วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


Right place Right Time

โดย น้าเน็ก

จู่ๆ ก็นึกถึงตอนถูกครูจับไปโต้วาทีครั้งแรกในคาบภาษาไทย

จำได้ว่าไม่ค่อยชอบเท่าไร ยังไม่ได้เตรียมใจ เดินตามเขาไปแบบมึนๆ
ไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับการโต้วาที กะโหลกล้วนๆ ไม่มีสมองปนเลยครับ รู้แค่ครูบอกว่ามีหน้าที่ไปเถียงกับเพื่อนกลุ่มตรงข้าม เถียงเอาชนะให้ได้ ในหัวข้อที่กำหนด “มีปัญญาดีกว่ามีเงินทอง” (ขอเถียงกับครูก่อนถึงคิวเพื่อนได้ไหมฮะ)

โดยต้องเถียงอย่างมีศิลปะ ใช้เหตุและผลเข้าถล่มผสมหว่านล้อม จะมาปะฉะดะใส่กันไม่ได้ เขาถึงเรียกว่าโต้วาที ส่วนกติกามารยาททั้งหลายที่เคยผ่านตาแบบผ่านจริงๆ ก็มีครูยืนติวกันสดๆ ล่วงหน้าไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

วันนั้นโดนคัดไปอยู่ทีมปัญญาครับ รับบทบาทเชียร์ว่ามีความรู้ดีกว่า
ได้แต่ละอายใจปนสงสัยว่าครูบาอาจารย์เลือกจากอะไรถึงเอาคนฉลาดขนาดกูไว้กลุ่มนี้

(ต่อมาจึงได้รู้ว่าเขาเลือกแกเพราะพูดภาษาไทยชัดสุด)

กระนั้นก็ยังพยายามเต็มที่ จิตสำนึกดีทีเดียวขอบอก คิดอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อหาหลักการมาโต้ทีมเงินทองให้สำเร็จ
ซึ่งพบว่ายากมาก … จะเถียงมันว่าไงดีวะ
ฟังเข้าสิ พูดมาแต่ละข้อ อยากลุกขึ้นยืนปรบมือสามสี่ฉาด คือเห็นด้วยทุกประการเลยฮะ จริงมากๆ ใจนี่เอนเอียงไปหาฝั่งทรัพย์สินครึ่งนึงเรียบร้อย ถ้าให้อยู่ทีมเงินทอง ไอเดียน่าจะไหลลื่นกว่านี้ไหม
ไม่ใช่ไม่นับถือสติปัญญานะ แต่ของแบบนี้มันบังคับเลือกกันได้ด้วยเหรอ

ระหว่างสมองกับสตางค์ ณ จุดนั้นยอมรับว่าสงสัย จนเกือบหาวิชาการมาสู้ต่อไม่รอด

สุดท้ายชั่วโมงผ่านไป สรุปผลการโต้วาทีในญัตติมีปัญญาดีกว่ามีเงินก็คือ ….

ทีมความรู้เป็นผู้ชนะตามระเบียบ ไม่เหนือความคาดหมาย
เนื่องจากหาเหตุผลมาหักล้างจนทีมทุนนิยมพ่ายแพ้ย่อยยับ
ทำไมก็ไม่รู้ งงเหมือนกัน เห็นเงินดีกว่าแล้วทำไมต้องดูอธรรม
นี่ถ้าสองฝ่ายไม่ต้องปะทะกัน อยากเลือกชอยส์ถูกทุกข้อเลยด้วยซ้ำ ได้ไหม ก็มันสำคัญเท่าๆ กันทั้งคู่เลยนี่ อือ

ในชีวิตจริงน่าจะยาก กับการต้องตัดสินใจให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีค่าสุด เหมาะสมที่สุดเพียงอย่างเดียว เราคงไม่สามารถเลือกโดยเด็ดขาดได้เสมอไป มันขึ้นอยู่กับเวลา สถานการณ์ตอนนั้น
อะไรที่ว่าพิเศษ ดี มีคุณค่าสุด อาจหมดความหมายไปเลยก็ได้ถ้ามาผิดที่ผิดเวลา

บนเวทีโต้วาทีที่มีครูตั้งหัวข้อ แบ่งแนวคิดออกเป็นสองฝั่งให้นักเรียนถกกัน เลือกคำตอบที่ใช่สุด ฝ่ายไหนเหตุผลโอเคกว่า มีน้ำหนักกว่าก็ชนะ ในพื้นที่เล็กๆ แบบนี้ ถ้าจะสรุปว่ามีความรู้ดีกว่าเห็นๆ มันก็ไม่ผิด
แต่พอหลุดมาสู่ชีวิตประจำวัน บางทีก็ไม่ถูกซะทีเดียว เงินมาก่อนก็บ่อย เผลอๆ ในเหตุการณ์ที่ต่างออกไป ทั้งเงินทั้งปัญญาอาจสำคัญพอกันจนเลือกไม่ได้เลยก็มี

กาลครั้งหนึ่งเคยเปิดชั่วโมงวิจัยปัญหาชีวิตกับมิตรหมี ในจำนวนหลายคำถาม จำได้ข้อนึง คิดว่าสิ่งสำคัญบนโลกนี้ได้แก่อะไรบ้าง
ไม่ได้หมายถึงทัชมาฮาล พีระมิด มาชูปิกชู แต่เป็นคน สัตว์ สิ่งของ
อะไรที่ตัวเราจะมีความสุขเมื่อได้ครอบครอง ได้อยู่กับมัน
น่าตกใจมากเมื่อพบว่าในวงสนทนาที่มีแต่มนุษย์ผู้แสนโลภ อุดมกิเลส
กลับไม่มีใครฟันธงชัดๆ ได้สักคน บ้างก็เลือกเงิน ไปๆ มาๆ ชักไม่แน่ใจ แต่ยังดีที่พอจะตกตะกอนสาระมานิดหน่อย

ว่าใดๆ บนโลกนี้ที่มีคุณค่า น่าจะแบ่งได้เป็นสองแบบ หนึ่ง สิ่งที่มีค่าโดยตัวมันเอง สากลยอมรับตรงกัน อย่างเงินตรา
ไว้ใช้แลกเปลี่ยนยังชีพ ทองคำ มีมูลค่าซื้อขายระดับเศรษฐกิจ
และสอง ของที่ไม่มีราคาค่างวดกำหนด แต่ถ้ามาในเวลาที่เหมาะสม
ไม่ว่าจะเป็นอะไร มันจะพิเศษขึ้นมาทันที

อันนี้มักแทรกอยู่ในรายละเอียดประจำวันโดยที่เราก็มองข้ามเสมอ
พูดไปอาจฟังดูน้ำเน่า ขำปนเศร้าหน่อยๆ ว่าขณะที่มนุษย์ดิ้นรนทุกข์ร้อนเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายเราก็มีความสุขแค่เพราะสิ่งเล็กน้อย ที่โผล่มาในยามต้องการพอดี แค่นั้น
ร่มสักคันตอนฝนตก รองเท้าดีๆ สักคู่เวลาเดินไกล
นั่นสิ ทำไมเล็กแบบนี้

คนรอบข้างบอกว่าผมดูเป็นคนไม่มีความสุขกับอะไรเป็นพิเศษ
ดูไม่มีอารมณ์รัก คลั่งไคล้ หรือผูกพันกับสิ่งใดจนยึดเป็นเครื่องช่วยเยียวยาเวลานอยด์ชีวิต พอเล่าออกมาตรงๆ คนฟังก็ชักจะรู้สึกแย่แทน นี่แกไม่มีต่อมยินดียินร้ายเลยรึ

ที่จริงไม่ได้อาการหนักขนาดนั้นหรอกครับ (หรือเปล่าวะ)
และผลจากข้อสังเกต (กล่าวหา) นี้ ส่งผลให้เริ่มหันมาจับผิดตัวเองมากขึ้น เราเป็นพวกก๊าซเฉื่อย ไม่มีโหมดสุขใจเลยจริงดิ

ตอนค่ำที่ผมปั่นจักรยานออกกำลัง ตั้งเวลาเอาไว้หนึ่งชั่วโมง
หกสิบนาทีที่จะไม่หยุด ไม่พัก ห้ามอู้ เพื่อให้กระบวนการเผาไขมันทำงานได้เต็มที่ สิบนาทีเดินไปเชื่องช้า กว่าจะถึงยี่สิบนาที ค่อยๆ กระดึ๊บเป็นสี่สิบห้านาที

ดูทีวีก็แล้ว ฟังเพลงก็แล้ว ทำไมตอนกินเข้าไปมันทั้งไวทั้งเพลิน
กว่าจะครบหกสิบตามเป้าหมาย ดีใจเหมือนได้เหรียญโอลิมปิก ดีใจที่ไม่โกงตัวเอง เดินตุปัดตุเป๋ลงมายืนหอบแฮ่ก เหนื่อยเหมือนจะตาย แต่ยัง ยังไม่ฟิน

กระทั่งวินาทีที่คว้าขวดน้ำเย็นมากรอกใส่ปากอั้กๆ นั่นแหละ
คล้ายแสงเหนือแสงใต้พากันพุ่งออกมาเป็นแบ็กกราวนด์ 
มันคือน้ำเย็นที่อร่อยสุดในชีวิต รู้สึกดีจนอยากบอกใครๆ ว่าตอนนี้แฮปปี้มาก รู้ยัง

กล้าพูดเลยว่าพี่ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
สิ่งที่มีค่าสุด ณ ขณะนั้นคือน้ำเย็นจัดๆ หนึ่งขวด กับพัดลมเอื่อยๆ สักตัว

นั่งเฉยๆ พลางเอาหน้าอังพัดลม

ใครบอกผมเป็นคนไม่มีความสุข มันแค่เล็กจนชาวบ้านมองไม่เห็นเท่านั้นเอง

เงื่อนไขสำคัญของความมีคุณค่า ไม่ใช่ราคา แต่เป็นการมาในเวลาที่เหมาะสม

พี่สาบานได้ว่าเรื่องจริง.

น้าเน็ก

20 ก.ค. 2558 10:18 22 ก.ค. 2558 08:58 ไทยรัฐ