วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นายกฯ เผยตปท.สนใจลงทุนไทย วอนลดหวาดระแวง สร้างความคุ้มกันศก.

นายกฯ เผยตปท.สนใจลงทุนไทย วอนลดหวาดระแวง สร้างความคุ้มกันศก.

  • Share:

นายกฯ เผยไทยต้องสร้างความเข้มแข็งในทุกด้าน เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้น่าลงทุน รักษาระดับการเติบโตเศรษฐกิจ ซัดบางคนจ้องทำลายประเทศ อ้างสิทธิมนุษยชน วอนเอกชนช่วยสร้างความเชื่อใจ ลดหวาดระแวง สร้างความคุ้มกันด้านเศรษฐกิจ. ...

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในงานสัมมนา Thailand Competitiveness Conference 2015 ว่า ขณะนี้ประเทศไทย ติดกับดักเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่ทุกภาคส่วนยังไม่มีความเข้มแข็ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งโดยเฉพาะภาคการเกษตร ด้านสาธารณสุข ด้านการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศ

จากการสอบถามภาคเอกชน พบว่า ในปี 2558-2559 ยังคงมีนักลงทุนจากต่างประเทศ มากกว่า 70% ที่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ถึงแม้ค่าแรงจะสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่จึงอยากจะเข้ามาลงทุน และฝากให้ทุกคนนำเรื่องนี้ไปคิดเป็นการบ้าน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งยั่งยืนในอนาคต ถึงแม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติที่จำกัดแต่ต้องมาบริหารกันอย่างรอบด้าน และขอให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงานที่มีความสามารถพูดภาษาอื่นได้ และเตรียมพัฒนาคนเพื่อเตรียมเข้าสู่ AEC โดยต้องการเห็นประเทศเดินหน้า แต่บางครั้งต้องประสบปัญหาด้านการเมือง ขาดความมีเสถียรภาพ การเบิกจ่ายงบประมาณมีปัญหา

"วันนี้มีบางคนกำลัง จ้องทำลายประเทศ โดยอ้างกฎหมายเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งไทยไม่เคยที่จะดำเนินการในแบบนี้ เพราะตลอดชีวิตก็เป็นทหารประชาธิปไตยคนหนึ่ง ผมไม่สามารถทนเห็นประเทศเป็นแบบนี้ได้ พอเข้ามาแล้วก็ทิ้งไม่ได้" 

นอกจากนี้ ยังระบุว่า ประเทศไทยติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง มาตั้งแต่ปี 2530 จึงทำให้ฐานเศรษฐกิจของประเทศสูงกว่าประเทศในกลุ่ม CLMV ซึ่งอยากให้ประชาชนเข้าใจว่า เมื่อเศรษฐกิจโตกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จำเป็นต้องรักษาระดับไว้ และต้องเพิ่มศักยภาพให้สามารถแข่งขันได้ด้วยการพัฒนาด้านนวัตกรรม

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจขณะนี้ ทุกประเทศประสบปัญหาเดียวกัน ซึ่งเป็นผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้บางประเทศต้องมีการปรับประมาณการณ์การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งในส่วนรัฐบาลก็จะเตรียมการและวางแผนการทำงานด้านเศรษฐกิจต่อไป โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่รัฐบาลจะดำเนินการคือ 1.รัฐบาลจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับเอกชน 2.ต้องมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้วยการพัฒนาคนซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดโดยเฉพาะการศึกษา และ 3.มีกลไกติดตามผลด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศในการเดินหน้าประเทศ

อย่างไรก็ตาม ขอให้เอกชนทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงได้เชิญชวนให้ภาคเอกชนมาร่วมพัฒนาในเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะและเขตเศรษฐกิจ พิเศษภายใน โดยรัฐบาลพร้อมให้สิทธิพิเศษด้านภาษี และอำนวยความสะดวกให้ ส่วนด้านการวิจัยและพัฒนา รัฐพร้อมจะร่วมลงทุนกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง และให้ความเชื่อมั่นกับภาคเอกชนว่ารัฐบาลกำลังกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกด้านทั้ง ในระยะสั้นและระยะยาว

ส่วนการจัดเก็บภาษีรัฐบาลยังยืนยันภาษีมูลค่า เพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ซึ่งทำให้รายได้ประเทศน้อยลงและส่งผลต่อด้านการสาธารณสุข แต่ก็ต้องมีการแก้ไขต่อไป ส่วนหน่วยงานที่ทำงานไม่ได้ตรงตามเป้าก็ควรจะหยุดทิ้งทั้งหมด ขณะเดียวกัน ขอให้ทางเอกชนมีความเชื่อใจและมั่นใจรัฐบาลไม่ใช่แค่ตัวนายก รัฐมนตรีแต่ก็ต้องเชื่อใจรัฐมนตรีด้วย และต้องเชื่อข้อมูลต่างๆ อย่างมีเหตุผล

ในด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านการคมนาคม ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการในหลายเส้นทาง เช่น การสร้างทางรถไฟ ความเร็วปานกลางกับประเทศจีน ซึ่งผลประโยชน์จะต้องแบ่งปันกัน และจีนก็พร้อมที่จะเชื่อมทางรถไฟมายังไทยซึ่งในปลายปีนี้เชื่อมั่นว่าจะ เริ่มการก่อสร้างได้แน่นอน ขณะเดียวกันขออย่าให้มีการโก่งราคาที่ดินในย่านที่จะสร้างรถไฟด้วย

ส่วนรถไฟความเร็วสูงไทยจะต้องมีการศึกษาร่วมกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเกิดแน่นอนเพราะมีการศึกษาร่วมกับญี่ปุ่นไว้แล้ว เดินหน้าก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 3 สาย และรัฐบาลพร้อมเดินหน้าในการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา พัฒนาท่าเรือยอชต์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และเดินหน้าให้เกิดอุตสาหกรรมซ่อมอากาศยานให้ได้ และเร่งซ่อมเทอร์มินอล 2 ของสนามบินดอนเมือง

นอกจากนี้ ยังแสดงความเป็นห่วง กรณีการขยายข่าวที่สร้างความขัดแย้งในประเทศไทย ซึ่งต่างประเทศสามารถรับรู้ได้จากการติดตามข่าว อยากให้เอกชนเข้ามาช่วยสร้างความเชื่อใจ ลดความหวาดระแวง และสร้างผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน ขอให้ทุกคนช่วยกันสร้างความคุ้มกันในด้านเศรษฐกิจ.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้