วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มักกะสัน สวนแสนล้าน EP.2 คำตอบจากชาวกรุง มักกะสันแบบไหนที่พอใจ

มักกะสันที่ดินทำเลทอง กลายมาเป็นข้อถกเถียงอีกครั้ง หลังบอร์ดการรถไฟไทยตัดสินใจยกที่ดินมักกะสันให้กระทรวงการคลังเพื่อหวังล้างหนี้ โดยเดิมทีที่ดินผืนนี้จะถูกนำไปพัฒนาให้กลายเป็นคอมเพล็กซ์ แต่มีเสียงคัดค้านให้นำมาพัฒนาเป็นปอดขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ

หลังจาก ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ นำเสนอข่าว มักกะสัน สวนแสนล้าน EP.1 เปิดขุมทรัพย์ รฟท. งัดทำเลทองล้างหนี้ 8 หมื่นล้าน ไปแล้ว ในตอนนี้ทีมข่าวฯ ได้มีโอกาสลงพื้นที่ย่านมักกะสัน ร่วมพูดคุยกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ พร้อมสำรวจภูมิทัศน์โดยรอบ ว่า ทำไมมักกะสันถึงเป็นที่หมายปองของคนหลายกลุ่ม พร้อมเปิดใจชาวชุมชนมักกะสัน ว่าแท้จริงต้องการ “สวนสาธารณะ” หรือ “ศูนย์การค้า” กันแน่? สุดท้ายโครงการมักกะสันจะออกมาในรูปแบบใด? ติดตามได้ที่นี่

ทำไมต้องมักกะสัน?!

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เผยว่า เหตุผลที่พื้นที่มักกะสันถูกเลือกให้มาล้างหนี้สินให้กับ ร.ฟ.ท. เนื่องจากเป็นไปตามความต้องการของนายกรัฐมนตรี ถ้าจะถามถึงเหตุผลที่แท้จริงคงต้องสอบถามกับท่านโดยตรง แต่ส่วนตัวคิดเห็นว่า พื้นที่มักกะสันถือเป็นที่ดินทำเลทอง เป็นพื้นที่ตั้งที่ดีและสามารถทำประโยชน์ในเชิงสาธารณะ รวมถึงเชิงพาณิชย์ได้อย่างครอบคลุม

ผู้ว่าฯ ร.ฟ.ท. กล่าวอีกว่า ภายหลังจากการประชุมที่ผ่านมา โครงการมักกะสัน ยังคงมีรูปแบบเป็นไปตามพิมพ์เขียวของ คสช. ที่จะจัดสรรเป็นการสร้างพิพิธภัณฑ์รถไฟ จำนวน 30 ไร่ และอีก 150 ไร่ เป็นสวนสาธารณะตามที่ได้ระบุไว้ในพิมพ์เขียว

ยังไม่วางแผนใดๆ ทุกอย่างต้องผ่านการหารือ อยู่หรือไป ต้องติดตาม!

ทั้งนี้ พื้นที่มักกะสันไม่ได้เป็นเพียงที่ตั้งของโรงซ่อมรถไฟ หรือที่ดินว่างเปล่า แต่ยังคงประกอบไปด้วยส่วนของชุมชนและโรงพยาบาล ดังนั้น เรื่องของการปรับปรุงและรื้อถอน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

นายวุฒิชาติ แสดงทรรศนะต่อเรื่องดังกล่าวว่า เนื่องจากยังไม่มีแผนและข้อสรุปที่ชัดเจน จึงยังไม่สามารถที่จะวางแผนปรับปรุงได้ เนื่องจากต้องมีเรื่องของการส่งมอบพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ทั้งนี้ ได้มีการเข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงผู้ที่บุกรุกเข้ามาจับจองพื้นที่อยู่อาศัยบ้างแล้ว เบื้องต้นได้มีการเข้าไปพูดคุย เกี่ยวกับการช่วยเหลือและจัดหาพื้นที่ใหม่ให้ ซึ่งสำหรับการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ จะต้องมีการปรึกษาหารือร่วมกันในภายหลัง ส่วนสำหรับที่พักของพนักงานการรถไฟ รวมไปถึงตัวพนักงานเอง ทางศูนย์ซ่อมมีการคิดล่วงหน้าแล้วว่า จะให้ย้ายไปอยู่ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

“สำหรับโครงการมักกะสันยังไม่มีข้อสรุปว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นการจะเจาะลึกในส่วนของรายละเอียดด้านต่างๆ นั้น ก็ยังไม่สามารถทำได้ชัดเจนเช่นกัน เนื่องจากตอนนี้สามารถทำได้แค่เพียงสำรวจไปก่อน” นายวุฒิชาติ กล่าว

ดีขึ้นแต่ยังไม่ดีพอ มักกะสันเป็นได้มากกว่านี้

ด้าน นายอาทิตย์ โกวิทวรางกูล หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายมักกะสัน แสดงทรรศนะต่อโครงการพิมพ์เขียวมักกะสันเวอร์ชั่น คสช. ว่า หากเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ที่มีโครงการทำเป็นคอมเพล็กซ์ถือว่า เปลี่ยนไปในลักษณะที่ดีขึ้น แต่หากย้อนกลับไปฟังนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่กล่าวไว้ว่า ต้องการให้มักกะสันกลายเป็นปอดของกรุงเทพมหานคร และมีพื้นที่เชิงพาณิชย์เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ตนมองว่า โครงการที่ออกมานั้น ไม่ตรงเป้า เนื่องจากการแบ่งสัดส่วนพื้นที่เชิงพาณิชย์ มีเนื้อที่มากถึง 317 ไร่ เทียบเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด เท่ากับว่าจะเหลือพื้นที่ไว้สำหรับสร้างสวนสาธารณะเพียง 150 ไร่ ซึ่งเทียบได้กับสวนระดับย่านเท่านั้น ดังนั้น มองว่าการกระทำเช่นนี้ เสมือนเป็นเพียงการประนีประนอมให้กันมากกว่า

นายอาทิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับการสร้างสิ่งต่างๆ ลงพื้นที่มักกะสันนั้น ควรตั้งโจทย์ไว้ก่อนว่า จะมีรูปแบบอย่างไร ต้องใช้งบประมาณเท่าไร จึงจะสามารถนำไปต่อยอดได้ว่า ในพื้นที่อันจำกัดเช่นนี้ จะสามารถสร้างสิ่งต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด สามารถสร้างเป็นอะไรได้บ้าง ซึ่ง ศูนย์การค้า กับสวนสาธารณะ สามารถนำมารวมกันได้ แต่แผนการที่ คสช. นำมาใช้ในครั้งนี้ เป็นวิธีที่ไม่สามารถทำประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชนได้ อีกทั้งยังจะสูญเสียความเป็นมักกะสันที่แท้จริงอีกด้วย

สวนสร้างสรรค์ในฝันของคนกรุง

นอกจากนี้ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเครือข่ายมักกะสัน ยังแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า รูปแบบที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่มักกะสัน จะต้องประกอบด้วย พื้นที่สีเขียวและสิ่งปลูกสร้างที่สามารถอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน หากจะเลือกสร้างเป็นคอมเพล็กซ์ ศูนย์การค้า หรือพิพิธภัณฑ์ ก็ควรนำจุดเด่นของดีเมืองไทยมาช่วยทำให้เกิดประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น เช่น อาหารไทย สินค้า SME หรือ OTOP ออกมาโชว์นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของร้านค้า หรือการแสดงโชว์ ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะหลั่งไหลเข้ามา ได้เห็นและสัมผัส ซึ่งจะสามารถพัฒนาไปเป็นแหล่งรวมของธุรกิจ หรือการค้าพาณิชย์เชิงสร้างสรรค์ได้ด้วย โดยจะต้องมีการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ SME และภาคเอกชน

“ไม่ว่าสวนมักกะสันจะออกมาในรูปแบบใด หรือทิศทางใด จะต้องมีเสียงคัดค้านจากผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ต้องการทั้งสวนสาธารณะและศูนย์การค้า ดังนั้น จะต้องมีการเข้าไปพูดคุยเจรจาร่วมกับชาวบ้านเหล่านั้นเสียก่อน ว่า ชาวบ้านมองวิวัฒนาการของพื้นที่ให้เป็นไปเช่นไร เพื่อจะได้แก้ปัญหาหรือเสนอทางเลือกให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ได้ รวมถึงพูดให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นว่า จะสร้างพื้นที่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งทำให้เร็วที่สุดคือ จะต้องมีการพูดคุยหารือร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อการออกแบบพื้นที่มักกะสันแห่งนี้ให้เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างสูงสุด” นายอาทิตย์ กล่าว

ให้ไปแล้ว ต้องเอาให้คุ้ม!

ขณะที่ นายประเสริฐ นาคแก้ว อายุ 38 ปี วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่มักกะสันมาตั้งแต่เด็ก เปิดเผยกับทางทีมข่าวฯ ว่า ได้ทราบเรื่องโครงการมักกะสันมาสักพักแล้ว โดยส่วนตัวรู้สึกเห็นด้วยที่พื้นที่แห่งนี้จะถูกนำเอาไปพัฒนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ตนและครอบครัวเต็มใจจะย้ายออกจากพื้นที่ดังกล่าว ถ้าหากทางการรถไฟต้องการเอาพื้นที่คืน เนื่องด้วยสภาพที่แออัดของชุมชนและปัญหายาเสพติดที่มีจำนวนมาก ไม่ว่าพื้นที่จะถูกสร้างเป็นอะไรก็ตาม ไม่กระทบต่อการแสวงหารายได้ของตน เพราะตนก็ยังคงทำมาหากินโดยรอบได้ และคิดว่าหากในอนาคตพื้นที่ดังกล่าวเจริญขึ้น ตนอาจจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย

เช่นเดียวกับ พนักงานช่างฝีมือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ไม่เปิดเผยชื่อและนามสกุล) เผยว่า ตนเห็นด้วยกับแนวทางการพัฒนาในทุกรูปแบบ เนื่องจากจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับการรถไฟฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมควร แต่ต้องให้คุ้มทุนและสามารถสร้างกำไรกลับมาพัฒนาการรถไฟได้ด้วย ส่วนเรื่องที่จะต้องย้ายออกจากพื้นที่มักกะสัน ตนและครอบครัวต้องการให้ทางการรถไฟจัดหาสถานที่หรือบ้านพักอาศัยสำหรับพนักงานให้ใหม่เสียก่อน

ชาวบ้านจองใต้สะพานลอย ส่วนพนักงานเริ่มนับหนึ่งใหม่

พนักงาน การรถไฟแห่งประเทศไทย อายุ 37 ปี (ไม่ขอเปิดเผยชื่อและนามสกุล) เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า อาศัยอยู่ในพื้นที่มักกะสันแห่งนี้มาตั้งแต่เด็ก เติบโตมาพร้อมกับมักกะสันและการรถไฟ เนื่องจากพ่อของผมก็เป็นพนักงานของการรถไฟ เมื่อผมโตขึ้นจึงเดินตามรอยพ่อ โดยการทำงานให้กับการรถไฟ ตนวิ่งเล่นในพื้นที่แห่งนี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อทราบเรื่องว่าจะนำพื้นที่แห่งนี้ไปพัฒนา และให้ตนและครอบคัวย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ส่วนตัวผมรู้สึกไม่เห็นด้วย เพราะชุมชนบ้านพักพนักงานรถไฟมีความเก่าแก่อยู่กันมาหลายรุ่น จึงควรที่จะอนุรักษ์ไว้ เนื่องจากว่าคนในชุมชนส่วนใหญ่ต่างก็เคยชินกับวิถีการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ไปแล้ว ถ้าหากการรถไฟจะให้ย้ายไปอยู่ที่ต่างจังหวัดตามที่ได้จัดสรรพื้นที่ไว้ให้ ผมคิดว่าการย้ายครอบครัวไปอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ ก็เหมือนต้องนับหนึ่งใหม่ ภรรยาและลูกจะอยู่อย่างไร เนื่องจากภรรยาผมทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ดังนั้น ผมกับภรรยาจะต้องแยกกันอยู่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อครอบครัวผมเต็มๆ จึงอยากให้การรถไฟคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา

ป้าแตง (นามสมมติ) แม่ค้าขายผลไม้ อายุ 51 ปี ผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่มักกะสันตั้งแต่เกิด คิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า ถ้าการรถไฟต้องการพื้นที่คืนจริง ป้าต้องเตรียมจองพื้นที่ใต้สะพาน ตรงที่หมานอน ที่นั่นคงเป็นบ้านหลังใหม่ของป้า ไม่ว่าการรถไฟจะตัดสินใจสร้างพื้นที่นี้เป็นอะไรก็ตามแต่คนในชุมชนก็คงไม่มีสิทธิ์ที่จะคัดค้าน เพราะไม่ใช่ที่ของพวกเรา ถึงแม้บางครอบครัวจะอยู่กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษก็ตาม ส่วนเรื่องโครงการที่จะสร้างก็ได้ยินข่าวมาบ้าง พวกเราก็ได้แต่นั่งรอเวลาว่าเมื่อไรเขาจะมาไล่ออกไป

สุดท้ายแล้วที่ดินมักกะสันแปลงนี้จะถูกนำไปพัฒนาในรูปแบบใด จะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่ หรือจะต้องถูกเปลี่ยนมือเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา ทำได้เพียงเฝ้ารอบทสรุปและคงต้องรอลุ้นไปพร้อมกัน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า หรือสวนสาธารณะ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้รับผิดชอบโครงการจะสามารถพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่ายได้อย่างเท่าเทียมกัน

ในวันพรุ่งนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปเจาะลึกรายละเอียดเกี่ยวกับสวนสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ สวนสาธารณะที่ดีควรเป็นอย่างไร และสวนสาธารณะแบบใดเหมาะที่จะบรรจุอยู่ในพื้นที่มักกะสัน ติดตามได้ในตอนที่ 3

มักกะสันแบบไหนที่ประชาชนต้องการ ฟังจากปากชาวบ้านย่านมักกะสัน "คัดค้าน" หรือ "เห็นด้วย" 16 ก.ค. 2558 12:07 19 ก.ค. 2558 05:33 ไทยรัฐ