วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รู้จัก 'หนังไทยนอกกระแส' ความหวังในยุคตกต่ำ 'หนังไทย' เมื่อคนดูยึดติดค่ายเดิมๆ

รู้จัก 'หนังไทยนอกกระแส' ความหวังในยุคตกต่ำ 'หนังไทย' เมื่อคนดูยึดติดค่ายเดิมๆ

  • Share:

ว่ากันว่าตอนนี้กงล้อของวงการภาพยนตร์ไทยไหลกลับมาอยู่ในยุค "ตกต่ำ" อีกแล้ว หนังไทยในกระแสของค่ายใหญ่ก็ยังเอาตัวไม่รอด ทั้งรายได้และกระแสตอบรับจากคนดูกว่าจะดันให้ไปถึงจุดที่น่าพอใจ ต้องใช้ความว่า "ยาก" และ "เหนื่อย" ซึ่งเมื่อหนังไทยในกระแส ที่รสชาติถูกปากคนไทยแถมยังมีการตลาดที่ดียังไปแทบไม่รอด จึงเกิดความหวังว่าบางที "หนังไทยนอกกระแส" อาจเป็นที่พึ่งใหม่ของวงการหนังไทยได้

เรื่องนี้ บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ คุยกับ ต้อง พงษ์วัฒน์ ตันนุกูล อดีตครีเอทีฟและอาร์ตไดเรกเตอร์ ของค่ายเอ็กแซ็กซ์ ที่ผันตัวเองมาเป็นผู้กำกับหนังไทยนอกกระแส "POSTCARD FROM NOWHERE โปสการ์ดที่ไม่มี...ที่มา" แม้หนังจะโดนวิพากษ์วิจารณ์หนักหนาสากรรจ์ แต่เขาก็มีมุมมองที่น่าสนใจต่อการทำหนังไทยนอกกระแส ที่เขาโดดลงมาทำเอง แม้สุดท้ายต้องเจ็บเองจากกระแสวิจารณ์ที่แหลกยับไม่มีชิ้นดี

ต้อง พงษ์วัฒน์ ตันนุกูล (คนกลาง) ในวันเปิดตัวหนัง "POSTCARD FROM NOWHERE โปสการ์ดที่ไม่มี...ที่มา"

ไทยรัฐออนไลน์เปิดฉากถามเข้าตรงๆ ว่า สำหรับการทำ "หนังไทย" ที่ไม่ได้มีนายทุนใหญ่ๆ กระบวนของมันต้องทำอย่างไรบ้าง "กระบวนการทำหนังไม่ต่างกัน แต่แตกต่างตรงที่หนังไทยนอกกระแสที่ไม่มีนายทุนจะโดนบีบในเรื่องงบ เอาง่ายๆ เราต้องเซฟทุกสิ่งทุกอย่างให้มันอยู่ในกรอบของเรา บางครั้งมันก็เป็นไปได้ยากนะ เพราะด้วยการถ่ายมันมีสิ่งที่เหนือการควบคุมเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งบางอย่างเราห้ามไม่ได้" ซึ่งตรงนี้เป็นปัจจัยหลักในความคิดเห็นของ พงษ์วัฒน์ ที่บีบหนังที่ไม่มีนายทุนให้ทำงานยาก

แปลว่าถ้าไม่มีนายทุน และเงินทุนส่วนตัว ก็ต้องวิ่งหาหาสปอนเซอร์ ถูกต้องหรือเปล่าเราถามต่อ "ใช่ครับ ถามว่ามันจำเป็นไหม จำเป็นมาก แต่มุมมองผมบางครั้งถ้ามีสปอนเซอร์ เราจะถูกกำหนดด้วยสปอนเซอร์ ทำให้เนื้อหาของเรื่องมันผิดเพี้ยนไป" ซึ่งตรงจุดนี้เป็นทางแยกที่คนทำหนังนอกกระแสต้องเลือกว่าจะกินอุดมการณ์ หรือจะเลือกเงินทุนมาเป็นตัวขับเคลื่อน

POSTCARD FROM NOWHERE โปสการ์ดที่ไม่มี...ที่มา

ต้อง พงษ์วัฒน์ เล่ากระบวนการทำหนังนอกกระแสต่อว่า เมื่อทำเสร็จแล้ว ก็ต้องวิ่งเข้าหาผู้จัดจำหน่าย อาจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่าย แต่ต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์กันเมื่อสรุปรายได้หนังเรื่องนั้นๆ ออกมา จะกี่เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่ตกลง

"ผู้จัดจำหน่ายจะหักเป็นเปอร์เซ็นต์ของบ็อกซ์ออฟฟิศครับ ขึ้นอยู่กับที่ตกลงกันไว้ ถ้าไม่มีตัวแทนจำหน่ายเราจะคุยยาก คุยโรงในกรุงเทพฯ ไม่เท่าไหร่ แต่จะหนักไปทางสายต่างจังหวัดมากกว่า ไหนจะลิขสิทธิ์ต่างประเทศ ไหนจะลิขสิทธิ์แผ่น เขาจะหักรายได้เอา"

เขาหาโรงหนังให้เรายากหรือไม่ สำหรับหนังไทยที่ไม่มีชื่อชั้นของค่ายดังการันตี ไทยรัฐออนไลน์ ถามหาคำตอบ "ทางผู้จัดจำหน่ายเป็นองค์ประกอบหลักที่ติดต่อให้เรา ในส่วนของการคุยกับทางโรงหนัง ต่อสู้กับทางโรง เพื่อจะให้ลงโรงได้มากที่สุด" และแน่นอนตรงจุดนี้ก็เป็นอีกส่วนที่ต้องมีการแบ่ง "เปอร์เซ็นต์" แน่ๆ ตอนนี้ 3 ส่วนที่ต้องแบ่งรายได้ของหนังคือ ผู้สร้าง, ผู้จัดจำหน่ายและโรงหนัง (บางค่ายใหญ่ทั้งทำหนังเอง อาสาเป็นผู้จัดจำหน่ายให้หนังค่ายเล็กๆ และมีโรงหนังเป็นของตัวเอง เรียกว่ากินรวบรอบวง)

แมรี่ อีส แฮปปี้ หนังนอกกระแสสุดฮิต
36 อีกหนึ่งผลงานภาพยนตร์โดย เต๋อ นวพล

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังไทยถ้าไม่มีนานทุนหรือค่ายรองรับ คนทำหนังต้องเดินหน้าขายเองผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือหากหนังดูยาก ไม่ทำเงิน เหล่าพ่อค้าคนกลางก็จะถอดจากโรงทันที เพื่อเอาโรงไปฉายหนังที่โดนใจตลาด คำถามคือ อย่างนี้หนังไทยจะมีวันหลากหลายและแตกต่างได้อย่างไร เรื่องนี้ผู้กำกับไฟแรงให้คำตอบว่า

"สิ่งที่ผมคิดคือเรามองแล้วเห็นว่าตอนนี้หนังไทยยังวนเวียนอยู่ในกรอบของ ประเพณี นิสัยคนไทย โดยเฉพาะเรื่องของธุรกิจ ผมเลยคิดว่า วันหนึ่งถ้าผมจะทำเต็มตัว ผมคงอยากจะปล่อยของให้ได้เต็มที่ ซึ่งมีอย่างเดียวต้องพยายามขูดเลือด ขูดเนื้อออกมาทำเอง เราจะปล่อยของให้คนเห็นในสิ่งใหม่ๆ ของวงการหนังไทยบ้าง" และแม้จะเอ่ยปากว่าพร้อมจะควักกระเป๋าทำหนังเองเพื่อให้หนังไทยมีความหลากหลาย ไม่จำเจกับเนื้อหา ผี ตลก กะเทย รักฟีลกู้ด แต่ พงษ์วัฒน์ ก็ยอมรับว่าอุปสรรคอีกอย่างที่สำคัญคือคนไทยยึดติดกับค่ายเดิมๆ

"ต้องทำใจอย่างนึงว่า คนไทยค่อนข้างยึดติด แต่ผมอยากให้เปิดใจดู สิ่งใหม่ๆ บ้างแล้วอาจจะเห็นอะไรใหม่ๆ ในหนังเรื่องนึงที่คิดว่ามันอยู่นอกกระแส รู้ว่ามันไม่ใช่ GTH ไม่ใช่ สหมงคลฟิล์ม บางครั้งผมคิดว่าหนังเรื่องไหนก็แล้วแต่ถ้าติดโลโก้ GTH หนังเรื่องนี้อาจจะได้ 100 ล้านก็ได้ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ผมคิดว่าอย่างงั้นนะ ซึ่งอยากให้ลองเปิดโอกาสให้งานใหม่ๆ ดูบ้าง"

ปาดังเบซาร์ หนังนอกกระแสที่ได้ดาราดังมาถ่ายทอด

ไทยรัฐออนไลน์อดไม่ได้ที่จะถามถึงกระแสที่ว่า สมัยนี้นายทุนรุ่นใหม่หลายคน ใช้วิธีหาเงินจากการทำหนัง เพราะหาทุนได้ไม่ยากนักจากการขอสปอนเซอร์ ลงทุนหนักๆ บางส่วนไปจ้างนักแสดงที่พอจะมีชื่อเสียง แต่ตรงส่วนโปรดักชั่นหนังกลับไม่ใส่ใจ ทำหนังไปตามเรื่องตามราว ไม่คำนึงว่าจะออกมาดีหรือไม่ดี เพราะสุดท้ายก็ได้เงินที่เหลือจากการขอสปอนเซอร์เข้ากระเป๋าอยู่ดี

"ตรงนี้ผมตอบไม่ได้ว่านายทุนคนไหนไม่ดี แต่ผมก็ไม่อยากจะเสี่ยงเหมือนกัน คือเราก็ไม่รู้ว่านายทุนเป็นยังไง เราก็ไม่ได้สืบประวัติเขามากมายว่าเขาเอาเงินมาจากไหน กรณีนั้นผมไม่เคยเจอ แต่มีเหตุการณ์ที่เพิ่งเคยเจอมา ซึ่งคนไทยจะติดนิสัยใจใหญ่ไปนิดนึง ไม่มีอะไรก็รวยไว้ก่อน มีตังค์ขอให้ได้หน้าไว้ก่อน สุดท้ายพอแบ่งเป็นงวดๆ บางทีงวดหลังเราไม่ได้เราก็ต้องเจ็บตัว เพราะเขาไม่ได้ฟ้องนายทุนเขามาฟ้องเรา เพราะเราเป็นคนเซ็นสัญญา แต่นายทุนเขาไม่ให้เรา เราก็ต้องออกเอง"

ฝนตกขึ้นฟ้า กับตำนานหนังอินดี้อย่าง ผกก.เป็นเอก รัตนเรือง

ก่อนจบการพูดคุย เราถามผู้กำกับคนนี้ว่า อยากฝากอะไรถึงคนหนังรุ่นใหม่ที่เรียนจบฟิล์มที่อาจจะมาเป็นความหวังใหม่ของวงการหนังไทยในอนาคต "เด็กที่เรียนฟิล์มมาก็จงหยุดความกล้าไว้นิดนึง รอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนดีกว่าเพราะ มันไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในความฝันเขา มันคือความจริง มันคือชีวิตจริง มันคือการทำงานจริง มันไม่ใช่โปรเจกต์เพื่อจะส่งอาจารย์ คนทำงานเก่งใช่ว่าจะเรียนเก่งหรือว่าเก่งในด้านการทำงาน คนทำงานเก่งผมว่าควจจะแก้ปัญหาเก่งด้วย"

อ่านไปอ่านมา รู้สึกเหมือนกันมั้ย หนังไทยดีๆ ที่ไม่ซ้ำซากดูเหมือนจะเป็นแค่ฝันอันไกลโพ้น ก็ไม่รู้เรื่องนี้ผิดที่คนทำหนังหรือรสนิยมคนดูหนังไทยที่ชอบอะไรเดิมๆ.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้