วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


"เส้นเลือดแดงโป่งพองแตกเซาะ" ต้นเหตุ...เสียชีวิตเฉียบพลัน

การเสียชีวิตอย่างกะทันหันทั้งที่ยังไม่ถึงวัยอันควร กลายเป็นประเด็นที่มีคนพูดถึงกันมากในยุคนี้ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยมีอาการเจ็บป่วยมาก่อน ดูแข็งแรงดี เหมือนไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แต่อยู่ดีๆกลับเสียชีวิตแบบที่คนใกล้ชิดไม่ทันได้ตั้งตัว คนไข้กลุ่มนี้มักได้รับการวินิจฉัยในใบมรณบัตรว่า เสียชีวิตจากอาการของโรคหัวใจวายเฉียบพลัน หรือเส้นเลือดหัวใจตีบ เป็นส่วนใหญ่

แต่จริงๆแล้ว มีโรคอีกโรคหนึ่งซึ่งน่ากลัวและเป็นอันตรายมาก แต่ยังไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก นั่นก็คือ “โรคเส้นเลือดแดงโป่งพองแตกเซาะ” หรือ Emergency Aneurysm

นพ.วิฑูรย์ ปิติเกื้อกูล รอง ผอ.ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ บอกว่า โรคเส้นเลือดแดงโป่งพองแตกเซาะ เป็นโรคที่เกิด จากผนังของเส้นเลือดบางส่วนแตก แต่ไม่ได้ทะลุแตกออกมาข้างนอก ไม่มีอาการแสดงใดๆ เมื่อมีอาการก็หมายความว่าเลือดได้แตกทะลุออกมาแล้ว และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก็จะสูงมาก

“ในสหรัฐอเมริกา แพทย์ตรวจพบโรคนี้ภายหลังการผ่าพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา ในคนไข้ที่เสียชีวิตเฉียบพลัน โดยพบว่าภายในผนังของเส้นเลือดมีการแตกเซาะ และครึ่งหนึ่งของคนที่เป็นโรคนี้จะเสียชีวิตก่อนมาถึงโรงพยาบาล”

รอง ผอ.ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก รพ.หัวใจกรุงเทพ บอกด้วยว่า ที่อันตรายคือ โรคนี้ คนไข้จะไม่มีอาการอะไรเลย เมื่อมีอาการก็หมายความว่ามีการแตกเซาะของผนังเส้นเลือดจากผนังชั้นในเข้าไปในชั้นกลางก่อนถึงชั้นนอก โดยเซาะเข้าไปในเส้นเลือดทําให้เส้นเลือดด้านนอกโป่งออก ส่วนด้านในแฟบเข้ามาทําให้เลือดที่ไหลไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายผิดปกติ อาการของโรคนี้ คือ เจ็บหน้าอกร้าวไปถึงด้านหลัง บางคนอาจเจ็บร้าวลงไปถึงช่องท้อง ซึ่งเมื่อมีอาการ สิ่งที่ดีที่สุด คือการมาถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพื่อรับการรักษาโดยการผ่าตัดอย่างทันท่วงที ภายใน 48 ชั่วโมง


คุณหมอวิฑูรย์ เล่าว่า เมื่อเร็วๆนี้ มีผู้ป่วยรายหนึ่งอายุเพียง 29 ปี มาโรงพยาบาลด้วยอาการแน่นหน้าอกมาก เหนื่อย หายใจไม่ทันและตัวเขียว หลังผ่านการวินิจฉัยและเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม พบว่าเป็นเส้น เลือดแดงโป่งพองแตกเซาะและต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ทางโรงพยาบาล จึงส่งตัวเข้ามารับการรักษาในกรุงเทพฯ

“เราพบว่าคนไข้ ที่มา เป็นผู้ชายอายุน้อยและ ตัวใหญ่ค่อนไปทาง อ้วน ความดันสูง ไม่เคยตรวจสุขภาพ ไม่รู้ว่าตัวเองมีไขมันในเส้นเลือดสูง อยู่ๆก็มีอาการปวดร้าวไปข้างหลัง ขาข้างขวาหมดแรงเดินไม่ได้ปวด ขาข้างซ้ายหมดแรงตามมา หลังจากนั้น จากผลเอกซเรย์ในคอมพิวเตอร์พบว่าเป็น เส้นเลือดแดงโป่งพองแตกเซาะ เซาะลงไป ตั้งแต่ทางด้านหน้าและด้านหลัง เกิดการอุดตันในเส้นเลือดที่ขาสองข้าง ทําให้วัดความดันที่ขาไม่ได้ ส่วนที่ตัวเขียวเพราะออกซิเจนในกระแสเลือดน้อยกว่า 90% และเมื่อลองทําอัลตราซาวนด์หัวใจพบว่า ผู้ป่วยมีลิ้นหัวใจรั่วมาก เนื่องจากการแตกเซาะย้อนกลับมาที่หัวใจทําให้ลิ้นหัวใจรั่ว รวมถึงเซาะลงไปรอบๆ เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ และบางส่วนเซาะไปที่ เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองด้วย การผ่าตัด ต้องใช้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีความสามารถถึง 3-4 คน ไม่รวมวิสัญญีแพทย์ พยาบาลผู้ช่วย และผู้มีความรู้ทางเทคนิคในการปฏิบัติงาน”

คุณหมอวิฑูรย์ บอกด้วยว่า การผ่าตัดหลักๆคือการเปลี่ยนเส้นเลือดแดงใหญ่ที่ออกจากหัวใจรวมทั้งเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองและแขนทั้ง 2 ข้าง ร่วมกับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ซึ่งต้องเป็นทีมผ่าตัดที่มีความพร้อมมากๆ ซึ่งก็น่ายินดีที่การผ่าตัดทั้งหมดผ่านพ้นไปด้วยดี จนเวลานี้คนไข้แข็งแรง เป็นปกติกลับบ้านได้ เช่นเดียวกับกล้ามเนื้อขาที่ค่อยๆ ดีขึ้นร่วมกับการทํากายภาพบำบัดตามที่ แพทย์แนะนํา ซึ่งความสำเร็จของการผ่าตัดมา จากการมาถึง รพ.ทันเวลา การเตรียมการที่รวดเร็ว เช่น การจองเลือด เกล็ดเลือด ความพร้อมของอุปกรณ์ที่ทันสมัย สำคัญที่สุดคือ การทำงานของทีมที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับการแตกเซาะของเส้นเลือด คุณหมอวิฑูรย์ บอกว่า เกิดได้ 2 แบบ คือ แตกเซาะจากด้านหน้าไปจนถึงด้านหลังลงไปยังช่องท้อง กับ แตกเซาะจากด้านหลังเซาะไปในทรวงอกและลงไปที่ช่องท้อง ซึ่งทั้งสองแบบมีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่างกัน

“ถ้าเส้นเลือดแตกเซาะทางด้านหน้า 90% ของคนไข้จะเสียชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดอย่างทันท่วงที ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากมีอาการ แต่ถ้าแตกเซาะทางด้านหลัง อันตรายจะน้อยกว่า โอกาสเสียชีวิตมีเพียง 30% โดยสามารถใช้ยาในการรักษาได้ ซึ่งการใช้ยารักษาโอกาสรอดชีวิตมีถึง 70% แต่ถ้าผ่าตัดโอกาสรอดชีวิตจะขยับขึ้นมาเล็กน้อยที่ประมาณ 80-85% ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าตรวจพบการแตกเซาะทางด้านหลัง แพทย์จะใช้ยาในการรักษามากกว่าการผ่าตัด” คุณหมอวิฑูรย์ บอก

ปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน สูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน เครียด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ป้องกันได้ ยกเว้นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงจากโรคทางพันธุกรรมบางโรคที่มีผลทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอ เปราะบาง โรคนี้จะพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

สำหรับภาวะเส้นเลือดแดงโป่งพองแตกเซาะมักพบในกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไปจนถึง 60–70 ปี แต่ปัจจุบันพบในกลุ่มผู้ป่วยอายุน้อยลง

คุณหมอวิฑูรย์ บอกว่า แม้การผ่าตัดจะเป็นวิธการรักษาที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นความสำเร็จที่ปลายเหตุเท่านั้น การดูแลสุขภาพร่างกาย และการมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆเช่น การกินอาหารรสจัด ทั้งหวานจัด เค็มจัด มันจัด ขาดการออกกำลังกาย มีภาวะเครียดเป็นประจำ น่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันตนเองจากโรคเส้นเลือดแดงโป่งพองแตกเซาะ...ได้มากกว่า...!!

17 ก.ค. 2558 09:42 17 ก.ค. 2558 09:43 ไทยรัฐ