วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ช้างขอฝน

คนโบราณมีวิธีขอฝนหลายวิธี สุดโต่งไปทางทำดี ถือศีลกินเพล...ก็มี สุดโต่งไปทำทางทำโลดโผนพิสดาร แห่นางแมว วิธีสัปดน แห่ขุนเพ็ด ไปจนถึงวิธีปั้นเป็นคนสมสู่กัน เรียกว่า การปั้นเมฆ...ก็มาก

คัมภีร์พุทธศาสนา เรื่องพระเวสสันดร...ชาวเมืองกลิงครัฐ เดือดร้อนเพราะฝนไม่ตกติดต่อกันหลายปี เมื่อข้าวไม่พอกิน ก็เกิดโจรขโมยชุกชุมราษฎรทนไม่ไหว เดินขบวนไปหาพระราชา

พระราชารับปากว่า ขอเวลา 7 วัน แล้วก็ตั้งหน้าถือศีลกินเพล ครบกำหนด ฝนก็ยังไม่ยอมตก

ราษฎรก็เดินขบวนมาเรียกร้องอีก

วันเวลาเดียวนั้น บ้านเมืองของพระเวสสันดร...ฝนตกต้องตามฤดูกาล ราษฎรอยู่ดีกินดี...ชาวบ้านก็ร่ำลือกันว่า เกิดจากอำนาจของช้างเผือก ชื่อ ปัจจัยนาค

ชาวกลิงครัฐ เชื่อข่าวนี้จึงเรียกร้องให้พระราชา ไปขอช้างปัจจัยนาคจากพระเวสสันดร แล้วก็โชคดี ที่พระเจ้าแผ่นดินเจ้าของช้าง ตั้งปรารถนาจะให้ทาน...ทุกอย่าง เมื่อพระราชาต่างเมืองขอช้าง ก็ประทานให้

ช้างปัจจัยนาค ไปอยู่กลิงครัฐ ไม่มีเรื่องเล่าว่า ฝนตกหรือไม่ มีแต่เรื่องในเมืองเจ้าของช้าง ราษฎรพากันโกรธแค้น...พระเวสสันดร พระทัยดีเกินไป ให้ช้างเมืองอื่นไป ชวนกันเดินขบวนขับไล่

นี่เป็นต้นเรื่อง พระเวสสันดรต้องเดินดง...ไปบำเพ็ญทานบารมี...ต่อ ให้นางมัทรี พระชายา แก่พระอินทร์ ให้ทั้ง พระโอรสธิดา ชาลีกัณหาแก่ชูชกขอทาน

เมืองไทยของเรา ก็มีความเชื่อเรื่องนี้...พระราชพงศาวดารเล่าว่าต้นปีฉลู พ.ศ.2396 สมัยรัชกาลที่ 4 ได้ช้างเผือกแรก...นาม พระพิมลรัตนกิรินี ประจวบเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว...เสด็จพระราชสมภพ

ช่วงเวลามหามงคลนั้น ฝนห่าใหญ่ตกอยู่ 3 วัน ถึงน้ำนองไปทั่ว

นับแต่นั้น ฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล ต้นข้าวในนาปีนั้น ซึ่งมีเค้าจะเจอแล้ง ก็พ้นอันตราย

ปีใดฝนแล้ง จึงโปรดให้ทำพิธีพิรุณศาสตร์ โปรดให้แต่งพระพิมลรัตนกิรินีด้วยเครื่องคชาภรณ์ยืนแท่น และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ท่านก็เสด็จในการพิธีด้วย

ความเชื่อเรื่องช้าง...กับฝนนี้...อาจารย์ ส.พลายน้อย เขียนไว้ใน “เกร็ดโบราณคดี ประเพณีไทย” (สำนักพิมพ์รวมสาส์น) ว่า ออกจะเป็นเรื่องแปลก ที่น่าจะเชื่อมโยงมาจากชาวไร่อ้อยในอินเดีย นับถือพระอินทร์ เป็นเทพเจ้าแห่งฝน

เหตุเพราะพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เมื่อขอฝนจากพระอินทร์แล้ว ก็ต้องขอจากช้างของพระอินทร์ด้วย

แต่ชาวอินเดีย บางสมัยก็ไม่นับถือพระอินทร์ หันไปนับถือพระพิรุณ

ชาวจีนรับความเชื่อนี้ไปใช้ในลัทธิมหายาน เทพเจ้าแห่งฝน หรือพระพิรุณของเขา ชื่อ “กวางมัก” ซึ่งมีคำแปลว่า “นัยน์ตาใหญ่” ความเชื่อนัยนี้พระพิรุณต้องมีนัยน์ตาเอาไว้ดูเวลาฝนตกหรือไม่ตก...

ในหมู่ชาวกรีกโบราณ ยกหน้าที่นี้ให้นกอินทรี นกตัวนี้บินร่อนไปในท้องฟ้ากว้าง สอดส่ายสายตาเห็นได้ทุกที่

จึงยกให้เป็นนกผีที่มีฤทธิ์ บันดาลให้ฝนตกได้ หรือบันดาลให้ฟ้าร้องฟ้าผ่า เวลาโกรธ

การยกหน้าที่ ความรับผิดชอบเรื่องฝน ให้เป็นของเทวดา ช้างหรือนก...จึงเป็นอีกวิธี ที่เบี่ยงเบนไปให้พ้นจากความรับผิดชอบของคน โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นำ

บางสมัย...เมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ราษฎรก็เชื่อกันว่า เหตุเพราะผู้นำไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ขาดบุญขาดบารมี...มีเรื่องเล่ามากมาย ทั้งในและนอกพงศาวดาร ยามใดที่เกิดคน “กาลีบ้าน กาลีเมือง”

ยามนั้นดินฟ้ามักอาเพศ ฝนที่เคยตกก็ไม่ตก ราษฎรเดือดร้อนนอนตาไม่หลับ ก็มักมีแรงขับ ให้เปลี่ยนตัวผู้นำ

โชคยังดี...ที่เราเกิดในยุคใหม่...ประชาชนมีความรู้ มีความเข้าใจ... กลไกของดินฟ้า...หากมีความหวัง ก็หวังกันแต่เพียงว่า จะมีคนเก่งคนดี... มาช่วยดูแลแก้ปัญหา ให้ทุกข์ซ้ำกรรมซัดนั้น บรรเทาลง

ที่ว่ากันว่าวีรบุรุษขี่ม้าขาวนั้น ไม่ได้มีในยามบ้านเมืองดีๆ ปกติสุข หรอกครับ แต่เกิดมีในยามกลียุค ใครอาสามาทำให้นอนตาหลับได้ เขาก็รับ เขาก็ยอมนับถือ

ถึงเวลานั้น ไม่มีใครจะไปสนใจ เขามาจากไหน มาจากเลือกตั้งหรือไม่ได้เลือกตั้ง.

กิเลน ประลองเชิง

20 ก.ค. 2558 12:39 20 ก.ค. 2558 12:39 ไทยรัฐ