วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใช้แบบเดิมเช็กสัมภาระ เพิ่มเอ็กซเรย์2เครื่อง แก้วิกฤติดอนเมือง

ทอท.ถกกรมการบินพลเรือน หลังเกิดปัญหาล่าช้าในการตรวจสัมภาระที่สนามบินดอนเมือง ได้ข้อสรุปยอมกลับไปใช้ระบบตรวจกระเป๋าแบบเดิม แต่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่ม ด้านประธานบอร์ด ทอท.ตกใจคิวยาว เล็งขอกรมการบินพลเรือนเพิ่มเครื่องเอกซเรย์ 2 เครื่อง จัดระบบคิวใหม่แยกผู้โดยสารในและต่างประเทศออกจากกัน พร้อมเร่งเปิดอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ก.ย.นี้ มั่นใจแก้ปัญหาแออัดได้ ขณะที่ 3 องค์การบินใหญ่ “ICAO-FAA-EASA” ห่วงปัญหา “บั้งไฟ-โคมลอย” เรียกร้องไทยจัดการด่วน

หลังจากเกิดปัญหาความล่าช้าในการให้บริการตรวจสัมภาระผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานดอนเมือง มาตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้โดยสารต่อแถวยาวจนบางรายเกือบไปขึ้นเครื่องบินไม่ทัน ต่อมาเมื่อช่วงสายวันที่ 20 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ว่ามีการประชุมร่วมระหว่าง ทอท.กับกรมการบินพลเรือน เพื่อแก้ปัญหาผู้โดยสารรอคิวเอกซเรย์สัมภาระเป็นเวลานาน ซึ่งพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการปรับระบบการรักษาความปลอดภัยใหม่ของกรมการบินพลเรือน ที่ต้องตรวจเอกซเรย์กระเป๋าทุกใบ ซึ่งทาง ทอท.ได้เสนอให้กลับไปใช้การตรวจกระเป๋าแบบเดิม คือ ตรวจเฉพาะกระเป๋าที่ต้องการโหลดใต้ท้องเครื่องบินเท่านั้น เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ แต่จะมีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยพิเศษเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้เกิดการสลับสิ่งของเข้าไปในกระเป๋าที่ต้องโหลด ซึ่งในเบื้องต้น กรมการบินพลเรือนยอมรับกับเงื่อนไขนี้ ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.นี้เป็นต้นไป ทอท.จะเอกซเรย์กระเป๋าด้วยวิธีเดิม ซึ่งจะบรรเทาปัญหาคิวยาวได้ แต่ขณะเดียวกันกรมการบินพลเรือนจะขอตรวจความเรียบร้อยของสนามบินดอนเมืองต่อไปอีก 1 สัปดาห์

จากนั้น นายประสงค์ พูนธเนศ ประธานคณะกรรมการ ทอท. ได้กล่าวว่า รู้สึกตกใจกับภาพผู้โดยสารต่อคิวเข้าตรวจเอกซเรย์ที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งจากการหารือกับกรมการบินพลเรือนเพื่อแก้ปัญหานี้ แนวทางการแก้ไขปัญหา ขณะนี้ ทอท.กำลังปรับปรุงอาคารเทียบเครื่องบิน หมายเลข 5 และปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร อาคาร 2 ที่จะเสร็จเดือน ส.ค. และเปิดใช้เป็นทางการเดือน ก.ย.58 รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มจาก 18.5 ล้านคน เป็น 30 ล้านคน ขณะเดียวกัน มีการแยกผู้โดยสารทั้งในและระหว่างประเทศ ทั้ง 2 อาคาร พร้อมกับติดตั้งระบบเอกซเรย์ที่มีจอมองเห็นสัมภาระภายในกระเป๋าได้เลย ซึ่งจะทำให้เอกซเรย์ได้รวดเร็ว และแก้ปัญหาสนามบินดอนเมืองแออัดได้

นายประสงค์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ได้หารือกับกรม การบินพลเรือน โดย ทอท.ได้เสนอแนวทางแก้ไขเบื้องต้น รวมถึงอาจขอเพิ่มเครื่องเอกซเรย์กระเป๋าอีก 2 เครื่อง พร้อมกับมีการจัดระบบคิวใหม่ โดยแยกจุดตรวจกระเป๋าสัมภาระ ระหว่างผู้โดยสารที่เดินทางเที่ยวบินภายในประเทศ กับเที่ยวบินระหว่างประเทศออกจากกัน ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารในประเทศ สามารถเดินทางได้ไวขึ้น แต่การรักษาความปลอดภัยและการตรวจกระเป๋ายังได้มาตรฐานความปลอดภัยเหมือนเดิม

“ขอปฏิเสธว่าเรื่องการเพิ่มมาตรการตรวจกระเป๋าไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีการพกปืนของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีต ผบช.น.แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยที่กรมการบินพลเรือนกำหนดให้เข้ากับมาตรฐานสากล และรองรับการที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) เข้ามาตรวจโครงการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัย (ยูแซป) ภายในท่าอากาศยานสนามบิน ในปีหน้าด้วย” นายประสงค์กล่าว



ขณะที่ นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ก็ยอมรับว่า มาตรการที่ประกาศไปนั้นมีความผิดพลาดในเรื่องของการไม่ได้ประเมินถึงสถานการณ์ในช่วงวันหยุดว่าจะมีผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก รวมถึงไม่ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของเครื่องมือและเจ้าหน้าที่ แต่ในวันที่ 20 ก.ค.ได้สั่งให้นำเครื่องเอกซเรย์ขนาดเล็กซึ่งมีสำรองอยู่ 2 เครื่อง ไปติดตั้งทันที พร้อมกับสั่งเพิ่มเจ้าหน้าที่ในบริเวณจุดตรวจค้นดังกล่าว เพื่อช่วยแบ่งเบาการรอคิวเป็นจำนวนมากได้ ซึ่งการเพิ่มมาตรการดังกล่าวว่า เนื่องจากกรมการบินพลเรือน (บพ.) ได้เข้ามาตรวจสอบระบบความปลอดภัยของท่าอากาศยานดอนเมืองและพบช่องโหว่ที่อาจทำให้ผู้ไม่หวังดีลักลอบนำระเบิดใส่ไว้ในกระเป๋าสัมภาระที่จะโหลดใต้ท้องเครื่องบินได้ เนื่องจากช่วงที่กระเป๋าสัมภาระผ่านจุดตรวจค้นและเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งเป็นการตรวจสอบด้วยสายตา จากนั้นจะมีการติดสติกเกอร์แผ่นบางๆ เท่านั้น แต่ในระหว่างที่นำกระเป๋าเข้าไปเช็กอิน ซึ่งมีระยะทางประมาณ 10 เมตร มีการตั้งข้อสังเกตว่าช่วงนี้ผู้โดยสารสามารถนำสิ่งของต้องห้ามหรือวัตถุระเบิดลักลอบใส่ไว้ในกระเป๋าสัมภาระได้ ดังนั้น ทอท.จึงต้องปรับเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้ผู้โดยสารทุกคนที่จะผ่านไปยังจุดเช็กอินจะต้องนำกระเป๋าสัมภาระทุกชิ้นตรวจผ่านเอกซเรย์ก่อน

นายนิตินัยกล่าวอีกว่า มาตรการดังกล่าวจะบังคับใช้กับสนามบินของ ทอท.ทั้ง 5 แห่ง คือท่าอากาศยานดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย (แม่ฟ้าหลวง) ภูเก็ต และหาดใหญ่ ซึ่งไม่มีการใช้ระบบการตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอกซ์ในขณะที่ท่าอากาศยานอื่นๆ มีการใช้มาตรการดังกล่าวอยู่แล้ว จึงไม่เกิดปัญหาวุ่นวาย เนื่องจากแต่ละสนามบินมีการเข้มงวดในการตรวจสอบสิ่งของสัมภาระของผู้โดยสารที่จะผ่านเข้าไปในสนามบินอยู่แล้ว ยกเว้นสนามบินดอนเมือง

อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวไปสังเกตการณ์ที่สนามบินดอนเมืองตั้งแต่ช่วงเช้า รายงานว่ายังคงพบผู้โดยสารที่เข้าจุดตรวจเช็กอินต่างต่อแถวรอกันอย่างยาวเหยียด ไม่ต่างจากช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะต้องถูกตรวจค้นและเอกซเรย์กระเป๋าสัมภาระทุกชิ้นไม่ว่าจะนำขึ้นเครื่องหรือโหลดใต้เครื่อง ทำให้ใช้เวลาในการเข้าแถวรอนานพอสมควร สร้างความไม่พอใจให้กับผู้โดยสารบางราย จนกระทั่งเวลา 15.30 น. เจ้าหน้าที่จึงได้ปรับวิธีเพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้โดยสาร ด้วยการยกเลิกตรวจสัมภาระในส่วนที่ไม่ต้องโหลดใต้เครื่อง ทำให้จำนวนแถวเข้าคิวของผู้โดยสารไหลลื่นขึ้นทันที

นอกจากนี้ วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมานางปาริชาต คชรัตน์ อธิบดีกรมการบินพลเรือน มาพบตนและอธิบายให้ฟังถึงกรณีที่ 3 หน่วย ประกอบด้วย องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) องค์กรบริหารการบินแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (FAA) และองค์กรความร่วมมือด้านการบิน ในกลุ่มสหภาพยุโรป (EASA) เรียกร้องให้ไทยแก้ปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการบิน รวมกันประมาณ 500 เรื่อง หลายเรื่องดำเนินการแล้ว เหลือเรื่องใหญ่อยู่ 4 เรื่อง ซึ่งตนจะช่วยดูกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และสิ่งที่หน่วยงานเหล่านี้เป็นห่วง คือ เรื่องบั้งไฟ โคมลอย วิทยุการบิน และอุตุนิยมวิทยาทางอากาศ แต่เราสามารถแก้ได้

จากนั้น เวลา 18.00 น. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) นางปาริชาต คชรัตน์ อธิบดีกรมการบินพลเรือน (บพ.) นายทรงศักดิ์ ทองแท่ง ผอ.ท่าอากาศยานดอนเมือง เดินทางมายังสนามบินดอนเมืองและร่วมตรวจความพร้อมของมาตรการค้นและเอกซเรย์กระเป๋าสัมภาระ โดย พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า สาเหตุที่ต้องตรวจเข้มที่สนามบินดอนเมือง เพราะสภาพพื้นที่มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการนำสิ่งของใส่สัมภาระหลังผ่านเครื่องตรวจแล้ว จึงต้องมีการตรวจสัมภาระทุกชิ้น แต่ปรากฏว่าได้รับเสียงคัดค้านจากผู้โดยสารที่เสียเวลานาน จึงตัดสินใจยกเลิกและกลับไปใช้การตรวจสอบสัมภาระแบบเดิมไปก่อนทั้งในเที่ยวบินระหว่างประเทศและในประเทศ นอกจากนี้ เพิ่มเจ้าหน้าที่จำนวน 32 คนต่อกะ แบ่งการทำงานเป็นช่องละ 2 คน เฝ้าระวังการตรวจสัมภาระ หากพบกระเป๋าที่ผ่านเครื่องสแกนมีการเปิดกระเป๋าหรือสติกเกอร์ที่ติดสัญลักษณ์ผ่านการตรวจแล้ว ฉีกขาดระหว่างที่รอเช็กอิน เจ้าหน้าที่จะนำกระเป๋าของผู้โดยสารมาตรวจและสแกนสัมภาระใหม่ อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น การแก้ปัญหาในระยะกลางและระยะยาว ทาง ทอท. บพ. และสนามบินดอนเมือง จะร่วมประชุมหาข้อสรุปกันอีกครั้ง

ทอท.ถกกรมการบินพลเรือน หลังเกิดปัญหาล่าช้าในการตรวจสัมภาระที่สนามบินดอนเมือง ได้ข้อสรุปยอมกลับไปใช้ระบบตรวจกระเป๋าแบบเดิม แต่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่ม ด้านประธานบอร์ด ทอท.ตกใจคิวยาว เล็งขอกรมการบินพลเรือน 21 ก.ค. 2558 05:21 21 ก.ค. 2558 13:27 ไทยรัฐ