วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“อภิสิทธิ์ชน” คุ้มครองนักการเมือง

ประเด็นหนึ่งที่มีการแก้ไขเพื่อบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั่นคือเอกสิทธิ์คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.-ส.ว.ด้วยการปรับหลักการสำคัญจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา ซึ่งแต่เดิมไม่ให้มีการจับกุม คุมขัง ออกหมายเรียกตัว ส.ส.-ส.ว.ไปดำเนินการสอบสวนคดีอาญา

ยกเว้นกรณีที่ได้รับอนุญาตจากสภาแล้วแต่กรณีและถูกจับในขณะกระทำความผิด แต่ให้มีการแก้ไขใหม่ให้เพิ่มข้อยกเว้นในการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่

คือความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และทำความผิดที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะไม่ได้รับการคุ้มครอง

พูดง่ายๆว่าโทษหนักจะต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม

เว้นแต่ประธานสภาผู้แทนฯ หรือประธานวุฒิสภาอาจร้องขอสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับได้ ซึ่งตรงนี้ต้องมีการขยายความต่อไปว่าเป็นคำสั่งหรือไม่

เอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส.-ส.ว.นั้น เหตุผลหลักน่าจะมีอยู่ 3 ประการ

1. เพื่อให้เกียรติในฐานะตัวแทนของประชาชน

2. เพื่อให้สามารถทำงานต่อไปอย่างต่อเนื่อง

3. เพื่อป้องกันการถูกกลั่นแกล้งจากฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล

แต่ในสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นปรากฏว่าทุกเรื่องทุกคดีจะได้รับการคุ้มครองจาก ส.ส.-ส.ว.ทั้งหมดไม่ว่าคดีอะไรก็ตาม เพราะแต่ละสภาจะมีมติคุ้มครองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ส.ว.

เพราะถือคติที่ว่าเป็นพวกเดียวกัน ก็ต้องช่วยกันปกป้องคุ้มครอง เพราะถือว่าความผิดยังไม่สิ้นสุด หรือแม้แต่สิ้นสุดไปแล้วก็ยังอยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะหมดสมัยประชุม

รัฐธรรมนูญไม่ว่าประเทศไหนก็ตามจะคุ้มครองในเรื่องนี้เอาไว้ แต่ในสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นหลายประเทศได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในลักษณะเดียวกันกับที่ กมธ.ยกร่างแก้ไข

ทั้งนี้โดยข้อเท็จจริงแล้วประเด็นที่ว่าจะถูกกลั่นแกล้งจากฝ่ายบริหารและรัฐบาลเป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก เพราะสังคมปัจจุบันที่จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำเช่นนั้นได้อีกแล้ว

ขืนไปทำเช่นนั้นรัฐบาลก็มีสิทธิเจ๊งได้ เพราะใช้อำนาจไม่ชอบธรรม

คำว่า “เอกสิทธิ์คุ้มครอง” นั้นต้องพิจารณาแยกแยะให้ดี ไม่ใช่ครอบคลุมไปทุกประเด็น ทำให้เกิดปัญหากลายเป็นเรื่อง “อภิสิทธิ์-ชน” เมื่อเปรียบเทียบกับประชาชนโดยทั่วไป

อีกทั้งคดีที่โทษร้ายแรงไม่ว่าจะเป็นคดีอาญา ซึ่งมีโทษจำคุก 10 ปีขึ้นไป หรือความผิดที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง จึงเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรมไม่ควรยกเว้น

เพราะรู้กันดีว่าทั้ง ส.ส.-ส.ว.ล้วนมีอิทธิพลที่มีผลต่อเจ้าหน้าที่ พนักงานสอบสวนหรือกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบได้

ยิ่งถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาลที่มีอำนาจยิ่งสามารถจะทำให้เกิดการบิดเบือนคดีหรือทำให้รูปคดีเปลี่ยนไป หากไม่ดำเนินการในทันที พยาน หลักฐานต่างๆอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้

อย่าได้ไปคิดว่านักการเมืองไทยจะมี “สปิริต” หรือแสดงความรับผิดชอบ แม้แต่คำขอโทษหรือการลาออกไม่มีในสารบบ

หากคิดว่าเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนประชาชนก็ไม่ควรไปกระทำผิดทั้งๆที่รู้ว่ามันผิด ไม่ใช่บอกว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมายแต่กระทำในสิ่งที่กฎหมายห้ามเอาไว้

เพราะนั่นมันคือวิชา “ศรีธนญชัย”!?!

เรื่องทำนองนี้เป็นทางแก้อย่างหนึ่ง เพื่อให้นักการเมืองอยู่ในร่องในรอยมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง

ถือเป็นการ “ปฏิรูปการเมือง” อีกจิ๊กซอว์หนึ่ง.

“สายล่อฟ้า”

20 ก.ค. 2558 12:30 20 ก.ค. 2558 12:30 ไทยรัฐ