วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
บิ๊กตู่ ฉะสื่อคิดไปเอง 'ปรับครม.' ป้องรมต.ทำงานหนักทุกคน

บิ๊กตู่ ฉะสื่อคิดไปเอง 'ปรับครม.' ป้องรมต.ทำงานหนักทุกคน

  • Share:

ประวิตรยังไม่เลิกแผน ซื้อเรือดำนํ้า3.6หมื่นล.

“ประยุทธ์” กางปีกป้อง รมต.ทำงานหนักทุกคน ไม่ต้องเอาออกก็อยากจะออกกันอยู่แล้ว ฉะสื่อมโนเขียนกันไปเองจะปรับ ครม. “หม่อมอุ๋ย” ยันไร้สัญญาณ“บิ๊กตู่” สั่งรื้อทีมเศรษฐกิจ “บิ๊กป้อม” ชี้นายกฯเป็นคนตัดสินใจตามสถานการณ์ การันตี รมต.ด้านเศรษฐกิจตั้งใจแก้ปัญหาสู้ภาวะตกต่ำที่เกิดทั่วโลก พร้อมแจงชะลอซื้อเรือดำน้ำแต่ยังไม่ล้มเลิกแผน ผบ.ทร.สั่งทำเอกสารทำความเข้าใจสังคม ลั่นจำเป็นต้องมีไว้ปกป้องอธิปไตย ปชป.ยังตามฉะ “บิ๊กเยิ้ม” จี้ให้ออกมาเปิดปากขอโทษ “บวรศักดิ์” แพลมไต๋ขยายเวลายกร่าง รธน.เต็มเพดานอีก 30 วัน หลังรธน.ชั่วคราวฉบับแก้ไขเพิ่มเติมบังคับใช้ ขณะที่กกต.ยันวันประชามติไม่เคลื่อน

หลังจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไขเพิ่ม เติมมีผลบังคับใช้ โดยมีการเปิดช่องให้อดีตนักการเมืองที่เคยถูกตัดสิทธิ หรือสมาชิกจากบ้านเลขที่ 111-109 สามารถเข้ามามีตำแหน่งสำคัญทางการเมืองในช่วงนี้ โดยเฉพาะการเป็นรัฐมนตรี จนเกิดกระแสข่าวการปรับ ครม.หนาหูขึ้นเรื่อยๆนั้น

นายกฯชี้ไทยมีปัญหาความเชื่อใจ

เมื่อเวลา 09.15 น. ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี รอยัล เมอริเดียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานกล่าวเปิดงานสัมมนา Thailand Competitiveness Conferrence 2015 ตอนหนึ่งว่า วันนี้ประเทศไทยมีปัญหาคือความไว้เนื้อเชื่อใจ ตนมาทำตรงนี้ ไม่ได้ต้องการผลประโยชน์จากใครทั้งสิ้น แต่มาทำให้ประเทศพ้นจากกับดัก และต้องสร้างความเข้มแข็งไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเกษตร อุตสาหกรรม แม้แต่ความมั่นคง แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่มีอยู่ก็ยังไม่ได้รับการปฏิบัติทั้งหมด ซึ่งเราโชคดีที่มีผู้ประกอบการต่างประเทศที่พร้อมจะลงทุนต่อกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ แม้ค่าแรงบ้านเราจะสูงถึง 300 บาท

ขอเป็นตาแก่อยู่บ้านถ้าหมดขัดแย้ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า กรณีของงบประมาณที่อนุมัติไปแล้ว แต่ยังเบิกจ่ายไม่ได้ คือปัญหาที่ต้องช่วยกันคิด ตนมีอำนาจพิเศษจริง ทำได้ทุกอย่าง แต่ถ้าทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คนไทยชอบคิดทำอะไรด้วยสมองตัวเองหมด แต่น่าจะเอาสิ่งที่ต่างประเทศประเมินไทยมาปรับใช้บ้าง ไม่ใช่เรื่องที่เสียเกียรติอะไร และตนไม่ได้ต้องการเป็นนายกฯ แต่ด้วยความที่มีประสบการณ์ทั้งชีวิต เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือจึงทำให้เป็นคนที่มีอะไรอยู่ในหัว ขณะนี้บ้านเรามีทั้งคนฉลาด ระดับกลางและระดับล่าง ซึ่งคนระดับล่างมักถูกปลุกระดมให้ต่อต้าน เราต้องทำให้ข้างล่างมาอยู่ข้างบนให้ได้ นี่คือสิ่งที่ต้องปฏิรูปด้านการศึกษา ถึงได้มีการวางยุทธศาสตร์ 20 ปี เขียนไว้เป็นแนวทาง เพื่อให้รัฐบาลหน้าทำต่อ แต่จะทำหรือไม่นั้นอยู่ที่ท่านแล้ว เรื่องของประชาธิปไตยไปบังคับไม่ได้ หลังจากนี้ประเทศอยู่ที่ท่านทุกคนแล้ว เพราะเวลานี้เรามีเวลาที่จำกัด สิ่งที่ทำได้คือการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญเปิดให้มีการทำประชามติและมีการเลือกตั้ง ที่ขอมาตนก็ทำให้หมด หลังจากนี้หากไม่มีข้อขัดแย้งอะไรแล้วตนก็กลับไปเป็นตาแก่ที่บ้าน

ซัดมีคนบิดเบือนจ้องถล่มรัฐบาล

นายกฯกล่าวว่า เวลานี้คนไทยชอบทำร้ายกันเอง อย่างเรื่องการปลูกข้าว พอรัฐบาลเสนอให้ไปปลูกอย่างอื่น ก็มีคนไปบิดเบือนสร้างให้เกิดความขัดแย้ง เวลานี้ปัญหาทุกอย่างมันพันกันไปหมด อย่างเรื่องประมงที่ให้มีการจดทะเบียนก็มีปัญหา เพราะเราเอาทุกเรื่องมาเป็นปัญหา มาพันกันเป็นห่วงโซ่ รัฐบาลต้องดูแลคน 70 ล้านคน ไม่ใช่เหมือนในอดีตว่าแบ่งหน้าที่อันนี้หน้าที่รัฐบาล อันนี้หน้าที่ฝ่ายค้าน เวลานี้ใครมาว่าตนก็ไม่ตกใจ เพราะมองประเทศไทยสำคัญที่สุด ดังนั้น อย่ามาต่อต้านตน ไม่มีประโยชน์ ถ้ามาต่อต้านอย่างนี้เรื่อยๆ ก็ถอยไปเรื่อยๆ ประเทศก็ไปไม่ได้ ยุทธศาสตร์ของชาติต้องเกิด วันนี้ตนทำให้ก่อนแล้วท่านมาทำต่อ ทุกคนต้องให้ความร่วมมือ

โพล่ง รมต.เหนื่อยฉิบหายแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้มีการประโคมข่าวกันไปเรื่อยลงเยอะแยะไปหมด เว็บไซต์ด่ารัฐมนตรีไม่ทำงาน ซึ่งก็ไม่ควรเชื่อไปหมด ตนไม่อยากไปโทษใคร ทุกคนทำงานกันหนักแล้ว ทำไมจะต้องไปเปลี่ยนรัฐมนตรี บางคนเขาจะออกกันหมดแล้ว เพราะเขาไม่คิดว่าเข้ามาจะทำงานหนักขนาดนี้ เขาเหนื่อยกันฉิบหายแล้ว ไม่ต้องไปปรับเขาออกหรอก เขายังบอกว่ารู้อย่างนี้อยู่กันเฉยๆดีกว่า อย่างตนทุกวันนี้เพื่อนก็ทิ้งไปเยอะแล้ว ครอบครัวก็เหนื่อย เป็นห่วง แต่ก็ต้องทำเพราะประเทศสำคัญที่สุด ขอให้ช่วยตน เราต้องช่วยเปลี่ยนผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ ตนไม่ใช่คนวิเศษอะไร ไม่ใช่คนขี่ม้าขาวอะไรมา ถ้าเป็นม้าก็คงเป็นม้าขาเป๋แล้ว เพราะโดนเล่นเยอะ

ปรับ ครม.สื่อมโนเขียนกันเอง

ต่อมาเวลา 11.00 น. หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดงานสัมมนาเสร็จสิ้น ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนถึงกระแสข่าวการปรับ ครม. เพื่อเสริมทัพด้านเศรษฐกิจให้เกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นว่า “สื่อไปเขียนกันเองทั้งนั้น” เมื่อถามอีกว่า ตกลงไม่มี การปรับ ครม.ตามที่เป็นข่าวใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบตัดบททันทีว่า ไม่รู้

“อุ๋ย” ยันไร้สัญญาณขยับทีม ศก.

เมื่อเวลา 09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ กล่าวถึงกระแสข่าวปรับ ครม.ทีมเศรษฐกิจว่า “ก็พวกเธอนั่นแหละเป็นคนลงข่าว นายกฯไม่เคยพูดกับผมเรื่องนี้เลยพอมีข่าวที นายกฯก็มาบอกผมว่าพี่อย่าไปเชื่อนะ ไม่มี ก็คุยกันอยู่ตลอด ผมกับนายกฯทำงานกันสัปดาห์หนึ่งก็มานั่งคุย เคลียร์งานกันที ส่วนที่มีข่าวจะเอาคนอักษรย่อ ว. เข้ามาอยู่ในทีมเศรษฐกิจ ก็ไม่เห็นมี วันก่อนสื่อก็ไปลงข่าวว่านายกฯตำหนิผมในที่ประชุม ครม. ก็ไม่ใช่ ความจริงนายกฯตำหนิสำนักงบประมาณ ผมก็ช่วยบอกให้สำนักงบประมาณทำอย่างนั้น อย่างนี้สิ แต่กลายเป็นว่าข่าวไปลงในทำนองนายกฯตำหนิผม ผมก็งง สื่อเอาไปลงสนุกสนานกันใหญ่ นายกฯยังบอกว่าสื่อเอาไปออกกันได้อย่างไร”

“ณรงค์ชัย” เผยยังสนุกกับงาน

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปถามนายกรัฐมนตรี เพราะทุกวันนี้ยังตั้งใจทำงานตามหน้าที่เป็นปกติ เพื่อดำเนินนโยบายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางแผนไว้ ถ้ามีการปรับ ครม. จริง ก็คงเป็นข่าวใหญ่มาก เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับกระแสข่าวนี้ และยังอยากอยู่ทำงานในตำแหน่งนี้ต่อไปหรือไม่ นายณรงค์ชัยตอบว่า ทุกวันนี้ก็ทำงานด้วยความสนุก ทำตามหน้าที่ ไม่ได้ทำเพราะความอยากเป็น รมว.พลังงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการพูดคุยซักถามกับผู้สื่อข่าว นายณรงค์ชัยมีน้ำเสียงตกใจและสีหน้าตื่นเต้น ก่อนหัวเราะกับผู้สื่อข่าว

ปรับ ครม.ทีม ศก.ให้นายกฯฟันธง

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 16 ก.ค. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวปรับ ครม.ด้านเศรษฐกิจ ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมาชิก คสช. จะมาร่วมด้วยว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้พิจารณา อย่างไรก็ตามยืนยันว่าทุกคนในทีมเศรษฐกิจมีความตั้งใจแก้ไขปัญหา ตนในฐานะประธานกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯ ทราบดีว่าทุกคนพยายามช่วยกันอยู่ แต่ต้องเข้าใจสภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมด้วยว่ายังไม่ดี ทุกคนก็ประสบปัญหาร่วมกัน รวมทั้งไทยด้วย แน่นอนว่าประชาชนอยากให้เศรษฐกิจดีขึ้นซึ่งรัฐบาลก็จะทำทุกทาง

“รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เปิดโอกาสให้ใครเป็นอะไรก็ได้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ไม่จำกัดสิทธิใคร ส่วนจะมาร่วมหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

“บิ๊กป้อม” เบรกแต่ไม่เลิกเรือดำน้ำ

พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์กรณียังไม่นำโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีว่า เรื่องดังกล่าวต้องการให้กองทัพเรือไปสร้างการรับรู้ และชี้แจงให้กลุ่มที่มีความสงสัยจนมีความเข้าใจก่อน การพิจารณาเรื่องนี้ต้องคำนึงว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือยังไม่ได้ยกเลิกโครงการ ยังเป็นไปตามแผนการพัฒนาศักยภาพของกองทัพเรือ ดังนั้น ขอฝากสื่อมวลชนช่วยชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่โครงการดังกล่าวมักถูกกระแสต้านทุกยุคสมัย พล.อ.ประวิตรตอบว่า ถ้าประชาชนเข้าใจก็สามารถดำเนินการได้ การใช้งบประมาณในโครงการนี้เป็นการใช้งบผูกพัน จ่ายเป็นระยะได้ ไม่ได้ใช้งบประมาณก้อนใหญ่ในครั้งเดียว กองทัพเรือต้องพยายามทำความเข้าใจต่อไป

ผบ.ทร.สั่งทำเอกสารแจงสังคม

พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร. กล่าวว่า จะสั่งการให้ พล.ร.อ.ณรงค์พล ณ บางช้าง ผู้ช่วย ผบ.ทร. ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ทำเอกสารชี้แจงต่อสาธารณชนและสื่อมวลชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าในการจัดซื้อเรือดำน้ำ เพราะเรือดำน้ำเป็นผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับมากกว่า เป็นอาวุธที่มีศักยภาพสูงในการป้องกันทางทะเลอ่าวไทยและอันดามัน โดยเฉพาะพื้นที่อ่าวไทยที่มีพื้นที่กว่า 3 แสนตารางไมล์

ยันสุดคุ้มซื้อเรือดำน้ำป้องอธิปไตย

พล.ร.อ.ไกรสรกล่าวว่า จากข้อมูลในการศึกษาของกองทัพเรือ ผลประโยชน์ของชาติทางทะเลพบว่ามีมูลค่ามากกว่า ถึง 24 ล้านล้านบาทต่อปี ถือว่ามีมูลค่ามหาศาลเมื่อเทียบกับเรือดำน้ำที่จะซื้อจำนวน 3 ลำ มูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท และสามารถใช้งานได้ถึง 30 ปี เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วถือว่าคุ้มค่ามากที่สุด เหมือนเป็นการสร้างบ้านที่จำเป็นต้องมีรั้วรอบขอบชิดในการป้องกันรักษาบ้าน ส่วนที่บางฝ่ายวิจารณ์ว่าอ่าวไทยมีความตื้นไม่สามารถที่จะมีเรือดำน้ำได้ ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะกองทัพเรือได้ศึกษาภูมิศาสตร์เป็นอย่างดีแล้ว ส่วนงบประมาณจัดซื้อเรือดำน้ำ หากจัดซื้อจริงจะเจียดงบประมาณบางส่วนที่กองทัพได้รับมาปีละ 4 หมื่นล้านบาท ผ่อนชำระเป็นรายปี ไม่กระทบต่องบประมาณของรัฐบาล อยากให้เชื่อใจกองทัพเรือถึงหลักความจำเป็น เราเป็นคนไทยต้องเชื่อใจกัน เพราะในอนาคตหากเกิดสงครามสิ่งที่อยู่รอดได้คือ เรือดำน้ำที่มีศักยภาพอยู่ได้ในทุกสงคราม กองทัพเรือจะทำสิ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบ ถ้าไม่ให้จัดซื้อก็ไม่เป็นอะไร กองทัพเรือถือว่าได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

ตีปาก “บิ๊กเยิ้ม” ระวังให้สัมภาษณ์

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. กล่าวถึงการแสดงความเห็นของ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิก สปช.และอดีตแม่ทัพภาค 2 ระบุมีสอง พรรคการเมืองลงขันล้มรัฐบาลว่า แม้ว่าการแสดงความเห็นของสมาชิก สปช.จะทำได้ แต่ควรเป็นความเห็นส่วนบุคคล รวมทั้งอยากขอความร่วมมือสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวว่าควรระบุชื่อเป็นบุคคล ไม่ควรใช้ในนาม สปช. เช่น กรณีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และกรณีสองพรรคการเมืองลงขันล้มรัฐบาล ซึ่งประธาน สปช.มีความกังวลเรื่องนี้ และจะมีการหารือนอกรอบเรื่องการแสดงความเห็นของสมาชิกสปช. เพื่อให้มีแนวปฏิบัติที่ตรงกัน ขอให้ สปช.ระวังเรื่องการให้ความเห็นส่วนตัว โดยเฉพาะประเด็นที่มีผลกระทบต่อ สปช. การใช้โพเดียมแถลงข่าวควรทำในนาม สปช. แต่ถ้าให้ความเห็นส่วนตัว ควรเป็นลักษณะการให้สัมภาษณ์ที่ต้องแยกออกจากการแถลงข่าวของ สปช. เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลและภาพลักษณ์ สปช.อย่างไรก็ตามเบื้องต้นประธาน สปช.ยังไม่ได้เชิญ พล.อ.ธวัชชัยมาทำความเข้าใจ เพราะให้เกียรติในฐานะเป็นผู้ใหญ่

อัดผู้ใหญ่เลี้ยงแกะ–จี้ขอโทษ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สปช.และอดีตแม่ทัพภาค 2 ระบุว่าพรรคการเมืองอย่ากินปูนร้อนท้อง หลังออกมาเปิดปมมี 2 พรรคการเมืองใหญ่จับมือเตรียมล้มรัฐบาลว่า ข้อกล่าวหานี้มีโทษร้ายแรงถึงขั้นยุบพรรคแล้วยังมีโทษถึงประหารชีวิตอีก ไม่น่าเชื่อว่า สปช. ระดับพลเอกจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่เลี้ยงแกะ คำพูดดังกล่าวเป็นเท็จแน่นอน เพราะ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.ทหารสูงสุด ยังปฏิเสธว่าไม่มีในรายงานของหน่วยข่าว กรองทหาร

นายโกวิทย์ ธารณา อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พล.อ.ธวัชชัยทำให้คนสับสน พรรคการเมืองไหนจะไปฮั้วกัน ยิ่งพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย แนวความคิดอุดมการณ์คนละทาง พล.อ.ธวัชชัยเคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ของคนเสื้อแดง ไม่ใช่อดีตแม่ทัพภาค 4 ที่ดูแลภาคใต้ พล.อ.ธวัชชัยต้องขอโทษว่า ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง รับมาจากใคร ตัวบุคคลหรือองค์กร เรื่องนี้ต้องชี้แจงให้กระจ่าง

สปช.ส่งพิมพ์เขียวปฏิรูป 11 ส.ค.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) แถลงว่า หลังจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ทำให้กรอบการทำงานของ สปช.เปลี่ยนแปลงไป มีเวลามากขึ้นจากเดิม โดย สปช.มีภารกิจ 3 ประการ คือ 1.การจัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ ที่นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. กำหนดให้วันที่ 11 ส.ค.เป็นวันส่งมอบพิมพ์เขียวการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นทางการให้รัฐบาล พร้อมจัดแถลงข่าวให้ประชาชนรับทราบ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์และบางกอก คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ 2.การลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดวันที่ชัดเจนได้ แต่คาดว่าจะลงมติได้ภายในสัปดาห์แรกของเดือน ก.ย. โดยต้องรอดูการขยายกรอบเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะขยายเวลาการทำงานออกไปไม่เกิน 30 วันก่อน คาดว่า กมธ.ยกร่างฯจะแจ้งให้ สปช.ทราบได้ในวันที่ 21 ก.ค. 3.การตั้งคำถามทำประชามติจะมีการประชุม สปช. เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวภายหลังวันที่ 11 ส.ค.

โต้แหลกข้อครหาไร้ผลงาน

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่สมาชิก สปช.เตรียมตั้งชมรม สปช.นั้น นายเทียนฉายสนับสนุนให้มีการจัดตั้งชมรม สปช.เพื่อเผยแพร่แนวพิมพ์เขียวปฏิรูปให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ ส่วนที่ สปช.ถูกติติงว่าไม่มีผลงานนั้น ความจริงแล้วผลงานของ สปช.คือการจัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ ซึ่งขณะนี้เสร็จแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ สปช.เปรียบเป็นสถาปนิกที่ร่างพิมพ์เขียวปฏิรูปฯ ส่วนคนที่ลงมือปฏิบัติคือรัฐบาลนี้ และรัฐบาลในอนาคต

“บวรศักดิ์” แย้มขยายเวลาเต็มสูบ 30 วัน

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่โรงแรมเอเชีย พัทยา จังหวัดชลบุรี มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่ 4 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายบวรศักดิ์ชี้แจงว่า แม้รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ กมธ.ยกร่างฯจะปฏิบัติงานไปกระทั่งใกล้ครบเวลา 60 วันตามกรอบเดิม จากการหารือภายใน กมธ.ยกร่างฯจะมีมติในวันที่ 21 ก.ค.นี้อีกครั้งว่าจะขอขยายเวลาการทำงานออกไปอีก 30 วันหรือไม่ ถ้าจะขยายทั้งทีคงต้องใช้เวลาเต็มที่ เพราะการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ ให้เกิดความเรียบร้อยที่สุด ป้องกันการผิดพลาด แต่ยืนยันว่ากระบวนการทำงานของ กมธ.ยกร่างฯไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆทั้งสิ้น

ปัดเสนอยุบ คปก.–ขู่ฟ้องคนกุข่าว

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ใช้คำสั่งตาม มาตรา 44 ระงับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อเสนอชื่อเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) และมีคำสั่งให้ คปก.ชุดที่ครบวาระอยู่ปฏิบัติหน้าที่รักษาการพ้นจากตำแหน่งนั้น มีบุคคลจำนวนหนึ่งเข้าใจผิดว่า กมธ.ยกร่างฯได้ประชุมหารือกันในเรื่องนี้ ขอเรียนว่า กมธ.ยกร่างฯไม่มีการพูดคุยเรื่องที่จะให้ยุบ คปก.หรือปฏิบัติหน้าที่ต่อไป อยากขอร้องคนที่ปล่อยข่าวหรือกล่าวหาว่าตนอยู่เบื้องหลังของคำสั่งนี้ ควรยุติได้แล้ว โดยเฉพาะสุภาพสตรีคนหนึ่ง หากไม่หยุดคงต้องฟ้องฐานหมิ่นประมาท เพราะเป็นการกล่าวหาที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง

เคลียร์ปมอัยการนั่ง กก.รัฐวิสาหกิจ

นายบวรศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีโลกโซเชียล มีเดียระบุว่า กมธ.ยกร่างฯมีมติให้อัยการมีตำแหน่งเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจได้นั้น ขอย้ำว่าไม่เป็นความจริง กมธ.ยกร่างฯได้พิจารณาบทบัญญัติอัยการไปแล้ว ให้คงองค์กรนี้ไว้ตามรัฐธรรมนูญ และนำความเห็นอัยการมาพิจารณาปรับแก้ให้บทบัญญัติว่าด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอัยการเป็นไปตามกฎหมายของอัยการบัญญัติ เพียงแต่ให้ประธานกรรมการไม่ใช่อัยการสูงสุดอีกต่อไป แต่เป็นบุคคลข้าราชการอัยการเลือกจากผู้เป็นหรือเคยเป็นอัยการสูงสุดก็ได้ และกำหนดห้ามอัยการเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาในรัฐวิสาหกิจ ต่อไปนี้หากประชาชนคนใดเกิดความสงสัย ขอให้มาสอบถามข้อเท็จจริงกับทางกมธ.ยกร่างฯก่อน

หั่นหมวดปฏิรูปเหลือ 4 มาตรา

ต่อมาเวลา 15.30 น. พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงผลการประชุมว่า กมธ.ยกร่างฯได้พิจารณา 2 เรื่องหลัก คือ ภาค 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ที่ประชุมเห็นชอบให้มีคณะกรรมการมาทำหน้าที่ปฏิรูปและสร้างความปรองดองในระดับยุทธศาสตร์ ส่วนโครงสร้างจัดตั้งสภาปฏิรูปและสร้างความปรองดองควรจะอย่างไร จะให้ กมธ.ยกร่างฯไปพิจารณาเสนอกลับมาสัปดาห์หน้า ส่วนเนื้อหาการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองก็จะกำหนดไว้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม จะคงไว้แต่เพียงหัวข้อด้านการยุติธรรม การบริหารราชการแผ่นดิน การปราบปรามทุจริต การศึกษา การสาธารณสุข สังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ผังเมือง พลังงาน วิทยาศาสตร์ และเทค– โนโลยี จากเดิมที่มี 15 มาตราตัดเหลือเพียง 4 มาตรา

ส่งร่างให้ สปช. 22 ส.ค. หากต่อเวลา

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า จะตั้งคณะอนุ กมธ.ยกร่างฯ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปและการปรองดอง ประกอบด้วยตัวแทนจาก กมธ.ปฏิรูป สปช.ทั้ง 18 คณะ ก่อนจะนำทั้งร่างรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ดังกล่าว เสนอให้ สปช.พิจารณาควบคู่กัน หาก กมธ.ยกร่างฯ ไม่ขอขยายเวลาการพิจารณา 30 วัน ก็จะส่งให้ สปช.ในวันที่ 21 ก.ค. แต่หากขอต่อเวลาจะส่งให้ สปช.พิจารณาวันที่ 22 ส.ค. ส่วนมาตรา 303 ยังคงยึดแนวทางตามร่างแรกที่กำหนดให้เมื่อครบ 5 ปี ให้ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอิสระ มีตัวแทนจากรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุด และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ประเมินจะต้องแก้ไขมาตราใดบ้างภายใน 6 เดือน ก่อนเสนอให้รัฐสภาและ ครม.พิจารณาตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ 3 ส่วน คือ แก้ไม่ได้เลย แก้โดยรัฐสภาที่ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 และทำประชามติ

ไม่บรรจุ “อภัยโทษ” ในร่าง รธน.

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องอำนาจการเสนอพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษของคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างครามปรองดองแห่งชาติ ที่มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกจะไปอยู่ในส่วนใด พล.อ.เลิศรัตน์ตอบว่าคงจะไม่มีการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะ กมธ.ยกร่างฯจะไม่กำหนดเรื่องเหล่านั้น

แนบ ก.ม.ลูกปฏิรูปทำประชามติ

ด้าน นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ กมธ.ยกร่างฯ ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการศึกษาเตรียมการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ กล่าวว่า ที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯเห็นชอบให้คงเป้าหมายทิศทางและสาระสำคัญของการปฏิรูปด้านต่างๆไว้ทั้งหมด ไม่ใช่เหลือเฉพาะเพียงหัวข้อการปฏิรูปและกลไกเพียงมาตราเดียว ส่วนรายละเอียดปฏิรูปในแต่ละด้านให้นำไปบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูป และยื่นไปพร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ สปช.พิจารณาคู่กันไปก่อนที่จะลงมติว่ารับหรือไม่รับ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นร่วมกันว่าหากร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช.ไปสู่การลงประชามติ ประชาชนควรได้รับทั้งร่างรัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูป เพื่อประกอบการตัดสินใจในการทำประชามติ

กกต.ไม่เปลี่ยนวันประชามติ 10 ม.ค.59

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานการ บริหารการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม มีผลบังคับใช้ และระบุให้ทำประชามติ จึงมีการประชุมคณะกรรมการชุดดังกล่าวเพื่อเตรียมการ เบื้องต้นยังเห็นว่าไม่ต้องเปลี่ยนแปลงวันออกเสียงประชามติที่กำหนดไว้เดิมคือ 10 ม.ค.2559 ส่วนการเตรียมการล่วงหน้า กกต.จะเปิดศูนย์อำนวยการออกเสียงประชามติในวันที่ 1 ก.ย. นอกจากนี้ วันที่ 17 ก.ค. จะลงนามประกาศเชิญชวนให้โรงพิมพ์ทั้งของหน่วยงานรัฐและเอกชนที่คิดว่ามีศักยภาพในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญและใบออกเสียงประชามติ กกต.ค่อนข้างหนักใจกับการที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต.ต้องจัดพิมพ์เอกสารร่างรัฐธรรมนูญและเผยแพร่ไปยังประชาชนให้ได้ร้อยละ 80 ก่อนวันออกเสียง 30-45 วัน หมายความว่าหากกำหนดวันออกเสียงในวันที่ 10 ม.ค.2559 จะต้องมีการเผยแพร่เอกสารให้แล้วเสร็จภายในช่วงปลายเดือน พ.ย. เมื่อนับเวลาที่ สปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่อย่างช้าที่สุดวันที่ 6 ก.ย. ระยะเวลาที่มีจึงค่อนข้างกระชั้นชิด

พท.เชียร์ “สมคิด” ร่วม ครม.แก้ ศก.

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตร รมว.พลังงาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวปรับ ครม.ว่า หากจำกันได้ตนเสนอให้ปรับ ครม.ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เพราะเห็นว่าทีมเศรษฐกิจที่ทำอยู่ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมายิ่งเห็นชัด จึงอยากให้ปรับให้เร็วที่สุด แต่ก็ต้องดูว่าผู้ที่จะเข้ามาใหม่มีความรู้ความสามารถดีกว่าเดิมไหม ถ้าเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมาชิก คสช.ก็น่าจะดีขึ้น เพราะคนจะจำนายสมคิดสมัยที่ทำเศรษฐกิจได้ดีในรัฐบาลไทยรักไทย แต่นายสมคิดเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าจะมีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาได้ ไม่ใช่เพราะนโยบายของพรรคไทยรักไทย และอยากฝากให้นายสมคิดเร่งแก้ปัญหาเสาหลักเศรษฐกิจที่เสื่อมลงตามที่ได้เคยพูดไว้ หากทำได้ก็ต้องขอยกย่อง

โต้ไม่มีสัญญาใจ คสช.ปล่อยพ้นบ่วง

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ภายหลังจากที่ สนช.ประชุมแถลงเปิดคดีถอดถอนอดีต ส.ส.248 คน กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ไปเมื่อวันที่ 15 ก.ค. อดีต ส.ส.ทั้ง 248 คน ประเมินแล้วเห็นว่าผลการลงมติของ สนช.มีแนวโน้มจะไม่ถอดถอนอดีต ส.ส.ทั้งหมด เหมือนกรณีอดีต 38 ส.ว. เพราะเป็นความผิดกรณีเดียวกัน เรื่องนี้ไม่มีสัญญาใจใดๆกับ คสช. เพราะมีข้อกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว จะมีสัญญาใจอย่างไรก็ไม่มีผล เมื่อมีคดีอดีต 38 ส.ว. เป็นบรรทัดฐานว่าไม่มีความผิด หากจะไปตัดสินในทางอื่น สนช.ก็ต้องคิดหนัก ความจริงมี สนช.บางกลุ่มไม่เห็นด้วยที่จะรับเรื่องไว้พิจารณาตั้งแต่แรก แต่กลุ่มอดีต 40 ส.ว. จับมือ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการถอดถอนต่อส่วนการไปตอบคำถามต่อ กมธ.ซักถามของ สนช. และการแถลงปิดคดีนั้น ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะส่งตัวแทนไปชี้แจงประมาณ 3-4 คน คาดว่า สนช.จะลงมติถอดถอนได้ในวันที่ 5 หรือ 6 ส.ค.

ขยายผลสอบเด็ก “พรทิวา” เอี่ยวโกงข้าว

ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีการกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าว (กขช.) นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรอง กขช. นางพรทิวา นาคาศัย อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาการระบายข้าว และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ เกี่ยวกับการะบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลเมื่อปี 2553 ว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติให้ขยายผลการไต่สวนข้อเท็จจริงนายวีระศักดิ์ จินารัตน์ ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวงพาณิชย์ ของนางพรทิวา ที่ได้มอบแคชเชียร์เช็คเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 25 ล้านบาท ให้บริษัท เอ็มที เซ็นเตอร์เทรด จำกัด ไปวางค้ำประกันการทำสัญญากับองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) เพื่อนำข้าวในสต๊อกรัฐบาลออกไปจำหน่าย เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับนางพรทิวาหรือไม่

ศาลรับฟ้อง ป.ป.ช.เอาผิด “หมอเลี้ยบ”

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน มีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องคดี ป.ป.ช.เป็นโจทก์ฟ้อง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.คลัง เป็นจำเลย ความผิดเป็นเจ้าพนักงานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เป็นเหตุให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความเสียหาย กรณีเมื่อปี 51 นพ.สุรพงษ์ ดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง สมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ แต่งตั้งประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ธปท.โดยมิชอบ มีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย องค์คณะเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาฯ จึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องคดีไว้เพื่อพิจารณาและมีคำพิพากษาต่อไป โดยองค์คณะฯ นัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลย ในวันที่ 8 ต.ค. เวลา 09.30 น. โดยองค์คณะฯเลือกนางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา ให้เป็นผู้ พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีนี้

รัฐหวั่นปมอุยกูร์ขยายขัดแย้ง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีนายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมชาวอุยกูร์จำนวน 109 คน ที่ส่งกลับประเทศจีนระหว่างวันที่ 15-17 ก.ค.ว่าประเทศจีนขอบคุณประเทศไทยที่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย และจีนพร้อมเปิดเผยข้อมูลการดูแลชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งตัวกลับไป หลังเปิดเผยข้อมูลการดูแลเชื่อว่าทำให้สังคมสบายใจขึ้น ส่วนใครที่มีหมายจับก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ ไทยเป็นห่วงว่าปัญหาชาวอุยกูร์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่เราเป็นเพียงประเทศกลางทางจึงจำเป็นต้องส่งไปยังประเทศต้นทาง หากเราไม่ส่งก็จะทำให้ไทยเป็นที่ก่อเหตุร้ายและมีผู้ที่กระทำผิดหลบหนีเข้ามาอยู่

“ปีติพงศ์” มั่นใจกระตุ้นซื้อวัตถุดิบไทย

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยประสบผลสำเร็จอย่างมากในการเข้าร่วมงานเอ็กซ์โป มิลาโน 2015 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศอิตาลี โดยอาคารแสดงประเทศไทย หรือไทยแลนด์ พาวิลเลี่ยน ได้รับความสนใจจากสื่อต่างชาติเสนอข่าวเป็นไฮไลต์ของงาน และจัดอันดับให้ไทยเป็น 1 ใน 10 Street Food หรืออาหารริมทางที่ต้องมาลิ้มลอง ทั้งข้าวแกงมัสมั่น แกงเหลือง แกงกะหรี่ ผัดไทย หรือเกี๊ยวน้ำ ได้ผลตอบรับดีเกินคาด แต่ละวันจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว และตลอดการจัดงาน 6 เดือน จะมีผู้เข้าชมไม่น้อยกว่า 2 ล้านคน ที่สำคัญจะสามารถกระตุ้นยอดการสั่งซื้อวัตถุดิบประกอบอาหารของไทยได้ทะลุเกินเป้าที่ตั้งไว้

พีซทีวีเฮศาลทุเลาให้ออกอากาศ

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ศาลปกครองกลาง นายสุชาติ ศรีวรกร ตุลาการเจ้าของสำนวนและองค์คณะ มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีซทีวี ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น เนื่องจากเห็นว่าคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต บริษัทพีซ เทเลวิชั่น จำกัด และแจ้งระงับออกอากาศ โดยไม่เปิดโอกาสให้บริษัทมีสิทธิโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน จึงถือเป็นคำสั่งที่น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลกระทบต่อพนักงานที่ต้องถูกเลิกจ้าง และการทุเลาการบังคับตามคำสั่งไม่ปรากฏว่าจะเป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐแต่อย่างใด

ขณะที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทั้งนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ และนางธิดา ถาวรเศรษฐ ที่มารับฟังคำสั่งต่างแสดงความดีใจ โดยนายจตุพรกล่าวว่า คาดว่าพีซทีวีจะพร้อมกลับมาออกอากาศอีกครั้งในวันที่ 20 ก.ค. ส่วนรายการมองไกล ที่ตนเป็นผู้ดำเนินรายการจะไม่กลับมาออก อากาศอีก จนกว่าบ้านเมืองจะกลับมาพูดคุยกันได้ แต่จะยังคงออกอากาศทางอินเตอร์เน็ตต่อไป และคิดว่าทาง กสทช.ไม่น่ายื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้