วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทำไมพระไม่ตัดสินเอง?

ทำไมพระไม่ตัดสินเอง?

  • Share:

วัดพระธรรมกายกลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง เมื่อเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแถลงผลการตรวจสอบ จากการที่มีผู้ร้องเรียน ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นให้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้ตั้งคณะทำงานให้พิจารณาว่าการที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ถอนฟ้องพระธัมมชโย ในความผิดลงชื่อซื้อขายที่ดินวัด ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นด้วยว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่บรรจุเรื่องปาราชิกของพระธัมมชโย ในระเบียบ วาระการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) และขอให้หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาประเด็นพระธรรมวินัย เรื่องข้อหาปาราชิก ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ

มีการกล่าวอ้างถึงพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช เมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 ให้พระธัมมชโยคืนทรัพย์สินให้วัด จะถือว่าไม่มีโทษเพราะอาจไม่มีเจตนา แต่หากไม่ยอมคืนย่อมต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ และผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าการกระทำของพระธัมมชโยครบองค์ ประกอบความผิด เพราะแม้จะคืนทรัพย์สินให้วัดก็ล่วงเลยไปถึง 7 ปี

ตามปกติกรณีพระภิกษุถูกกล่าว หาว่ากระทำผิดพระวินัย ย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ที่คณะสงฆ์จะเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยเอง ตามหลักของพระวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ เพราะมีองค์กรปกครองคณะสงฆ์ อันได้แก่ มส.ซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุด และยังมีองค์กรอื่นๆตามลำดับ คือเจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบลและเจ้าอาวาส

แต่กรณีที่เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายถูกกล่าวหาเรื่องละเมิดพระวินัยถึงขั้นปาราชิก เป็นเรื่องที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี แต่ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ จนถึงปัจจุบันก็มีข่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินบริจาคของสหกรณ์ออม-ทรัพย์คลองจั่น และล่าสุด ผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้ขอให้หัวหน้า คสช.ใช้ ม.44 ตั้งคณะกรรมการเพื่อหาข้อยุติ

สะท้อนให้เห็นว่ากลไกการปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบันขาดประสิทธิภาพแม้แต่ในการพิจารณาตัดสิน ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนและกล่าวหาพระภิกษุว่ากระทำผิดพระวินัยร้ายแรง แม้แต่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการรับสนองงานของ มส.ก็ถูกผู้ตรวจการแผ่นดินกล่าวหาว่า ไม่ใส่ใจต่อการประพฤติผิดพระธรรมวินัยของพระสงฆ์บางรูป

ผู้ตรวจการแผ่นดินผู้ตรวจพบปัญหา แต่ไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดด้วยตนเอง จึงต้องหันหน้าไปพึ่งหัวหน้า คสช.เพื่อขอให้ใช้ ม.44 ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษ เพื่อหาข้อยุติในเรื่องที่ยืดเยื้อมานานสิบๆปี เพราะกฎหมายปกติและกระบวนการตามปกติ ไม่อาจหาข้อยุติได้ จึงน่าจะถึงเวลาหรือยังที่จะต้องปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ครั้งใหญ่ อย่างน้อยก็เพื่อให้แก้ปัญหาตนเองให้ได้.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้