วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ล้างอาถรรพณ์! ขุด ‘ปืนใหญ่’ โบราณ ฝังทำสมอบกเสาธงเมืองคอน

ความลับถูกเปิดเผย เมื่อมีการปรับปรุงเสาธงชาติหน้าศาลากลางนครศรีธรรมราช พบว่าแท้จริงแล้วสมอบก 4 ด้านใช้ยึดลวดสลิงเสาธงเป็นปืนใหญ่โบราณ ฝังดินส่วนท้ายโผล่เหนือพื้น ชาวบ้านนั่งทับกันมานาน เชื่อเป็นอาถรรพณ์ให้เมืองไม่พัฒนาเท่าที่ควร...  

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 16 ก.ค.58 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีการขุดพบปืนใหญ่โบราณจำนวน 4 กระบอก บริเวณเสาธงหน้าศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช (หลังเก่า) ถนนราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีโครงการปรับปรุงซ่อมแซมเสาธงชาติที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับหอพระพุทธสิหิงค์ ระหว่างศาลากลาง กับศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงเดินทางไปตรวจสอบ


พบว่าคนงานของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กำลังช่วยกันพัฒนาปรับปรุงซ่อมแซมบริเวณรอบๆ เสาธงขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ 30 เมตร โดยคนงานได้ขุดสมอบก 4 ด้าน ที่ใช้ยึดลวดสลิงจากช่วงปลายเสาธงชาติ แต่กลับพบว่าสมอบกที่ขุดขึ้นมากลายเป็นปืนใหญ่โบราณจำนวน 4 กระบอก จึงได้วางปืนใหญ่ทั้งหมดไว้ใกล้ๆ กับจุดเดิม ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ปืนใหญ่ทั้ง 4 กระบอก มีขนาดเท่าๆ กัน ยาว 132 ซม. เส้นรอบวงส่วนปลายกระบอก 67 ซม. เส้นรอบวงส่วนท้าย 87 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลางปากกระบอกปืนกว้าง 10 ซม. ส่วนน้ำหนักแต่ละกระบอกคาดว่าไม่ต่ำกว่า 100 กิโลกรัม

หลังจากข่าวการขุดสมอบกเสาธงชาติกลางสนามหญ้าหน้าศาลากลาง และพบความจริงว่าเป็นปืนใหญ่จำนวน 4 กระบอก แพร่กระจายออกไป ทำให้ประชาชนที่เดินทางมาติดต่อราชการที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช และที่เข้ามากราบนมัสการพระพุทธสิหิงค์ ได้แห่ไปชมปืนใหญ่ทั้ง 4 กระบอกอย่างต่อเนื่อง และมีการพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง


ทั้งนี้ ชาวบ้านต่างเชื่อกันว่า เสาธงชาติขนาดใหญ่ที่มีปืนใหญ่เป็นสมอบกดังกล่าว น่าจะสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการสร้างศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปี 2506 แล้วเสร็จเปิดใช้งานในวันที่ 26 มีนาคม 2507 ดังนั้น ที่ผ่านมาเมื่อมีการจัดงานประเพณีหรือกิจกรรมต่างๆ คนที่มาเที่ยวชมงานไม่รู้ว่าเป็นปืนใหญ่ จึงมักจะนั่งทับบนสมอบก โดยชาวบ้านบางคนเชื่อว่า การนำปืนใหญ่โบราณซึ่งเป็นอาวุธสำคัญในการป้องกันบ้านเมืองครั้งโบราณมาฝังดิน และทำเป็นสมอบก น่าจะไม่เหมาะสมนัก และอาจจะเป็นอาถรรพณ์ที่ทำให้จังหวัดนครศรีธรรมราชมีปัญหาในทุกๆ ด้าน การพัฒนาล้าหลังกว่าจังหวัดอื่นทั้งๆ ที่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ มีฐานะเป็นเมืองประเทศราช และยังมีเมืองบริวารมากถึง 12 เมือง ซึ่งล่าสุดทางบริษัทผู้รับเหมา จึงแจ้งให้ทางสำนักงานจังหวัด และ ผวจ.ทราบ และ ผวจ.นครศรีธรรมราช ได้สั่งให้มีการก่อสร้างฐานตั้งปืนใหญ่ 2 ฝั่งเสาธงทางด้านทิศเหนือ และทิศใต้ฝั่งละ 2 กระบอก โดยให้หันปากกระบอกปืนไปทางถนนราชดำเนิน หรือทางทิศตะวันออก

ขณะที่ นายอาณัติ บำรุงวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ทางสำนักศิลปากรที่ 14 ยังไม่ได้ลงไปตรวจสอบปืนใหญ่ทั้ง 4 กระบอก ที่เพิ่งพบว่าถูกนำมาปักให้ปลายทิ่มลงไปในดิน และโผล่ส่วนท้าย เพื่อทำเป็นสมอบก ยึดลวดสลิงเสาธงชาติกลางสนามหน้าศาลากลางจังหวัด โดยส่วนตัวมองว่าเป็นโบราณวัตถุ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาติ และควรค่าแก่การเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ซึ่งจะมีระเบียบ วิธีการจัดเก็บ การดูแล บำรุงรักษา หากชำรุดก็มีวิธีซ่อมแซมที่ดี โดยสำนักงานศิลปากรพร้อมที่จะนำมาเก็บรักษาไว้ แต่ขณะนี้ทางจังหวัดยังไม่ได้แจ้งให้ทางสำนักศิลปากรทราบอย่างเป็นทางการ

“เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นปืนใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น อายุถึง 100-150 ปี อย่างแน่นอน เพราะเป็นปืนใหญ่ที่ทำด้วยเหล็กคุณภาพสูงมาก โดยในกระบวนการหล่อจนได้เหล็กที่มีคุณภาพมาใช้ทำปืนใหญ่ ได้ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพราะต้องใช้ความร้อนเกิน 1,800 องศา และในยุคนั้น เมืองไทยยังไม่สามารถหล่อปืนใหญ่จากเหล็กได้ ต้องสั่งซื้อจากประเทศจีนหรือประเทศแถบยุโรป ซึ่งจะต้องทำความสะอาดและตรวจสอบว่าทั้ง 4 กระบอกผลิตจากประเทศอะไร แต่มั่นใจว่าเป็นเหล็กคุณภาพดีผ่านกระบวนการผลิตชั้นสูง แม้ฝังดินเป็นเวลานานก็ไม่ขึ้นสนิมยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ หากเป็นปืนใหญ่ที่ผลิตในประเทศไทยมักจะทำด้วยสัมฤทธิ์ หรือเหล็กคุณภาพต่ำเมื่อถูกฝังดินไว้นาน 40-50 ปี เช่นนี้ คงโดนสนิมกินหมดสภาพไปนานแล้ว”

ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 14 กล่าวอีกว่า โดยส่วนตัวตนเชื่อว่าน่าจะเป็นปืนใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องจากพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการป้องกันประเทศเป็นพิเศษ จึงสั่งปืนใหญ่จากจีนและยุโรปไปไว้ประจำตามหัวเมืองสำคัญต่างๆ ในจำนวนนั้น คือ เมืองนครศรีธรรมราช แต่หลังจากหยุดใช้ปืนใหญ่ ทำให้ปืนใหญ่ใน จ.นครศรีธรรมราช ถูกทิ้งไว้จำนวนมาก บางส่วนนำไปทำเป็นหลักเขตวัด อาทิ บริเวณประตูทางเข้าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร วัดท่าโพธิ์วรวิหาร ซึ่งตนเคยกราบเรียนทางเจ้าอาวาส และคณะสงฆ์ไปแล้วว่า ปืนใหญ่โบราณเหล่านี้ ควรจะนำไปจัดเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์จะดีกว่า โดยหลังจากนี้ทางกรมศิลปากรจะทำหนังสือแจ้งทางเจ้าอาวาส และคณะสงฆ์อย่างเป็นทางการ เพื่อขอนำปืนใหญ่โบราณทั้งหมดไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ต่อไป.

ความลับถูกเปิดเผยเมื่อมีการปรับปรุงเสาธงชาติหน้าศาลากลางนครศรีธรรมราช พบว่าแท้จริงแล้วสมอบก4ด้านใช้ยึดลวดสลิงเสาธงเป็นปืนใหญ่โบราณ ฝังดินส่วนท้ายโผล่เหนือพื้น ชาวบ้านนั่งทับกันมานาน เชื่อเป็นอาถรรพณ์ให้เมืองไม่พัฒนาเท่าที่ควร 16 ก.ค. 2558 14:05 16 ก.ค. 2558 15:07 ไทยรัฐ