วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หนังไทยตกต่ำจริงหรือ (ภาคจบ)

หนังไทยตกต่ำจริงหรือ (ภาคจบ)

 หลังจากที่ภาพที่บทความที่แล้วผมได้เกริ่นเรื่องของการเอาตัวรอดในวงการภาพยนตร์ในยุคที่คนไม่ค่อยจะเข้ามาดูหนังไทยกัน ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ใช่ว่าภาพยนตร์ไทยจะม้วยมอดมรณาไปตามที่คนมักจะกล่าวถึง

 เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราก็ลองมาดูกันดีกว่าครับว่ามีหนทางอื่นที่หนังเรื่องนึงจะเอาตัวรอดได้อีกเช่นไร


• การขายภาพยนตร์ให้กับสื่อรับชมอื่นๆ อาธิเช่น ดีวีดี วีซีดี ภาพยนตร์ที่รับชมออนไลน์ (ออนดีมานด์) บลูเรย์ สื่อกลางแจ้ง ภาพยนตร์บนเครื่องบินหรือสื่อแขนงอื่นๆ ที่คล้ายๆ กัน … พวกนี้ก็จะเป็นการขายแบบตามตกลงครับ มีหลายแบบมากๆ ทั้งให้สิทธิ์การฉายเป็นระยะเวลา เป็นพื้นที่ (เฉพาะในประเทศ ภูมิภาค หรือจะทวีป แม้กระทั่งทั้งโลกเลยก็มีครับ) ดังนั้นกลุ่มนี้ก็จะขายได้เงินเข้ามาอีกระดับหนึ่งหลังจากหนังฉายไปแล้วครับ บางครั้งก็ขายด้วยตัวหนังเองก่อนหนังฉายหรือจะรอให้หนังฉายก่อนแล้วค่อยต่อรองราคากันตามความนิยมของหนัง หรือกระทั่งขายพ่วงไปกับหนังเรื่องอื่น (หนังเรื่อง A ขายสิทธิ์ในราคา 100 บาท ถ้าจ่าย 120 บาทจะได้หนังเรื่อง B เพิ่มไปด้วย) หรือจะเป็นขายแบบเหมาไปเลยก็ยังมีเกิดขึ้นเป็นประจำครับ (10 เรื่อง 100 บาท ถือสิทธิ์ 10 ปี เป็นต้นครับ) ดังนั้นการขายพวกนี้หลายๆ ครั้งทำรายได้ให้กับภาพยนตร์เรื่องหนึ่งมากกว่าการฉายในโรงภาพยนตร์ครับ หนังบางเรื่องอาจจะเน้นมาจับตลาดตรงการขายแบบนี้เลย เช่น “หนังแผ่น” หรือหนังที่ลงแผ่นไปเลยโดยไม่ได้สนใจจะไปขึ้นฉายบนโรงภาพยนตร์ครับ

• รายได้จากการขายสิทธิ์ในต่างประเทศ … คนไทยหลายๆ คนมักจะดีใจที่เห็นข่าวว่าหนังไทยได้ไปฉายในต่างประเทศหรือได้รับความสนใจจัดซื้อในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในความเป็นจริงแล้วจะเรียกว่าการขายสิทธิ์ในต่างประเทศนั้นเกือบจะเป็น “รายได้หลัก” ในการดำรงอยู่ของภาพยนตร์ไทยครับ อันนี้อาจจะต้องขยายความกันพอสมควรเลยครับ



อย่างแรกก็คือในโลกเรานั้นจะมีตลาดหนังกระจายตัวอยู่ทั่วโลกครับ ตลาดมันก็ไม่ค่อยต่างจากตลาดสดซื้อขายหมูขายผักเท่าไรหรอกครับ แต่เปลี่ยนจากเขียงวางของเป็นซุ้มเล็กๆ ที่มีคนขายและโปสเตอร์หนังกับคอมพิวเตอร์ไว้เปิดตัวอย่างหนังให้ดูกัน จะมีอยู่ทุกทวีปยกเว้นขั้วโลกใต้ครับ ทั้งลอสแองเจอลิส ฮ่องกง เซี้ยงไฮ้ คานส์ (ประเทศฝรั่งเศส) นิวยอร์ก ลอนดอน และที่อื่นๆ อีกหลายที่ครับ ซึ่งคนซื้อก็จะมีทั้งผู้จัดจำหน่าย ช่องทีวี บริษัทผลิตดีวีดี หรือคนที่จะได้รับประโยชน์จากการนำหนังเรื่องนั้นๆ ไปทำรายได้ ซึ่งหลังจากคุยกันที่ตลาดแล้วอาจจะสนิทกันจนติดต่อกันโดยตรงในเวลาต่อๆ มาก็ได้นะครับ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วกำเงินไปเดินตลาดเลยจะเลือกซื้อของถูกใจในราคาเป็นธรรมมากกว่าครับ (พูดเหมือนหนังเป็นผักกาดทีเดียว)




ทีนี้การขายหนังต่างประเทศก็ไม่ต่างจากสิทธิ์ในสื่ออื่นๆ แบบที่กล่าวไปเบื้องต้นนั่นแหละครับ จะแบ่งเป็นประเทศๆ ไป เป็นรัฐ (เช่นในอเมริกาถือกันเป็นรัฐๆ ก็มีครับ) เป็นภูมิภาค (สแกนดิเนเวีย ซึ่งประกอบด้วยหลายๆ ประเทศทางตอนบนของยุโรปตะวันตก หรือเอเชียตะวันออกซึ่งประกอบไปด้วย จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น เป็นต้นครับ) หรือจะแบบทวีป (อเมริกาใต้ หรือโอเชียเนีย ซึ่งประกอบไปด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และหมู่เกาะประเทศอิสระในบริเวณนั้น เป็นต้น) และสุดท้ายคือถือสิทธิ์ทั้งโลก (ยกเว้นในไทย ซึ่งเราหรือค่ายหนัง หรือนายทุนเราเป็นเจ้าของสิทธิ์ครับ) 

การขายนั้นก็สามารถแบ่งกันได้ด้วยครับว่าจะเป็นเฉพาะผลิตดีวีดี สิทธิ์การฉายโรงภาพยนตร์ สิทธิ์ฉายบนทีวี บนอินเทอร์เน็ต หรือจะเหมาทั้งหมดหรืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ครับ บางสิทธิ์มีสิทธิ์ในการขายต่อได้ด้วย บางเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ครับ (เช่นบางคนไปขายให้ช่องทีวีเล็กๆ ในพื้นที่ของตัวเองต่อได้อีกครับ) ดั้งนั้นออกจะหลากหลายรูปแบบเลยทีเดียวครับ

สาเหตุที่ผมเรียกว่าการขายต่างประเทศเกือบจะเป็นรายได้หลักเพราะการขายนั้นเราได้เปรียบที่ค่าเงินครับ เขาซื้อเราราคาถูกก็เท่ากับเราได้กำไรดีครับ รายได้จากทีวีชั่วโมงนึงของต่างประเทศแบบถูกๆ อาจจะสามารถซื้อหนังเราได้สบายๆ เลยทีเดียวครับ ดังนั้นความต่างของค่าเงินนี่แหละครับที่มันสามารถทำให้เราได้เงินพอสมควรครับ


• สปอนเซอร์และทุนสนับสนุน (ทุนกินเปล่า) ... ถึงจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่โดยทั่วไปแล้วภาพยนตร์หลายๆ เรื่องในเมืองไทยได้สปอนเซอร์หรือทุนสนับสนุนที่ไม่หวังผลตอบแทนอยู่พอสมควรครับ สปอนเซอร์นั้นอาจจะแลกด้วยการพูดถึงสินค้าหรือการสอดแทรกสินค้าในภาพยนตร์หรือที่เรารู้จักกันว่าไทอิน (Tie-in) ซึ่งหากใครทำน่าเกลียดๆ ก็จะโดนคนดูก่นด่าเอาครับ แต่ถ้าทำดีๆ ก็ดูเจ๋งไปอีกแบบครับ บางครั้งสปอนเซอร์ก็มักจะตามมากับนักแสดงที่เป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้านั้นๆ อยู่แล้ว ซึ่งเคยมีกรณีที่พระนางนั้นมีสินค้าที่ตนเป็นพรีเซ็นเตอร์อยู่มากจนเงินสปอนเซอร์หนังเกือบได้เท่ากับงบลงทุนหนังเลยทีเดียวครับ แต่โอกาสแบบนี้เกิดขึ้นได้ยากกว่าถูกลอตเตอรี่เสียอีกครับ

ส่วนเงินสนับสนุนแบบทุนกินเปล่านั้นส่วนใหญ่ก็จะมาจากกลุ่มองค์กรทั้งรัฐและเอกชนหรือองค์กรศาสนาและองค์กรไม่แสวงผลกำไรช่วยกันนำงบมาสนับสนุนทำให้หนังสามารถทำทุนและกำไรคืนได้บ้างครับ หนังเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็จะต้องมีเป้าหมายที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรที่ให้เงินสนับสนุนอยู่แล้วครับ ก็ถือเป็นการหารายได้เข้ามาอีกช่องทางหนึ่งเช่นกัน


จะเห็นได้ว่ารายได้ของหนังนั้นหากเรารู้เป้าหมาย รู้ช่องทาง รู้วิธีการที่แต่ละตลาดชอบ เช่น ตลาดเอเชียตะวันออกชอบนักแสดงหน้าใส เรื่องเบาๆ ไม่เครียด ส่วนคนทางตะวันตกนิยมหนังผีไทย หนังบู๊แบบศิลปะป้องกันตัวไทยๆ พอสมควร ส่วนในไทยก็จะมีความนิยมและรูปแบบความต้องการที่แตกต่าง ซึ่งก็ต้องนำมาคำนึงถึงเวลาสร้างภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ซึ่งถ้าจะให้คนทั้งหมดบนโลกพอใจอาจจะเป็นไปได้ยาก 



แต่ถ้าให้หนังไม่เจ๊ง และไม่ขาดทุน … ความเป็นไปได้ยังพอมีครับ !

คุณชายอดัม

หนังไทยตกต่ำจริงหรือ (ภาคจบ)

 หลังจากที่ภาพที่บทความที่แล้วผมได้เกริ่นเรื่องของการเอาตัวรอดในวงการภาพยนตร์ในยุคที่คนไม่ค่อยจะเข้ามาดูหนังไทยกัน ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ใช่ว่าภาพยนตร์ไทยจะม้วยมอดมรณาไปตามที่คนมักจะกล่าวถึง 17 ก.ค. 2558 12:39 17 ก.ค. 2558 13:29 ไทยรัฐ