วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สะสางเอกซเรย์การท่าฯ “บิ๊กแจ๊ด”รอดคุกยุ่น “อำนวย” เงื้อดาบเช็กบิล

สะสางเอกซเรย์การท่าฯ “บิ๊กแจ๊ด”รอดคุกยุ่น “อำนวย” เงื้อดาบเช็กบิล

  • Share:

รอดมาได้ราวปาฏิหาริย์ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ หรือบิ๊กแจ๊ด ธูปกระจ่าง อดีต ผบช.น.กลับถึงประเทศไทยแล้ว หลังต้องวิบากกรรมติดคุกที่ประเทศญี่ปุ่นกว่า 20 วัน โดยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมคาสนามบินนาริตะฐานพกพาอาวุธปืนลูกโม่.22 กระบอกจิ๋วยี่ห้อนอร์ทอเมริกัน อาร์ม ขณะกำลังจะขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2558 ที่ผ่านมา

สุดท้ายอัยการญี่ปุ่นมีคำสั่งไม่ฟ้อง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ด้วยเหตุผลขาดเจตนาเพราะเป็นอาวุธปืนขนาดเล็กมากและพับเก็บได้ขนาดแค่วิทยุติดตามตัว หลงลืมอยู่ในกระเป๋ามานาน ไม่มีเจตนานำไปใช้ก่อเหตุร้ายแต่อย่างใด

เป็นคำสั่งของอัยการญี่ปุ่นที่พ่วงไม่ให้บิ๊กแจ๊ดเข้าประเทศญี่ปุ่นไม่ต่ำกว่า 1 ปี


ถือเป็นรายแรกๆที่ทางการญี่ปุ่นปรานีไม่นำตัวส่งฟ้องศาล ถ้าเป็นประเทศอื่นอาจต้องติดคุกหัวโต

การรอดคุกครั้งนี้ต้องถือว่าทีมทนายความของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์เข้าใจระเบียบปฏิบัติของทางการญี่ปุ่นอย่างดี รวมทั้งทางการไทยตั้งแต่กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีส่วนประสานงานให้การดำเนินการปล่อยตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว

เพราะเป็นข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่มีผลงานชัดเจน

เอกสารหลักฐานต่างๆจึงเป็นที่เชื่อถือของอัยการญี่ปุ่นจนกระทั่งมีคำสั่งไม่ฟ้อง


แต่วิบากกรรมของบิ๊กแจ๊ดจะหยุดอยู่แค่นี้หรือต้องลุ้นระทึกกันต่อไป ด้วยคำยืนยันจาก พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร.โฆษก ตร.ว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.มีคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผบช.ภ.1 เป็นประธานสอบสวน ดำเนินการข้อบกพร่องของอาวุธปืนที่เล็ดลอดออกจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิไปได้

หน่วยงานใดต้องรับผิดชอบ การท่าอากาศยานหรือตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือเป็นความผิดเฉพาะตัวบิ๊กแจ๊ด

เครื่องมือตรวจพิการหรือเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลย!!!

การสอบสวนขั้นตอนต่างๆของ พล.ต.ท.อำนวยที่ได้ชื่อว่าเป็นมือสอบสวนชั้นครู ไม่เข้าใครออกใครและแข็งโป๊กคงออกมาในไม่ช้า

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2558 กระแสข่าว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ถูกจับกุมที่สนามบินนาริตะแพร่เข้ามายังสื่อมวลชนไทยอย่างรวดเร็ว ได้มีการตรวจสอบข่าวสารไปยัง นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

ยืนยันข่าวมีการจับกุมจริงพร้อมให้เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียวเข้าช่วยเหลือเบื้องต้น


รายงานชิ้นแรกพบว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2558 โดยสารการบินไทยเที่ยวบิน ทีจี 640 เวลา 21.50 น. พร้อมคณะผู้นำท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานีเพื่อท่องเที่ยวและดูงานการกำจัดขยะมูลฝอย โดยกำหนดกลับเมืองไทยวันที่ 23 มิ.ย.2558

แต่ขณะนำกระเป๋าเข้าเครื่องเอกซเรย์ที่สนามบินนาริตะ เจ้าหน้าที่พบว่ากระเป๋าสะพายมีอาวุธปืนอยู่ภายในจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ทันที ซึ่ง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ก็รับสารภาพว่าอาวุธปืนเป็นของตนจริงและแสดงเอกสารประจำอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

พร้อมยืนยันว่าไม่รู้ว่าลืมอาวุธปืนไว้ในกระเป๋าดังกล่าวตั้งแต่เมื่อไร ไม่มีเจตนากระทำความผิด เป็นปืนขนาดเล็กมากที่นึกว่าหายไปนานแล้ว ตอนแรกเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเข้าใจและมีรายงานว่าจะอนุญาตให้กลับไทยได้ในวันรุ่งขึ้น 24 มิ.ย.2558

“ผมยอมรับผิด แต่ขอยืนยันว่าบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเจตนาจะนำอาวุธปืนมาที่ประเทศญี่ปุ่น ขอโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคนด้วย”

คำกล่าวของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่โทรศัพท์เข้าไป

แต่แล้วเหตุการณ์กลับพลิกผันเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2558 พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผบก.ตท.ยืนยันสื่อมวลชนว่าตามหลักการแล้ว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายญี่ปุ่นข้อหาครอบครองอาวุธปืน ตำรวจส่งเรื่องให้อัยการมีกำหนด 20 วัน จะสั่งฟ้องหรือไม่ ถ้าสั่งฟ้องศาลก็ต้องรับโทษก่อน 1 ใน 3 ก่อนส่งตัวกลับไทย


วันเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพีก็รายงานอ้างคำโฆษกตำรวจญี่ปุ่นระบุว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ถูกควบคุมตัวข้อหาครอบครองอาวุธปืนขณะเตรียมเดินทางออกจากญี่ปุ่นกลับไทย ยอมรับเป็นปืนของตัวเองที่เพื่อนให้เป็นของขวัญและลืมเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทาง มีภาพเหตุการณ์ พล.ต.ท.คำรณวิทย์อยู่ในชุดผู้ต้องหาเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว

ทุกคนถึงตะลึง เป็นอันว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายญี่ปุ่นที่ชี้เป็นชี้ตายโดยอัยการญี่ปุ่น ต้องถูกควบคุมตัวมีกำหนด 20 วันก่อนสั่งฟ้อง!!!

จนที่สุด พล.ต.ท.คำรณวิทย์ก็พ้นพงหนามแหลม เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2558 อัยการญี่ปุ่นก็ออกคำสั่งไม่ฟ้อง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ แต่ห้ามเข้าประเทศญี่ปุ่นมีกำหนด 1 ปี


อิสรภาพที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ได้รับครั้งนี้ต้องยอมรับว่าอาจเป็นผลบุญกุศลที่ตั้งมูลนิธิรักษาผู้ยากไร้ตามแบบแพทย์แผนโบราณ โดยเจ้าตัวถึงขนาดไปร่ำเรียนมาและลงมือรักษาด้วยตัวเอง

แต่ปัญหาจนถึงขณะนี้จึงอยู่ที่คณะกรรมการของ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ว่าปืนกระบอกดังกล่าวออกจากประเทศไทยไปได้อย่างไร

ประเทศไทยต้องสะสางกู้ภาพลักษณ์ท่าอากาศยานนานาชาติกลับคืนมาให้ได้

“ผมได้มอบหมายให้ตำรวจ บก.ภ.จ.สมุทรปราการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเฉพาะกิจขึ้นมามี พ.ต.อ.ยงยุทธ เดชะรัฐ เป็นหัวหน้าชุดในการทำงาน เนื่องจาก สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีความเชี่ยวชาญด้านข้อมูลการนำปืนเข้าออกจากราชอาญาจักรไทยผ่านทางสนามบิน”

“ภายในสัปดาห์นี้คณะพนักงานสอบสวนเตรียมยื่นหนังสือเรื่องขอคำให้การของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์จากอัยการญี่ปุ่นโดยผ่านวิธีการตามขั้นตอน ซึ่งนอกจากขอข้อมูลการสอบสวนแล้วยังต้องทำเรื่องขออาวุธปืนกระบอกดังกล่าวด้วย แต่หากไม่ได้ปืนกลับมาคงไม่เป็นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือคำให้การ และต้องเชิญ พล.ต.ท.คำรณวิทย์เข้าให้ข้อมูลอีกครั้ง”


พล.ต.ท.อำนวยยังบอกด้วยว่า เราคงต้องสอบลึกถึงที่มาของอาวุธปืนว่าเป็นปืนถูกกฎหมายหรือไม่ และตามระเบียบสนามบินอาวุธมีดหรือปืนถ้าโหลด ไปกับกระเป๋าใต้ท้องเครื่อง ถือว่าเจ้าของกับอาวุธแยกจากกันไม่สามารถนำมาก่อเหตุได้ ในกรณีนำติดตัวหรือใส่กระเป๋าขึ้นเครื่องถือว่ามีความผิด การตรวจตราจึงมุ่งเน้นหาสิ่งสารเคมีที่สามารถทำปฏิกิริยาเป็นระเบิด ขอยืนยันว่าสนามบินไทยมีมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุดในโลก

ปริศนาปืนจิ๋วออกจากประเทศไทยไปถึงญี่ปุ่นได้อย่างไรกำลังถูกค้นหาคำตอบ

ถ้าเครื่องเอกซเรย์ตรวจไม่พบเช่นนี้จะเป็นสนามบินที่ปลอดภัยที่สุดในโลกจริงหรือ

เครื่องมือล้าสมัยหรือคนบกพร่องต้องแก้ไขปัญหาให้กระจ่าง

การท่าอากาศยานและตำรวจต้องนำข้อเท็จจริงออกมาแบกัน สำคัญต่อประเทศชาติบ้านเมืองอย่าปกปิดไว้ครับ.

ทีมข่าวอาชญากรรม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้