วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รัฐยะไข่ บ้านโรฮีนจา

โดย บาราย

คนไทยคุ้นเคยเรียก“ยะไข่” ชื่อในพงศาวดารสยามมานาน แต่ภาษาอังกฤษ เขียนตามสำเนียงพม่าว่า “Rakhine” เมื่อเปิดฟังการออกเสียง ได้ยินว่า “ยะคาย”

(บทความพิเศษของนิตยสาร “ทางอีศาน” ฉบับเดือนกรกฎาคม 2558 เรื่อง ปัญหาประวัติศาสตร์ของชาว โรฮีนจา แห่งรัฐยะคาย (ยะไข่)

คำยะคาย เชื่อกันว่ามาจากภาษาบาลี “รากขะบุรี” ที่แปลว่า ดินแดนของรากษส ซึ่งอาจจะหมายถึงชนเผ่าดั้งเดิมที่สุด คือ นิกริโต

คำคุ้นเคยรองลงไปคือ “อาระกัน” หรือรัฐอาระกัน ชาวอังกฤษยุคอาณานิคม เรียกดินแดนนี้ว่า อาระกัน ตามสำเนียงโปรตุเกส ที่ถ่ายเสียงยะคายไปผิดๆ

ตำนานชาวยะไข่ เล่ากันว่า รัฐนี้รุ่งเรืองมาแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ เมื่อเกือบห้าพันปีที่แล้ว มีกษัตริย์ปกครองต่อเนื่องกันมา 227 องค์ และเพิ่งล่มสลายไปโดยกองทัพพระเจ้าปดุง กษัตริย์เมียนมา ใน ค.ศ.1784

เรื่องดินแดนที่ปกครองในแต่ละยุคตำนานเล่าไว้ต่างกัน บางยุคว่า ครอบครองไปถึงอังวะ แถบลุ่มแม่น้ำอิรวดี ถึงเมืองตานลยิล หรือเมืองสิเรียม จุดสบกันระหว่างแม่น้ำหงสากับแม่น้ำย่างกุ้ง

เคยเป็นเมืองท่าสำคัญของพ่อค้าโปรตุเกส ข้ามทะเลไปถึงภาคตะวันออกของรัฐเบงกอล

แต่เรื่องเล่าเหล่านี้ ไม่เคยมีเอกสารประวัติศาสตร์ฉบับใดรองรับยุคประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานทางโบราณคดีรองรับมั่นคง คือ ยุคธัญวดี และยุคทองของยะไข่ คือ “ยุคมลุคก อู”

แต่กระนั้นก็ยังมีเรื่องก่อให้เกิดข้อขัดแย้งสำคัญก็คือ ยุคต้นกำเนิดแห่งธัญวดีนั้น ราษฎรที่อาศัยอยู่...เป็นชนเผ่าใด ซึ่งโยงมาถึงปัญหาที่ถกเถียงกันถึงวันนี้...

คนเชื้อสายโรฮีนจาเชื่อว่า พวกเขาเป็นชนพื้นเมืองอยู่ที่ธัญวดีมาแต่สมัยดึกดำบรรพ์ นักวิชาการบางส่วนว่า ชาวโรฮีนจาเชื้อสายอินโด-อารยันปกครองและอยู่อาศัยในดินแดนนี้ นักวิชาการ บางส่วนว่า ชาวโรฮีนจาสืบเชื้อสายชาวเปอร์เซีย

A.S.Nayaka เสนอไว้ในบทความว่า อาระกันโบราณ เป็นชาวอินโด-อารยัน จากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคา เข้าไปตั้งหลักแหล่งอาศัยในหุบเขากาลดาน โดยก่อนที่จะเคลื่อนย้ายไปอาระกัน ชาวอินโด-อารยันเหล่านี้ แต่งงานเป็นดองผสมผสานกับพวกเผ่ามองโกลอยด์ (ชนผิวเหลือง) ในอินเดียตะวันออก

นักโบราณคดีชาวอาระกัน ชื่อ U san shwe เสนอว่า พวกอินโด-อารยันที่มาอยู่ในอาระกันนั้น

ไปจากริมฝั่งแม่น้ำคงคา ไปตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ธัญวดี

Pamera Gutman เสนอความเห็นว่า แหล่งโบราณคดีที่เก่าที่สุด ที่ทราบกันคือธัญวดี ตั้งลึกเข้าไปตามแม่น้ำ ห่างชายฝั่งทะเล 97 กิโลเมตร อยู่ในเส้นทางคมนาคมระหว่างเขตภูเขาสูงภาคเหนือกับอ่าวเบงกอล

ธัญวดี เป็นศูนย์กลางทางการค้าในยุคโบราณ วัดมหามุนี (พระมหามัยมุนี) น่าจะเป็นแหล่งจารึกแสวงธรรมอันสำคัญในเอเชียอาคเนย์ พระมหามุนี ถูกย้ายออกไปโดยกษัตริย์อาณาจักรข้างเคียง (พระเจ้าปดุง)

รูปแบบประติมานวิทยา แม้จะมีส่วนสัมพันธ์กับศิลปะยุคคุปตะ แต่ก็ไม่มีหลักฐานแสดงชี้ชัดถึงความโยงใยโดยตรงกับศิลปะตระกูลช่างอินเดีย

เป็นไปได้ว่า ช่างประติมากรรมท้องถิ่น จะสร้างสรรค์กันเองโดยตีความจากคัมภีร์ประติมานวิทยาของอินเดีย

การค้นพบทางโบราณคดีในยะไข่ แสดงถึงความสำคัญของยะไข่ที่มีบทบาทเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างอินเดียกับสุวรรณภูมิ

เมืองธัญวดี ร่วมสมัยกับศรีเกษตร ในลุ่มแม่น้ำอิรวดี แต่ธัญวดีอยู่ใกล้ทะเลมากกว่าศรีเกษตร จึงติดต่อสัมพันธ์กับอินเดียได้สะดวกมากกว่า

Kway Minn Htin เสนอเรื่องธัญวดีไว้ว่า ธัญวดี เป็นเพื่อนบ้านร่วมสมัยกับศรีเกษตร นอกจากมีความแตกต่าง ยังมีลักษณะร่วมกัน ตั้งแต่ลักษณะการก่อสร้างด้วยอิฐตามพื้นที่ภายนอก พื้นที่ภายในและกำแพงเมือง แผนผังเมือง และโครงสร้างอาคารของชาวพยู (ศรีเกษตร) และชาวยะไข่ คล้ายคลึงกัน

แต่เมืองสองเมืองนี้ มีความแตกต่างด้านภูมิอากาศ และขนาดของเมือง

เมืองยะไข่ในช่วงสหัสวรรษแรก ตั้งอยู่ใกล้ฝั่งทะเล ในขณะเมืองของชาวพยู ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่แห้ง ในหุบเขาอิรวดี เมืองชาวยะไข่ตั้งด้านรับลมของเทือกเขาอาระกันกับโบมา จึงมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าถึงปีละ 500 เซนติเมตรต่อปี

ขณะที่เมืองศรีเกษตร ตั้งอยู่ในด้านอับลม และมีปริมาณน้ำฝนเพียงปีละ 90–150 เซนติเมตรต่อปี

รัฐอาระกัน หรือยะไข่ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวยะไข่ บางส่วนเป็นชาวอินเดีย และบังกลาเทศ ชาวยะไข่เป็นเชื้อสายเดียวกับชาวพม่า ภาษาที่ใช้พูดก็เป็นภาษาพม่า ส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา ส่วนน้อยนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่

ชาวยะไข่มุสลิมเหล่านี้เอง ที่เรียกว่า โรฮีนจา ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายจากชาวอินเดียมุสลิมในเบงกอล อยู่ทางตอนเหนือของยะไข่ ส่วนชาวยะไข่นับถือพุทธฯ อยู่กันมากทางภาคใต้

ปี พ.ศ.2523 มุสลิมจากรัฐยะไข่ หนีเข้าไปบังกลาเทศสองแสนคน รัฐบาลบังกลาเทศกล่าวหารัฐบาลพม่าผลักดันให้มุสลิมเหล่านั้นลี้ภัย เรียกร้องให้พม่ารับคืนไป แต่พม่าไม่ยอม อ้างว่าชาวมุสลิมเหล่านั้นลักลอบเข้าเมือง

เหตุการณ์ทำนองนี้ เกิดขึ้นอีกในปี 2534-2535 ชาวโรฮีนจา กล่าวหาว่าทหารพม่าทำทารุณกรรม...เป็นเหตุให้พวกเขาอีกสามแสนคนต้องหนีไปบังกลาเทศ

ปัญหานี้เรื้อรังมาจนถึงปีนี้ ปี 2558 ชาวโรฮีนจาอพยพไปประเทศอาเซียนมากขึ้นๆ รัฐบาลแต่ละประเทศพยายามแก้ไขปัญหา โดยวิธีประนีประนอม จนบัดนี้ ปัญหานี้ก็ยังไม่เป็นที่ยุติ.

O บาราย O

18 ก.ค. 2558 08:53 18 ก.ค. 2558 08:53 ไทยรัฐ