วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เจาะวิกฤติภัยแล้ง 2558 ไม่มี "น้ำ" ไม่มี "ชีวิต"

ทรงพระเจริญ!

เสียงแซ่ซ้องจากพสกนิกร ด้วยนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งให้นำน้ำในสระเก็บน้ำพระราม 9 อ.คลองหลวง อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ซึ่งอยู่ระหว่างคลองระบายน้ำรังสิต คลอง 5 และ คลอง 6 บนพื้นที่ 2,580 ไร่ ความจุน้ำประมาณ 11.1 ล้าน ลบ.ม. ไปใช้เป็นน้ำดิบผลิตน้ำประปา ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนกว่า 5 หมื่นครอบครัวที่ จ.ปทุมธานี

นับตั้งแต่นาทีที่ นายพงศธร สัจจชลพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ประกาศให้ อ.ธัญบุรี อ.หนองเสือ และ อ.ลำลูกกา เป็นพื้นที่ประสบพิบัติภัยหลังจากสถานีผลิตน้ำประปา สาขาธัญบุรี คลอง 13 อ.หนองเสือ ไม่สามารถจ่ายน้ำได้

สระพระราม 9 หนึ่งในแหล่งกักเก็บน้ำจำนวนมากมายของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อรับมือกับปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วม เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนถึงพระปรีชาสามารถของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมองทะลุถึงปัญหาในอนาคต

วิกฤติภัยแล้งต่อเนื่อง น้ำแล้งจัดที่สุดในประวัติการณ์ แม่น้ำลำคลองหลายแห่งแห้งสนิทกลายเป็นถนน น้ำประปาในจังหวัดรอบกรุงเทพฯเริ่มขาดแคลน แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย...ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ...เป็นเวนิสตะวันออก

ภัยธรรมชาติอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ ประเทศไทยขณะนี้หลายพื้นที่ในภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ เผชิญวิกฤติภัยแล้ง ที่เรียกว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี

ดร.รอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุถึงสถานการณ์ภัยแล้งว่า “ปีนี้ประเทศไทยพญานาคให้น้ำตัวเดียว นั่นคือพญานาคที่อยู่ในฝั่งทะเลอันดามัน ส่วนพญานาคอีกตัวที่อยู่ในฝั่งอ่าวไทยให้น้ำไม่ได้ เพราะไม่มีร่องมรสุมพาดผ่านเลย จึงทำให้ภาคกลางแล้งที่สุด ภาคที่จะได้ฝนมีภาคใต้เพียงภาคเดียว”

ความรุนแรงของสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้เรียกว่าหนักหนาสาหัสมาก น้ำในเขื่อนเหลือน้อยที่สุดในรอบ 50 กว่าปี เขื่อนหลัก 4 แห่ง เรียกได้ว่า “วิกฤติ” อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เขื่อนภูมิพล มีน้ำเหลือใช้การได้เพียง 100 กว่าล้าน ลบ.ม.

หรือคิดเป็นร้อยละ 1 ของความจุอ่างทั้งหมด เขื่อนสิริกิติ์ 309 ล้าน ลบ.ม.หรือ 5% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 54 ล้าน ลบ.ม.หรือ 6% และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 40 ล้าน ลบ.ม. หรือ 4% รวม 4 เขื่อนหลักเหลือน้ำใช้การได้เพียง 500 กว่า ลบ.ม.เท่านั้น

แต่วิกฤติภัยแล้งที่เกิดขึ้น ทั้งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ พยายามโทษว่าเป็นเพราะปรากฏการณ์ “เอลนินโญ่” ที่ขยายตัวรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่มีวี่เเววจะหยุดลงได้ แต่กลับไม่มีใครกล้าพูดถึงความผิดพลาดจากการบริหารจัดการน้ำของประเทศ เพราะแม้แต่คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่กว่าจะออกมาได้ก็ล่วงเลยถึงวันที่ 15 ก.ค.2558 เมื่อเข้าขั้นย่ำแย่กันแล้วทั้งประเทศ

ขณะที่ผ่านมาและถึงปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำของประเทศก็เป็นไปอย่างไร้ทิศทาง เหมือนต่างคนต่างทำ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำล้วนผูกติดอยู่กับความหวังลมๆ แล้งๆ และการคาดการณ์ว่าฝนจะตกเดือนนั้นเดือนนี้ วันโน้นวันนี้

สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยทำวิจัยพบว่า น้ำในลำธารหรือแม่น้ำที่เรามีอยู่มาจากป่าต้นน้ำถึงร้อยละ 90 และมาจากน้ำฝนเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น แน่นอนปัญหานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยแสดงความเห็นแบบหักหน้ากรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2558 ว่า “ต้นน้ำมาจากต้นไม้ มาจากป่าใช่ไหม แล้ววันนี้มันแห้งหรือยัง ยังมีไหลอยู่รึเปล่า เพราะอะไรทำไมถึงเหลือน้อย แล้วใครต้องดูแลป่า เพราะเมื่อมันไม่มีน้ำ จะทำยังไงให้ต้นน้ำมาได้ก็ต้องมีต้นไม้”

ถึงวันนี้ผลกระทบของวิกฤติภัยแล้งแผ่ขยายไปทั่ว ทั้งน้ำดิบ น้ำอุปโภค-บริโภค ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวนาและเกษตรกร เพราะไม่มีใครรู้คุณค่าของน้ำเท่ากับชาวนาและเกษตรกร

น้ำคือหัวใจ ขาดน้ำเมื่อไหร่ตายทันที

“ไม่มั่นใจว่าช่วงกลางเดือน ส.ค.นี้ ฝนจะมาจริงหรือไม่ เพราะพฤติกรรมของฝนเปลี่ยนไป ปกติฝนตก 60-70 มิลลิเมตรกินพื้นที่กว้าง แต่ 1-2 ปีมานี้ฝนตกกว่า 100 มิลลิเมตรแต่กินพื้นที่แคบกว่า ดังนั้นไม่ควรเอาตัวเราไปอยู่กับความไม่แน่นอน จริงอยู่ดูแผนที่และข้อมูลทะเลจะมีร่องมรสุมกำลังพาดผ่านประเทศไทย ฝนจะตกหนักมากในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.และจะหายช่วงเดือน ต.ค. แต่ช่วงปี 2530 กับ 2540 ที่ถือว่าเกิดวิกฤติภัยแล้ง น้ำในเขื่อนมีมากกว่านี้ หรือแม้แต่ปี 2548 ที่ประเทศไทยเจอภัยแล้งหนักเป็นเอลนินโญ่แรงกว่าปีนี้ แต่น้ำในเขื่อนดีกว่านี้ มีปริมาณน้ำสำรองในเขื่อนดี แต่แม้ว่า ส.ค.ฝนจะตกลงมาจริง แต่ก็ไม่มั่นใจจะมีปริมาณมากเพียงพอกับความต้องการหรือไม่ เพราะพฤติกรรมฝนเปลี่ยนไป” ผอ.สสนก. กล่าว

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่า ถึงนาทีนี้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำต้องเร่งเครื่องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย จนถึงกับมีการแย่งชิงน้ำที่จะตามมาด้วยการจลาจลและความวุ่นวายต่างๆ

เรามองว่ามาตรการตั้งความหวังกับการ “รอคอย” ร่องมรสุมหรือพายุลูกใหญ่คงต้องเลิกกันเสียที เพราะนั่นคงไม่ต่างอะไรกับการตั้งความหวังแบบลมๆ แล้งๆ และยิ่งพฤติกรรมฝนเปลี่ยนไป นั่นย่อมเท่ากับความแน่นอนมีค่าเท่ากับความไม่แน่นอน ถ้าฝนไม่ตกมาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น หรือแม้แต่การรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดน้ำก็ไม่ต่างจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ถึงวันนี้สิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าจะช่วยให้คนไทยผ่านวิกฤติภัยแล้งครั้งนี้ไปได้ มีเพียงการต้องลงมือทำตามรอย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงทำที่สระพระราม 9 และแก้มลิงต่างๆทั่วประเทศ

การรอคอยด้วยความหวัง โดยไม่ลงมือทำ คงไม่สามารถช่วยแก้วิกฤติที่เกิดขึ้นได้

เพราะถ้าไม่มี “น้ำ” ก็ไม่มี “ชีวิต”.

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทรงพระเจริญ! เสียงแซ่ซ้องจากพสกนิกร ด้วยนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งให้นำน้ำในสระเก็บน้ำพระราม 9 อ.คลองหลวง อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี... 20 ก.ค. 2558 13:04 20 ก.ค. 2558 13:06 ไทยรัฐ