่ๆ ก็เกิดอาการงอแงหนักชนิดไม่ส่งใบลาแจ้งล่วงหน้า พวกเราจึงตกอยู่ในสภาพกลับไม่ได้ไปไม่ถึง ขณะนี้เป็นเวลาตี 5 !!! รถของเราจอดเสียอยู่ตรงป้าย “จุดชมวิว 1 กม.”

โอ้โห…อีกแค่หนึ่งกิโลฯ จะถึงจุดหมาย ในเวลาแบบนี้ คำว่า “ผิดที่…ถูกเวลา” ดูเป็นอะไรที่เหมาะกับสถานการณ์แบบนี้ที่สุด

อืมมม…ท้องฟ้าก็สวย…หมอกก็สวย…เฮ้ย ! ซวยละ

เจอสถานการณ์แจ็กพอตแตกแบบนี้เข้าไป ผมนี่อยากจะถอดกายทิพย์ออกจากกายหยาบ แล้วไปยืนผึ่งร่างอยู่บนจุดชมวิวศาลาดุสิตามันซะเดี๋ยวนี้

และด้วยหมายจะไปต่อ พวกเราจึงพยายามกระเสือกกระสนหาทางซ่อมด้วยตัวเอง แล้วแต่ละคนนี่สกิลซ่อมรถระดับหางอึ่ง งานนี้ต่างคนต่างก็เลยต้องพึ่งตำรากูเกิล ช่วยกันเสิร์ชหาวิธีแก้อาการเข้าเกียร์ไม่ได้กันยกใหญ่ และหลังจากลองขยับนั่นขยับนี่ดูสักพัก เราก็เห็นตรงกันว่าขืนยังฝืนทำแบบนี้เห็นทีจะมีแต่พังมากขึ้นแหง สุดท้ายแล้วความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็เลยอยู่ได้แค่ที่นั่น…เพราะมันไม่สำเร็จ

เช้าวันนั้นพวกเราช่วยกันถูๆ ไถๆ จนสามารถเอารถกลับมาถึงที่ทำการอุทยานฯ ได้แบบลมแทบจับ

ต้องขอขอบคุณพี่ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ช่วยไปฉุดกระชากตัวช่างซ่อมรถออกมาจากที่นอนตั้งแต่หกโมงเช้า ถึงแม้สุดท้ายช่างมือหนึ่งประจำหมู่บ้านจะบอกว่า “คุณไม่ได้ไปต่อ” ก็เถอะ

สรุป คือ เราต้องเรียกรถสไลด์มายกเจ้ารถถังน้อยกลับไปซ่อมในตัวเมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งขั้นตอนนี้จะกินเวลาหลายชั่วโมงกว่ารถจะเข้ามาถึง

ถึงตรงนี้ อยู่ๆ ก็มีแก๊งเสือภูเขาออกตัวเรียงแถวผ่านหน้าพวกเราเข้าไปในทุ่งแสลงหลวง ไอ้เราเห็นแล้วก็ของขึ้นสิครับ เห็นผมแบบนี้อยากจะบอกว่า ไอ้ช่วงที่กระแสไบค์เกอร์กำลังมาใหม่ๆ ผมเองก็เคยเกาะกระแสกับเค้าอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นออกตัวแรงไปสอยมาคันละหลายหมื่น สุดท้ายมาค้นพบว่าไม่ใช่ทาง เลยต้องยอมขายทิ้งแบบขาดทุน หลุดกระแสออกมาแบบเจ็บเนื้อเจ็บตัว น้ำตาไบค์เกอร์แทบไหลริน

ผมเหลียวมองไปทางหน้าที่ทำการอุทยานฯ เห็นจักรยานเสือภูเขาจอดเรียงกันอยู่หลายคัน ว่าแล้วเลยบึ่งเข้าไปคว้าเอาคันที่หน้าตาดีที่สุดแล้วควบตามแก๊งนั้นเข้าทุ่งไปแบบงง ๆ

กุยโด: เฮ้ย !! ล้อแมร่งโครตหนัก ทำไมปั่นไม่ไปฟระ เหนื่อยฉิบ
ช่างภาพทั่วไทย: ใช้เกียร์ดิ ใช้เกียร์เป็นป่าววะ ไบค์เกอร์ภาษาแมวไรใช้เกียร์ไม่เป็น
ลมละเมอ: ถ้าใช้เกียร์ไม่เป็นปั่นออกไปก็ตายอยู่แถวนี้แหละ 555

ปรากฏว่า อีไบค์เกอร์มันลืมวิธีใช้เกียร์ครับ สุดท้ายเลยต้องมานั่งด้นสด ทบทวนวิชากันตรงนั้น โดยมีช่างภาพทั่วไทยเป็นเทรนเนอร์ สอนจนจบหลักสูตรได้ภายในห้านาที

ผมเริ่มออกตัวใหม่อีกครั้ง ช่วงแรกๆ เป็นทางลาดล้วนๆ ปั่นลงเนินไปเรื่อยๆ ลมตีหน้าอย่างชิล มีเข้าโค้งซ้ายขวา ผมนี่โชว์การตีวงเข้าโค้งด้วยลายอย่างเทพ โอ้โฮ...นี่มันกุยโดหรือว่า แลนซ์ อาร์มสตรอง ฟ่ะ ฮ่าๆ ๆ

แต่ความสุขของผมมันก็สั้นเหลือเกิน มันหยุดอยู่แค่ตรงโค้งนั้นละครับ เพราะพอต้องเผชิญหน้ากับเนินเท่านั้นแหละ เชดโด้ววว โอ้ มาย ก้อดดด !!! ขนาดผมตบเกียร์สุดแล้วยังปั่นไม่ขึ้น น่องนี่แทบแตก ผมยื้อกับมันอยู่พักใหญ่ๆ (ในใจตอนนั้นคิดว่า ถ้าลงไปเข็นก็เสียฟอร์มดิวะ 555) สุดท้ายคิดได้ว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างยอมตายกับขายขี้หน้า อย่างหลังน่าจะเวิร์กกว่า ตอนนี้ตรัสรู้แล้วว่าคนปั่นเสือภูเขาเนี่ย ถ้าความฟิตไม่ถึงก็ตายสถานเดียว

จริงๆ มันก็ไม่ได้ดราม่าอะไรขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าคนไม่เคยปั่นมาก่อนอย่างผมทำได้ (ปั่นไปจูงไป) คุณก็ทำได้

ต้องบอกก่อนว่า ผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับการออกมาปั่นเสือภูเขาหรอกครับ เพราะมันก็ไม่ใช่เป้าหมายที่แพลนไว้เลย เหมือนจะปั่นออกมาด้วยอารมณ์เซ็งๆ ด้วยซ้ำ ช่วงแรกที่ปั่นออกมา บอกตรงๆ เลยว่าไม่อินเท่าไหร่ แต่พอปั่นๆ ไปสักพักกลับเริ่มฟิน เฮ้ย...มันดี...สนุกโคตร !!

คือ...มันเจ๋งตรงความรู้สึกที่ได้ มันต่างกับเวลาที่เรานั่งมองวิวแบบผ่านๆ จากหน้าต่างรถลิบลับ อันนี้มันดูจับต้องได้กว่า เหมือนเราสามารถค่อยๆ ซึมซับความสวยงามแบบสโลว์โมชั่น เหมือนดูหนังสี่มิติอ่ะครับ คือ มันมีรายละเอียดให้เก็บครบทุกเม็ด ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง แถมเบาะนั่งยังมีระบบสั่นสะเทือนตูดให้ด้วย (อันนี้ใครเคยดูหนังสี่มิติจะเข้าใจ 555)

แต่ที่ผมชอบที่สุด คือ การได้เห็นในสิ่งที่คนนั่งอยู่บนรถมองไม่เห็น ต้องบอกก่อนว่า รถยนต์ทุกคันจะมี เดท แองเกิล หรือมุมบอด แต่จักรยานนั้นไม่ งานนี้ผมเลยได้รู้ว่า ที่นี่ยังมีมุมสวยๆ ที่เราไม่เคยให้ความสนใจอยู่อีกเยอะทีเดียว

ฟิลของการปั่นจักรยานในทุ่งแสลงหลวงมันจะเป็นแบบว่าได้สูดอากาศบริสุทธิ์ มีลมเย็นๆ ตีหน้า ขี่ต่อไปช้าๆ เหนื่อยก็จอดแล้วจูง สวยก็พักถ่ายรูปแล้วค่อยไปต่อ

ส่วนวิวที่นี่จะแวดล้อมไปด้วยทุ่งหญ้าและป่าสน ป่าสนผมยังไม่กล้าพูดว่าเป็นที่สุด เพราะคู่แข่งเยอะ แต่ถ้าเป็นทุ่งหญ้า ผมกล้ารับประกันว่าที่นี่สวยสุด ชนะขาดทุกที่ สมฉายาทุ่งสะวันนาเมืองไทย คือ มันสวยยังกับมีนักจัดสวนมือโปรมาจัดไว้ให้ยังงั้นเลย ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติล้วนๆ แถมที่นี่มันสวยทุกฤดู หน้าฝนก็เป็นสีเขียว หน้าหนาวก็เป็นสีทอง หน้าร้อนก็เป็นสีเหลือง ถ้าโชคดีก็จะเห็นฝูงกวางออกมาหากินอยู่ตามข้างทางอีกตะหาก

ผมยังคงปั่นเข้าไปทางศาลาดุสิตาเรื่อยๆ ตั้งใจว่าจะไปให้ถึงเพื่อเป็นการแก้แค้นแมตช์เมื่อเช้านี้ แต่ยังไม่ทันจะได้แก้แค้นก็ต้องหยุดรถเสียก่อน...

...จะไม่ให้จอดได้ไงครับ ก็ทุ่งหญ้าตรงนี้มันสวยจริงๆ มันเป็นจุดที่ถ้าเรานั่งรถมาก็คงมองข้าม ผมไม่คิดว่าจะมีใครหยุดรถแล้วเดินลงมาถ่ายรูปแน่ๆ แต่สำหรับครั้งนี้มันไม่ใช่

ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้ารถไม่เสียตอนนี้ผมก็คงจะขึ้นไปยืนอยู่บนจุดชมวิวศาลาดุสิตา แต่เพราะรถเสีย ผมถึงมีโอกาสได้มายืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าธรรมชาติที่สวยที่สุดในประเทศ ในมุมที่มีทุ่งหญ้าสีเขียวเป็นฉากหน้า มีภูเขาที่โอบอุ้มด้วยไอหมอกเป็นฉากหลัง

ถึงตอนนี้จะเป็นเวลาเจ็ดโมงกว่าๆ แต่หมอกก็ยังกระพือสวยอยู่ แล้วจุดที่ผมยืนนั้น อยู่ใกล้กับหมอกชนิดที่ เห็นไอหมอกสีขาวกำลังลอยเข้ามาปะทะกับใบหน้า คงไม่มีอะไรจะปลอบใจคนที่กำลังผิดหวังให้กลับมามีความสุขได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว

เมื่อช่วงเวลาที่สวยที่สุดผ่านพ้นไป ฟ้าก็เริ่มเปิด แดดก็เริ่มออก และก่อนที่จะร้อนไปมากกว่านี้ ผมก็รีบหนีเอาตัวรอดกลับมายังที่ทำการอุทยานฯ ได้ทันเวลา เป็นช่วงเดียวกับที่รถลากของเราได้เดินทางมาถึงแล้ว

พวกเราสามคนยืนมองเจ้ารถถังน้อยกำลังค่อยๆ เลื่อนตัวขึ้นไปบนรถลากคันโต แปลกเหมือนกันที่ไม่มีใครดูเครียด โดยเฉพาะอีตาลมละเมอที่กำลังหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป ส่วนคุณช่างภาพทั่วไทยโดดขึ้นไปนั่งที่คนขับแล้วชูสองนิ้ว แปลกดีเหมือนกัน เสียทั้งรถ เสียทั้งการทั้งงาน ไหงถึงมีแต่เสียงหัวเราะกับรอยยิ้ม

“รสชาติของชีวิตมันก็เป็นแบบนี้” เจ้าของรถของเราเอ่ยขึ้นมากลางวง

เป็นอีกครั้งที่การเดินทางทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ในความผิดพลาดหรือความผิดหวัง ยังมีเรื่องราวดีๆ ซ่อนอยู่เสมอ ลองเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เราแค่ต้องหามันให้เจอ แล้วเรียนรู้ที่จะมีความสุขไปกับมัน

บางครั้งความผิดพลาดอาจมีไว้เพื่อค้นพบ...ส่วนจุดจบจะช่วยให้เราได้เริ่มต้นลองทำในสิ่งใหม่ๆ

ที่มา :https://www.facebook.com/neekrungmagazine

เหมือนกับทุกครั้ง…ที่ผมจะชิงตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำเป็นคนแรก จากนั้นก็เขย่าตัวรูมเมทช่างภาพทั่วไทย ต่อด้วยเดินไปเปิดไฟห้องคุณลมละเมอ ท้ายสุดพวกเราก็จะมาช่วยกันขนอุปกรณ์ถ่ายภาพขึ้นรถ ก่อนจะรีบไสหัวออกจากที่พัก ... 22 ก.ค. 2558 13:47 4 ส.ค. 2558 13:20 ไทยรัฐ