วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปรับ–เปลี่ยนเพื่อความเชื่อมั่น

“ข่าวร้ายที่มากกว่าข่าวดีทำให้คนในประเทศเป็นโรคขาดความเชื่อมั่น การลงทุน การใช้จ่ายชะงักหมด แต่เราได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจไปในระดับหนึ่งแล้วทั้งการปฏิรูปโครงสร้าง การเมือง เศรษฐกิจ เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคอยู่ในระดับที่ดี แต่มีปัญหาระยะยาวที่โครงสร้างการผลิตและปัญหาระยะสั้นที่รุมเร้า เช่นภัยแล้ง”

“คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ผู้ว่าการ ธปท.ได้เผยถึงปัญหาเศรษฐกิจของไทยซึ่งเป็นโจทย์ที่แก้ยากเหมือนถูกรุมเร้าด้วย 3 โรค คือ ไข้หวัดใหญ่ที่ได้รับเชื้อมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

โรคข้อเข่าเสื่อมจากการไม่ได้รับโครงสร้างเศรษฐกิจการผลิตและการลงทุนประเทศในช่วงที่ผ่านมา

โรคขาดความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

แม้รัฐบาลชุดนี้จะแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ในเมื่อยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ ผลมันจึงออกมาอย่างที่เห็นๆ กันอยู่

“ดับข่าวร้าย สร้างข่าวดี เปิดนโยบายแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม” นั่นแหละจะสร้างความเชื่อมั่นให้คืนกลับมาได้

เสียงเรียกร้องให้ปรับ ครม.เศรษฐกิจจึงน่าจะเป็นทางหนึ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้เมื่อคนใหม่ที่ได้รับการเลือกสรรอย่างดี เหมาะสมกับงาน เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นจริง จึงเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาวิธีหนึ่ง

คงไม่ใช่บอกว่าเมื่อปัญหาและความเป็นจริงอย่างนี้ การปรับครม. ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเรียกความเชื่อมั่นได้

แต่ผมไม่เชื่ออย่างนั้นอย่างเด็ดขาด...

เอาแค่ว่าการต้องการให้มีการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐให้รวดเร็วเพื่อให้เม็ดเงินกระจายออกไปอันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่สามารถบริหารจัดการให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ มันก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถได้ชัดเจนแล้ว

อย่างที่ว่ากันแหละครับ...ที่ต้องการให้ปรับ ครม.นั้น คงมิได้หมายความเพียงรัฐมนตรีเศรษฐกิจเท่านั้น แต่หากสามารถขยับปรับเปลี่ยนทั้งหมดได้ก็ยิ่งเป็นการดี เพราะรัฐมนตรีบางคนแทบจะไม่มีผลงานปรากฏ ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกทำอะไรกันบ้าง

กลายเป็น “รัฐมนตรีโลกลืม” ไปเสียฉิบ เช่นกันในส่วนของ ครม.เศรษฐกิจนั้นก็หาใช่ว่ามีเฉพาะรัฐมนตรีในทีมของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีรัฐมนตรีที่มาจาก คสช.อีกส่วนหนึ่ง

คำถามก็คือ ทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจนั้นมีความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน ทำงานเป็นทีมได้จริงหรือไม่

คำตอบจึงน่าจะรู้กันดีว่าคนไหนเป็นอย่างไร การวางคนตรงกับงานหรือไม่ อย่างที่เรียกว่า “Put the man in the right job”

ข้อสำคัญก็คือ รัฐมนตรีแต่ละท่านนั้น เชื่อว่ามีความรู้ความสามารถ จริงใจที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศด้วยความเสียสละ แต่ก็ต้องประเมินตัวเองด้วยว่าในสถานการณ์และปัญหาเกิดขึ้นนั้น เขาเหมาะที่จะทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่

ตรงนี้ต่างหากที่จะเป็นคำตอบและควรจะตัดสินใจอย่างไร เพื่อเห็นแก่ชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ คล้ายกับว่าอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด

นอกจากนายกฯ แล้ว คสช.ที่ทำหน้าที่ไม่ต่างกับโปลิตบูโรก็จะต้องคิดและประเมินสถานการณ์ที่เป็นจริงว่าจะควรแก้ไขหรือตัดสินใจอย่างไร

ในความรับผิดชอบนั้นต้องคิดถึงประเทศชาติ ประชาชนอันเป็นเจตนารมณ์สำคัญ ไม่ใช่ติดกึกอยู่กับคำว่า “พี่ เพื่อน น้อง พวก” จนไม่กล้าตัดสินใจอะไรเลย

รัฐมนตรี คสช.มือไม่ถึงก็ต้องเปลี่ยนออกไปด้วย.

“สายล่อฟ้า”

21 ก.ค. 2558 09:56 21 ก.ค. 2558 09:56 ไทยรัฐ