วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มนต์รักสำแล

โรงเรียนชั้นประถมใกล้บ้าน...โรงเรียนวัดสำแล (ปทุมวิไล) อำเภอเมืองปทุมธานี ครูเพลง ไพบูลย์ บุตรขัน ใช้เป็นที่แต่งเพลง...อมตะในดวงใจ...นับเพลงไม่ถ้วน

บ้านเล็กๆ หลังที่ครูใช้แต่งเพลง ตั้งแต่เพลงดังเพลงแรก มนต์เมืองเหนือ เด็กรุ่นหลังสงคราม ติดหูเสียงร้อง สมยศ ทัศนพันธุ์ “ป่าเหนือเมื่อหน้าดอกไม้บาน ลมฝนบนฟ้าผ่าน ฟ้ามองดังม่านน้ำตา”

น้อยคนที่จะรู้ว่า บ้านหลังที่ครูใช้แต่งเพลง...นั้น อยู่ที่บ้านสำแล...ริมเจ้าพระยา

ผมเพิ่งดูข่าว...บ้านน้อยหลังนั้น...ลูกหลานครูดูแลรักษาสภาพเดิมๆ สมัยที่ยังเป็น “รังรักในจินตนาการ วิมานรักอันบรรเจิดจ้า” เอาไว้

ผมได้ยินชื่อ “สำแล” บ้านครูไพบูลย์ ก่อนจะรู้ว่า คุ้งน้ำบ้านสำแลนั้น เป็นประตูรับน้ำดิบจากเจ้าพระยา เข้าสู่กระบวนผลิตเป็นน้ำประปา ให้คนกรุงเทพฯใช้

น้ำในแม่น้ำยามปกติเป็นน้ำจืด...ทำน้ำประปา หากภาวะไม่ปกติ น้ำเค็มจากปากอ่าวทะลักล้ำเข้าไปถึง...สำแล คุณภาพน้ำประปาจะลดลง หน้าที่ของชลประทาน...คือการระบายน้ำ...ให้มีปริมาณและแรงดัน...มากพอ ไล่น้ำเค็มถอยไป

ตอนนี้น้ำเหนือน้อย ชาวนาสูบน้ำไปใช้ บ้านเมืองริมน้ำก็ต้องทำน้ำประปา...ปัญหาแล้งน้ำรุมเร้า วันดีคืนร้าย...น้ำเค็มหนุนเนื่อง...ความเค็มจะรุกเส้นแบ่งแดนน้ำจืด ที่สำแล เริ่มมีคำเตือน...คนกรุงให้เตรียมรับมือ

ผมอยากรู้สมัยที่ครูไพบูลย์ คุ้งน้ำสำแล ท้องทุ่งเมืองปทุมธานี ก่อแรงบันดาลใจอะไร ให้ครูจินตนาการ เอาไว้บ้าง...วัฒน์ วรรลยางกูร เขียน “คีตกวีลูกทุ่ง ไพบูลย์ บุตรขัน” (ฟรีฟอร์มสำนักพิมพ์) เล่าที่มาของเพลงของครูเอาไว้ หลายเรื่อง

เพลงที่ให้ภาพ สดใสมีชีวิตจิตใจ...เล่าเรื่องได้ชัดเจน เพลงสวรรค์บ้านนา

“รุ่งแสงสุริยา เสียงไก่ขันมาก้องกังวาน กาเหว่าครวญเสียงหวาน แว่วกังวานป่าดงพงไพร ชีวิตบ้านท้องนา เช้าตื่นขึ้นมาไล่ควายไป ในบ่าแบกคันไถ จุดเหล็กไฟสูบยาใบตอง

ไถนาไปพลางร้องเพลง ไม่หวั่นเกรงแดดจะร้อนส่อง ตกเพลวัดโบสถ์ตีกลอง (ตุ้ม ตุ้ม) หยุดไถนาพลัน ค่ำแล้วกลับบ้านนา หาข้าวหาปลาแบ่งกินกัน นี่แหละคือสวรรค์ ที่พวกฉันอยู่กันจำเจ”

เพลงนี้ เป็นเพลงโห่...ที่มีเสียงประกอบ กลองเพลง เสียงไก่ปรบปีกขัน เสียงนกกาเหว่า...เสียงจุดเหล็กไฟ เสียงไล่ควาย ครูแต่งให้ คำรณ สัมปุนณานนท์ ร้องก่อน เด็กรุ่นผมฟังเอาเมื่อ เพชร พนมรุ้ง ร้องเป็นรุ่นสอง

อีกเพลง...น้องนาบ้านนา สมยศ ทัศนพันธุ์ ร้อง “สวยเอ๋ยรวงทอง

น่ามองลิบลิ่ว เห็นแนวกอไผ่เป็นทิว ลิบลิ่วสดสวยอำพัน ใคร่จะป่าวร้อง ข้าวรวงสีทองใครปั้น มือแม่นางบอบบางนั้น กำเคียวเกี่ยวข้าวในนา...”

ฟังแล้ว ภาพท้องทุ่งสำแล ในจินตนาการของครู ใช้คำ “จับใจ” คงไม่พอ

นี่คือเพลงคนรุ่น 60 เกิน แต่กับคนรุ่น 50 ลงมา มนต์รักลูกทุ่ง ไพรวัลย์ ลูกเพชร ร้องปี 2513

หอม...ดินเคล้ากลิ่นไอฝน อวลระคนหอมแก้มนงคราญ ขลุ่ยเป่าแผ่วพลิ้วผ่านทิวแถวต้นตาล มนต์รักเพลงชาวบ้านลูกทุ่งแผ่วมา...

และหากได้ฟังอีกเพลง...น้ำลงเดือนยี่...ที่รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ร้อง ก็คงรู้ ครูไพบูลย์ได้จินตนาการจากลำน้ำหน้าบ้าน

“เพราะว่าเดือนยี่ได้ข่าวน้องมีแฟนใหม่ โธ่เอ๋ยน้ำใจ หนอใจสาวชาวบ้านนา ช่างเป็นไปได้ ดั่งสายน้ำเจ้าพระยา พอถึงเดือนสี่เดือนห้า ลำเจ้าพระยาก็แห้งลง...”

ผมยังตั้งใจจะไปให้ถึงบ้าน รังรักในจินตนาการ ของครูไพบูลย์ ที่สำแล...แต่ก็ไม่หวังว่า ภาพท้องทุ่ง ท้องนา ป่าไผ่ ริมน้ำ ฯลฯ ที่ฝังใจไว้จากการฟังเพลง...จะเหมือนเดิม วันเวลาผ่านไปคงเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม

ปีน้ำท่วมใหญ่ คนกรุงเคยใช้น้ำกร่อย แสดงว่า น้ำเค็มรุกเกินเขตแดนสำแล...ผมหวังว่า แล้งน้ำปีนี้ มนต์รักสำแล...เป็นพลังเพิ่มแรงใจ ให้รักษาพรมแดนน้ำจืดไว้ให้ได้

นึกถึงเพลง พอถึงเดือนสี่เดือนห้า ลำเจ้าพระยาก็แห้งลง...ปีนี้ใกล้ เข้าพรรษา เดือนแปดแล้ว...ฝนก็ยังไม่มา เจ้าพระยาก็ยังแห้ง ผมค้นเพลง

น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง...ฟังปลอบใจพลางๆ และหวังว่า ไม่ช้า...ฝนจะมา.

กิเลน ประลองเชิง

17 ก.ค. 2558 08:55 17 ก.ค. 2558 08:55 ไทยรัฐ