วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สปุตนิคช่วยสหรัฐฯปฏิรูปการศึกษา

สำนักสิริพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เชิญ ร.ต.อ. ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ พูด “การส่งเสริมและพัฒนาบทบาทอุดมศึกษาไทยในประชาคมอาเซียน” รับใช้ผู้บริหารงานอุดมศึกษาระดับสูงจากมหาวิทยาลัยของรัฐ อังคารวันนี้ 09.00-12.00 น.ที่อาคารสยามบรมราชกุมารี นิด้า กรุงเทพฯ

การที่สหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมดวงแรกของโลกที่ชื่อสปุตนิคได้สำเร็จ ทำให้สหรัฐฯทบทวนและเปรียบเทียบระบบการศึกษาของตัวเองกับสหภาพโซเวียตอย่างลึกซึ้ง แล้วก็พบความจริงว่า โซเวียตใช้จ่ายรายได้ของรัฐเพื่อการศึกษาสูงกว่าสหรัฐฯ สายลับทั้งหลายที่ส่งเข้าไปในโซเวียตรายงานตรงกันว่า นักเรียนโซเวียตที่ออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ 18 ปี มีการศึกษาและประสบการณ์มากกว่าเด็กอเมริกันในวัยเดียวกัน

50 ปีที่แล้ว จากการเปรียบเทียบการศึกษาของตนกับโซเวียต คนอเมริกันเริ่มตำหนิการศึกษาแบบ Progressive education ที่เน้นคุณค่าของการปรับตัวให้เข้ากับสังคมมากกว่าการถ่ายเทเนื้อหาด้านวิชาการให้นักเรียน ที่โดนโจมตีหนักที่สุดเลยก็คือ คณะครุศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอเมริกัน ที่สอนแต่วิธีการสอนให้นักศึกษาที่จะออกไปเป็นครูแต่อย่างเดียว โดยไม่สนใจความลึกซึ้งด้านเนื้อหาวิชาการ ทำให้สหรัฐฯมีแต่ครูที่รู้วิธีการสอน แต่ไม่รู้วิชาการ

คนที่เขียนหนังสือแล้วทำให้สังคมอเมริกันตื่นตัวก็คือ ดร.เจมส์ บี. โคแนนท์ อดีตอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชื่อหนังสือ คือ “The American High School Today” โรงเรียนมัธยมอเมริกันในปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้ขายได้มากถึงครึ่งล้านเล่มใน ค.ศ.1959 พอมาถึง ค.ศ.1961 ดร.โคแนนท์เขียนหนังสือขายดีมาอีกเล่มหนึ่ง ชื่อว่า “Slums and Suburbs” สลัมและชานเมือง เตือนคนอเมริกันถึงเรื่องการพัฒนาระบบโรงเรียนสองระบบที่แตกต่างกัน ระบบหนึ่งสำหรับเด็กยากจนในแหล่งสลัมในตัวเมือง และอีกระบบหนึ่งที่ใช้กับเด็กฐานะดีในย่านชานเมืองที่ขยายออกไป จะทำให้สังคมอเมริกันเกิดช่องว่างที่อันตราย

การสำรวจของสหรัฐฯในตอนนั้นพบว่า แทบทุกสถาบันการศึกษาเงินไม่พอ อาจารย์ก็น้อย ทำให้ต้องสอนในห้องเรียนที่แออัดยัดไปด้วยผู้เรียน ยิ่งเมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามเวียดนาม ทำให้มีทหารผ่านศึกกลับมาประเทศเยอะ พวกนี้ได้รับสิทธิในการเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยโดยรัฐบาลดูแลทั้งค่ากินอยู่ ค่าเล่าเรียน แถมเข้าเรียนได้โดยไม่ต้องสอบเข้า กลับมาจากสงคราม ก็เดินเข้าแถวไปใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยโดยที่ไม่พร้อม

พอนักศึกษามากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับผู้เรียนก็น้อยลง สถาบันไหนมีสตางค์ ก็ไปแย่งอาจารย์เก่งๆ มาสอนในสถาบันของตัว แต่สถาบันการศึกษาก็สู้โรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้ เพราะการผลิตสินค้าและการค้าระหว่างประเทศกำลังบูม อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญถูกดึงไปอยู่ตามโรงงานด้วยค่าจ้างที่สูงกว่าการเป็นอาจารย์หลายเท่าตัว

หนังสือของ ดร.โคแนนท์ทำให้รัฐบาลและคนอเมริกันตื่นตัว สถาบันและมูลนิธิต่างๆ กระโจนเข้ามาดูแลการศึกษาอย่างเต็มท่ี เช่น สถาบันคาร์เนกี้ มูลนิธิฟอร์ด ฯลฯ พวกนี้มอบสตางค์หลายล้านดอลลาร์เพื่อให้นำไปสร้างหอพักและห้องเรียนให้วิทยาลัยครูที่หนุนความคิดของ ดร.โคแนนท์ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

การศึกษาในบ้านเราเป็นเหมือนมะเร็ง ตั้งแต่ออกนอกระบบ ราชการ คนเป็นอาจารย์กลายเป็นลูกจ้างที่ต้องคอยพินอบพิเทาคณะเสี่ยผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อต้องการให้ตนเองผ่านการประเมินที่จะต้องมี 3 ปีต่อครั้ง ที่ผมเรียกว่าคณะเสี่ย เพราะพวกนี้ถูกเลือกตั้งเข้ามาเป็นแก๊ง แก๊งใครแก๊งมัน เข้ามาได้แล้วก็ฟาดฟันทำลายแก๊งอื่นๆ ที่เป็นศัตรูของตัว

เงินสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมีเยอะมาก ยิ่งมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียง ยิ่งมีผู้ต้องการเข้าไปเรียนหลักสูตรปริญญาโท ปริญญาเอก สำหรับผู้บริหารที่ต้องเสียค่าเล่าเรียนหลักสูตรละหลายแสนบาท และมีค่าที่ปรึกษาหลักสูตรโดยเฉลี่ย 20,000 บาทต่อเดือนให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัย อธิการบดีบางคนกินรวบ ไม่แบ่งให้รองอธิการ บางมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรปริญญาสำหรับผู้บริหารหลายสิบถึงร้อยหลักสูตร นึกอะไรได้ก็เปิดเป็นหลักสูตร จึงมีแต่หลักสูตรกะโหลกกะลาปลาซิวซีอิ๊วดำส้มตำปลาร้า ไปสืบสวนหาข่าวดูเถิดครับ อธิการบดีและพรรคพวกบางสถาบันมีรายได้หลายล้านบาทต่อเดือน

มหาวิทยาลัยที่มีเงินก็เลือกช็อปอาจารย์เก่งๆ ที่มีชื่อเสียงไปอยู่กับตน ปล่อยให้สถาบันการศึกษาที่มุ่งมั่นเปิดหลักสูตรธรรมดาที่สอนให้คนมีความรู้จริงๆ เหลือแต่อาจารย์เกรดบี เกรดซี ที่นอกจากความรู้ไม่แน่น ประสบการณ์ไม่มี แถมยังสอนไม่เป็นเสียอีก

สปุตนิคทำให้สังคมอเมริกันเรียกร้องให้ปฏิรูปการศึกษา

ส่วนของไทย ดูเหมือนเราจะเรียกร้องจนด้านไปซะแล้วครับ.

คุณนิติ นวรัตน์
songlok@outlook.co.th
www.nitipoom.media
www.facebook.com/nitipoom.thailand

20 ก.ค. 2558 10:59 20 ก.ค. 2558 10:59 ไทยรัฐ