วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กป้อมเบรกแล้วเรือดำน้ำโยนทร.ศึกษาใหม่

ไม่เข้าครม.-นายกฯจี้ชี้แจงปชช.บิ๊กตู่ยันไร้ข้อมูล2พรรคล้มรบ.248อดีตส.ส.ลุ้นสัญญาใจคสช.

“ประยุทธ์” เช็กข่าว สมช.ไร้ข้อมูล 2 พรรคบงการป่วนใต้-ระดมคนโค่นรัฐบาล ลั่นทำงานไม่มีเพื่อน ไม่ต้องเรียกเจ้าตัวมาถาม “ธวัชชัย” เลิกจ้อ อ้างแค่พูดตัดไฟต้นลม โต้ ปชป.-พท.อย่ากินปูนร้อนท้อง “บิ๊กป้อม” เบรกหัวทิ่มเรือดำน้ำ ทร. งดดำเนินการ-ชงเข้า ครม. สั่งศึกษาความคุ้มค่า “บิ๊กตู่” หนุนทอดเวลาทำความเข้าใจลดแรงต้าน สนช.แถลงเปิดคดี สอยอดีต 248 ส.ส. แก้ รธน.ที่มา ส.ว.มิชอบ “วิชัย” ย้ำแผลสอดไส้แก้ รธน. 50 พท.สวนกระบวนการไต่สวนไม่โปร่งใส ยก รธน.ปี 50 ไม่ใช้แล้ว ฐานความผิดต้องหมดลง เด็ก พท.เป็นงงวันเดียวจบราบรื่นผิดปกติ เชื่อรอดบ่วงเชือด ลุ้นสัญญาใจบิ๊ก คสช.-แกนนำ พท.ล้มธงถอดถอน กมธ.ยกร่างฯคืนดาบ กกต.จัดเลือกตั้ง หั่นทิ้ง กจต. ให้ ป.ป.ช.มี 9 คน วาระ 9 ปีตามเดิม เลิกยุบรวมผู้ตรวจฯ-กสม.

จากกรณีที่ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิก สปช. และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาระบุว่าการข่าวฝ่ายความมั่นคงระบุว่ามี 2 พรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้และเตรียมระดมคนโค่นล้มรัฐบาลนั้น

ผบ.สส.เล็งจับเข่าคุย “ธวัชชัย”

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 15 ก.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.ทหารสูงสุด แถลงผลการประชุม ผบ.เหล่าทัพครั้งที่ 5/2558 ถึงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและ คสช.ว่า ได้รับมอบหมายให้ช่วยผลักดันกำกับงานในภาพรวม โดยมั่นใจว่าสามารถทำตามโรดแม็ปที่วางไว้ เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สปช. และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่ามีสองพรรคการเมืองรวมกลุ่มต่อต้านการทำงานของรัฐบาล พล.อ.วรพงษ์ กล่าวว่า หน่วยข่าวกรองดูอยู่ แต่ยังไม่มีรายงาน ในฐานะที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน จะไปคุยเพื่อสอบถามรายละเอียดถึงแหล่งข่าวที่มาของข่าว และพูดเพื่ออะไร การพูดมีหลายแบบพูดเพื่อกระตุ้น ตักเตือนหรือโยนหินถามทางหรือไม่ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ภายในประเทศยังไม่สงบ แต่กองทัพยังควบคุมได้

สมช.ปัดไม่มีข่าว ไล่ไปถามเจ้าตัวเอง

นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิก สปช.และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ระบุการก่อเหตุความรุนแรงในภาคใต้ มี 2 พรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง และเตรียมก่อเหตุรุนแรงในวันที่ 15-17 ก.ค.นี้ว่า ตนไม่มีข้อมูล ให้ไปถาม พล.อ.ธวัชชัยเองว่าเป็นพรรคไหน สำหรับสถานการณ์ภาคใต้ สมช.และฝ่ายความมั่นคงติดตามอยู่ ปัญหาภาคใต้เกิดจากกลุ่มที่มีความเห็นต่างเป็นผู้ก่อเหตุ พรรคการเมืองอาจเป็นส่วนหนึ่งทำให้ความรุนแรงยังคงอยู่

“บิ๊กเยิ้ม” อุบไต๋โต้อย่ากินปูนร้อนท้อง

ด้าน พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สปช. และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกรณีทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ขอให้ระบุว่า 2 พรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลังความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้และล้มรัฐบาลว่า ไม่ขอพูดเรื่องนี้แล้ว เพราะพูดชัดเจนแล้ว เมื่อวันที่ 14 ก.ค. อย่ากินปูนร้อนท้อง ขอให้อยู่เฉยๆ หากไม่ได้ทำจะเสียหายอะไร ส่วนที่นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เรียกตนมาถามความจริงนั้น ยืนยันว่าตนพูดในฐานะส่วนตัว ไม่ได้ก้าวก่ายใคร ส่วน ผบ.ทหารสูงสุดยังไม่ได้ประสานขอข้อมูลมา หากติดต่อมาก็พร้อมให้ข้อมูล คุยกันได้ เมื่อถามว่าแสดงว่าข้อมูลที่ได้มาเชื่อถือได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ธวัชชัยกล่าวว่า ถ้าเรื่องเกิดขึ้น ก็เชื่อถือได้ บางอย่างถ้าเรารู้ก่อนก็สามารถตัดกำลังฝ่ายตรงข้ามก่อน การพูดของตนเหมือนตัดไฟแต่ต้นลม

“ประยุทธ์” เช็ก สมช.สยบข่าวล้มรัฐบาล

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สปช.ระบุ 2 พรรคการเมืองลงขันสร้างสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเตรียมจัดตั้งแกนนำรวบรวมคนจากภาคใต้และภาคกลางล้มรัฐบาลว่า ได้ตรวจสอบเรื่องนี้กับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แล้ว พล.อ.ธวัชชัย เป็นใครขึ้นอยู่กับใครซึ่งเป็นเรื่องของเขา แต่ทาง สมช.ตอบมาแล้ว ว่ายังไม่ได้รับข่าวก็จบ รับรายงานมาทั้งประเทศไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเกิดขึ้น เรื่องเดิมก็เยอะอยู่แล้ว และไปขุดอีกเรื่องขึ้นมาอีก เอากันเข้าไป แล้วเศรษฐกิจมันคงดีขึ้นหรอก

ลั่นทำงานไม่มีเพื่อนเมินถามต้นตอ

เมื่อถามว่า แต่กระบวนการล้มรัฐบาลยังคงเคลื่อนไหวอยู่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า สื่อก็รู้ไม่ใช่เหรอ ก็ไปหาเขามาไม่ใช่เหรอ รู้ดีแล้วมาถามตนทำไม สื่ออยู่ตรงกลางก็ไปหาทุกพวกอยู่แล้ว เมื่อถามว่า จะมีการเรียก พล.อ.ธวัชชัยมาพูดคุยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เรียกทำไม เป็นเรื่องของ สปช. เมื่อถามย้ำว่า ในฐานะเพื่อนจะมีการพูดคุยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผมไม่มีเพื่อนในเรื่องทำงาน” เมื่อถามว่า การให้เปิดเผยในลักษณะนี้จะเป็นสร้างความตกใจให้สังคมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ก็ไปถาม พล.อ.ธวัชชัย และเวลาที่สื่อเขียนนั้นตกใจยิ่งกว่านี้อีก

ใครขัดแข้งขัดขาต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่า นายกฯมั่นใจว่าไม่มีใครสามารถมาล้มล้างรัฐบาลได้ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ใช่ไม่มีใคร ไม่ได้ท้าทายใคร แต่กำลังทำงาน ฉะนั้นถ้าใครมาทำให้ทำงานไม่ได้ เขาต้องรับผิดชอบไป ทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าประเทศชาติเสียหาย วันหน้าก็รับผิดชอบกันเอาเอง ถ้าค้านเรื่องนี้เรื่องโน้นแล้วเกิดปัญหาวันหน้า ก็จำตัวเองไว้แล้วกัน แล้วให้ประชาชนไปไล่เอาเอง ตนไม่อยู่ด้วยแล้ว เมื่อถามว่า จะสืบสวนหรือไม่ว่าเป็นพรรคใด พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า สืบทำไม งานบางงานไม่ต้องสั่ง ทั้งหน่วยข่าวกรอง สมช. ฝ่ายความมั่นคง ทำหน้าที่อยู่แล้ว ถ้ามีก็สรุปมาว่ามี ถ้าผิดกฎหมายก็ทำไม่ได้ เรื่องนี้มันไม่มีหลักฐาน เป็นการกล่าวเหมือนบอกเล่ากันมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไปสอบกันเอาเอง นายกฯต้องสั่งทุกเรื่องเลยหรืออย่างไร ต้องเข้าใจระบบสายงานปกติบ้าง ไม่อย่างนั้นก็ยุบไปหมดเลย ไม่ต้องมี

ถ้าม็อบบริสุทธิ์อย่ากลัวกฎเหล็ก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการประกาศ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ว่า กฎหมายดังกล่าวจะบังคับใช้กับผู้ชุมนุมทุกกลุ่มหลายประเทศในโลกก็ใช้ อย่าไปมองในแง่เจ้าหน้าที่จะจำกัดสิทธิใดๆ ถ้าเป็นการชุมนุมโดยบริสุทธิ์ ไม่ใช้ความรุนแรง หรือมีอาวุธตามระบอบประชาธิปไตยก็ทำได้หมด เว้นแต่เจตนาไม่บริสุทธิ์ที่พร้อมจะขยายความรุนแรงให้เกิดขึ้น ซึ่งเห็นบทเรียนมาแล้ว ไม่ได้เกรงว่า

วันนี้จะมีใครมาต่อต้านตน เพราะไม่ได้ทำอะไรที่รุนแรงอยู่แล้ว มาเพื่อแก้ปัญหาและไม่ใช่ทำเพื่อวันนี้แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนเสนอขึ้นมา ครม.พิจารณามีประโยชน์ และ สนช.ไปพิจารณาตนไม่ได้ไปสั่งให้ผ่านหรือไม่ผ่าน เมื่อทุกคนลงความเห็นจะต้องมีก็มีไป อย่าไปกลัวเลย และคิดว่าต้องไปว่ากันรัฐบาลหน้า ถ้ามีกฎหมายนี้ความสงบเรียบร้อยน่าจะดีขึ้นหรือไม่ เจ้าหน้าที่จะทำอย่างไรให้เกิดการถ่วงดุล การชุมนุมจะปลอดภัย ไม่ยืดเยื้อ ในต่างประเทศเขาไม่ชุมนุมกันเยอะขนาดนี้ ประเทศที่ไปล่าสุดมีการชุมนุม มีอาณาเขตชัดเจน มีระเบียบ แต่เราชุมนุมเอาคนเยอะเข้าไว้ ไม่ได้ มันวุ่นวาย

“บิ๊กป้อม” เบรกซื้อเรือดำน้ำเข้า ครม.

ส่วนกรณีที่กองทัพเรือมีความต้องการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนมูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท โดยมีเสียงทักท้วงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายถึงความคุ้มค่าและไม่เหมาะสมนั้น วันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าในการเสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือ (ทร.) เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า คงเอาไว้ก่อน ยังไม่เข้า ครม.และยังไม่ดำเนินการ โดยระหว่างนี้กองทัพเรือสร้างการรับรู้ไปก่อน พร้อมกับศึกษาให้ชัดเจนว่าผลประโยชน์ทางทะเลมูลค่า 2 ล้านล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดหาเรือดำน้ำเหมาะสมแค่ไหน รวมถึงการมีผลต่อศักยภาพของกองทัพมากน้อยขนาดไหน

เดือดข่าวโผโยกย้าย กห.ทำป่วน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการพิจารณาบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารระดับชั้นนายพลประจำปีว่า ยังไม่เริ่มทำเพราะยังมีเวลาอยู่ เห็นข่าวไปเขียนตั้งกันแหลกลาญทำให้เสียหาย คนในกองทัพปั่นป่วนไปหมดเพราะยังไม่ได้ทำอะไรกันเลย ยังไม่ได้สั่งว่าให้เหล่าทัพส่งรายชื่อมาหรือให้ใครไปดำเนินการอะไร เพราะยังไม่ถึงเวลา แต่ข่าวไปตั้งคนนั้นคนนี้ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่เขียนส่งเดช ตอนนี้ยังไม่ดำเนินการอะไรในการโยกย้ายนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ผู้สื่อข่าวถามว่าข่าวที่ออกมาเป็นการวิเคราะห์แคนดิเดตบุคคลที่จะขึ้นตำแหน่งสำคัญ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ไม่มี คุณไปแคนดิเดตกันเอง ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

“บิ๊กตู่” หนุนทอดเวลาทำความเข้าใจ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึง กรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ชะลอการเสนอโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือว่า เป็นความต้องการให้กองทัพเรือนำข้อมูลที่ศึกษาถึงความจำเป็นมาระยะหนึ่งไปชี้แจงให้ประชาชน และหลายฝ่ายเข้าใจก่อน อย่างไรก็ตามจากที่นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเชียน พูดเมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่นายสุรินทร์พูดตนสรุปให้ฟังเลย แม้ว่านายสุรินทร์ไม่ได้เอ่ยถึงเรือดำน้ำ แต่สิ่งที่พูดก็สนับสนุนให้เห็นว่า เรามีความจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพ เพื่อดูแลเส้นทางทางทะเล และผลประโยชน์ทางทะเลของเรา

สนช.แถลงเปิดสำนวนสอย 248 ส.ส.

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 10.00 น. มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธานการประชุม เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอน ส.ส. 248 คนออก จากตำแหน่ง ตามรายงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และการแถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนของผู้ถูกกล่าวหา โดยนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช.เป็นตัวแทนผู้แถลงเปิดคดี ขณะที่พรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย นายวิชาญ มีนชัยนันท์ อดีต ส.ส.กทม. ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต ส.ส.ขอนแก่น นายภราดร ปริศนา-นันทกุล อดีต ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ร่วมแถลงคัดค้านสำนวนคดี โดยแยกฐานความผิดเป็นกลุ่ม ส่วนบรรยากาศก่อนประชุมสมาชิก สนช.เข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง โดย ส.ส.พรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นเข้าร่วมรับฟังอย่างคึกคัก

“วิชัย” ย้ำแผลสอดไส้รื้อ รธน.50

นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช.แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ร่วมกันลงลายมือชื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.นำโดยนายอุดมเดช รัตนเสถียร จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 58 และขัดต่อ พ.ร.บ.ป.ป.ช.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม 2554 ร่วมลงลายมือชื่อในรัฐธรรมนูญและร่วมลงมติเห็นชอบในวาระต่างๆ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญที่ลงมตินั้นเป็นคนละฉบับกับที่เสนอให้แก้ไขไป โดยเฉพาะมีการแก้ไขหลักการสำคัญมาตรา 116 วรรคสอง ที่มีผลให้ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่ง ส.ว.ที่สิ้นสุดวาระ ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ไม่ต้องรอเวลา 2 ปี ถือว่าลงมติร่างรัฐธรรมนูญคนละฉบับที่เสนอ ร่างดังกล่าวไม่มีสมาชิกลงลายมือชื่อรับรอง ทำให้ญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ

แยกผิด 7 กลุ่มต่างกรรมต่างวาระ

นายวิชัย กล่าวต่อว่า ป.ป.ช.พิจารณาความผิดออกเป็น 7 กลุ่ม แต่ที่ยื่นมายัง สนช.มีทั้งหมด 5 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้ถูกกล่าวหา 239 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. รวมทั้งพิจารณาและลงมติวาระ 1 วาระ 2 และวาระ 3 ถือว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กลุ่มที่ 2 ผู้ถูกกล่าวหาคือนายอภิรักษ์ ศิรินาวิน ที่ลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ พิจารณาและลงมติวาระ 2 และ 3 ถูกชี้มูลความผิดขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กลุ่มที่ 3 ผู้ถูกกล่าวหา 10 คน ที่ร่วมกันลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญพิจารณาและลงมติวาระที่ 3 ถือว่าจงใจใช้อำนาจขัดต่อบัญญัติรัฐธรรมนูญ กลุ่มที่ 4 นายยุรนันท์ ภมรมนตรี และนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ซึ่งร่วมลงมติวาระ 1 แต่ ป.ป.ช.เสียงส่วนใหญ่มีมติเห็นว่าไม่ให้ส่งสำนวนมายัง สนช. และกลุ่มที่ 5 พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย นายสมพล เกยุราพันธุ์ และนายพีรพันธุ์ พาลุสุข ซึ่งเสียชีวิตแล้ว ป.ป.ช.จำหน่ายคดีออก ส่วนกลุ่มที่ 6 และกลุ่มที่ 7 อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้กลุ่มที่ 1 มีสมาชิก 2 คน ประกอบด้วย นายทองดี มลิสาร และนายตุ่น จินตะเวช ถึงแก่กรรม จึงไม่ต้องนำมาพิจารณาตามข้อบังคับ

พท.ฉะคำร้องมิชอบ–ไต่สวนไม่โปร่งใส

จากนั้น พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงมาก เป็นการประหารชีวิตทางการเมือง เราจึงขอแถลงคัดค้านคำกล่าวหาตั้งแต่กระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.และความไม่โปร่งใสบางเรื่อง พวกตนเพิ่งเห็นคำร้องให้ถอดถอนเกือบ 300 ชีวิต และไม่เคยเห็นคำร้องมาก่อน จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช.มาตรา 61 จึงขอแถลงคัดค้านว่าเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุด (อสส.) แต่กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญกลับระบุว่า ไม่ต้องยื่นผ่าน อสส. โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้างเดียว จากนั้น ป.ป.ช.ก็นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณา ที่สำคัญเมื่อรัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกไปแล้ว และคำร้องไม่ชอบ เรื่องที่นำมาสอบสวน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และข้อกล่าวหานี้จึงไม่เป็นธรรมต่อพวกตน และมีกรรมการ ป.ป.ช.คนหนึ่งน่าจะขาดคุณสมบัติ เพราะลาออกจากนิติบุคคลยังไม่ชัดเจน แต่ร่วมลงมติด้วยย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ยก รธน.50 เลิกใช้ ฐานความผิดจบไป

ต่อมานายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเจตนาดีซึ่งในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล ก็มีการเสนอแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 เรื่องที่มาของ ส.ส.กับแก้ไขมาตรา 190 ก็ไม่มีปัญหา แต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ กลับมีการไปยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. ทั้งที่เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ในการลงมติที่มีรัฐธรรมนูญรับรอง และขณะนี้พวกตนไม่มีตำแหน่งใดให้ถอดถอนแล้ว เพราะได้พ้นตำแหน่งไปแล้ว อีกทั้งรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ไม่มีแล้ว เท่ากับว่า ฐานความผิดที่จะนำไปสู่การถอดถอนได้ถูกยกเลิกแล้วเช่นเดียวกัน

“สุรพล” เฉ่งรับงานใครมาเชือด

ขณะที่ พล.ร.อ.สุรพล จันทน์แดง อดีต ส.ส.ชลบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แปลกใจในข้อกล่าวหาที่เสียเวลาโดยใช่เหตุ ทั้งที่รัฐธรรมนูญ 2550 ยกเลิกไปแล้ว ส.ส.หมดความเป็นสมาชิกภาพ ไม่รู้ว่าจะถอดถอนใคร พวกท่านไม่เกี่ยวข้อง กลับมาถอดถอนเพื่อให้บรรลุภารกิจที่ได้รับมอบ หรือกลัวพวกตนจะไปลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ต้องกลัว ถ้าลงอีกก็ชนะอีก ดังนั้น อย่าได้ก้าวก่ายเรื่องของชาวบ้าน ขอให้ถอนเรื่อง ป.ป.ช.บางคนคุณสมบัติไม่ครบแต่ยังมานั่งทำงาน อยากให้ลองสาวเรื่องคนที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่มาทำงานรับเงินเดือน

หัวชนฝาร่างแก้ รธน.มีร่างเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายตัวแทนของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา อาทิ นายไชยา พรมมา อดีต ส.ส.หนองบัวลำภู นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย นายวิทยา บุรณะศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ได้อภิปรายปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยต่างยืนยันว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้พิจารณาเป็นร่างจริงที่รับรองจากสมาชิกรัฐสภาทั้ง 308 คน ไม่ใช่ร่างปลอมหรือร่างของนายอุดมเดชเพียงคนเดียว ผ่านการหารือระหว่างวิป 3 ฝ่าย ส่วนที่กล่าวหาว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญล้มล้างการปกครอง เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง จะเป็นชะนักติดหลังไปตลอด ขณะที่ นพ.วรรณ–รัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่าเป็นพรรคขนาดเล็ก มี ส.ส.เพียง 7 คน เมื่อพรรคแกนนำประสานแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ต้องทำตามแกนนำ อีกทั้งเป็นเอกสิทธิ์ ส.ส.และ ส.ว.ผู้ใดไม่สามารถฟ้องร้องได้

ตั้ง กมธ.ซักถามต่อ 6 ส.ค.

กระทั่งเวลา 15.30 น. หลังตัวแทนอดีตส.ส.แถลงโต้แย้งคำเปิดสำนวนกว่า 5 ชั่วโมง นายยุทธนา ทัพเจริญ สมาชิก สนช.ได้ขอหารือเพื่อขอให้ยุติการแถลงคำโต้แย้ง เพราะชี้แจงครอบคลุมทุกประเด็นแล้ว นายพรเพชรจึงหารือกับผู้แทนผู้ถูกกล่าวหา ทั้งนี้นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่าอดีต ส.ส.ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.มอบอำนาจให้ผู้แทนชี้แจง และ 2.รักษาสิทธิชี้แจงด้วยตัวเอง ซึ่งทุกคนเห็นว่าได้อภิปรายประเด็นต่างๆ ครอบคลุมแล้วไม่ติดใจจะชี้แจงอีก และหวังว่า สนช.จะใช้ดุลพินิจพิจารณาเหมือนกับคดีถอดถอน 38 ส.ว. และของนายสมศักดิ์ และนายนิคม

จากนั้นที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการซักถาม ประกอบด้วย สนช. 7 คน และนัดประชุมเพื่อพิจารณาซักถามเวลา 10.00 น. วันที่ 6 ส.ค. และสมาชิกจะยื่นญัตติประเด็นซักถามได้ภายในเวลา 12.00 น. ของวันที่ 20 ก.ค. และให้คู่กรณีส่งยื่นคำขอแถลงการณ์สำนวนปิดคดีด้วยวาจาภายในวันที่ 21 ก.ค. แต่หากยื่นปิดคดีเป็นหนังสือให้ยื่นได้ภายในวันที่ 27 ก.ค. จากนั้นนายพรเพชรได้สั่งปิดประชุม 16.50 น. และนัดประชุมอีกครั้งเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ก.ค. พร้อมสั่งงดประชุมวันที่ 16 ก.ค. เนื่องจากการแถลงเปิดคดีเสร็จสิ้นก่อนกำหนด

พท.ลุ้นสัญญาใจบิ๊ก คสช.พาพ้นบ่วง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า การพิจารณาถอดถอนอดีต ส.ส.ออกจากตำแหน่ง จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ก่อนหน้านี้วิป สนช.ได้แจกแจงขั้นตอนการปฏิบัติให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องมาชี้แจงในวันที่ 15-16 ก.ค. แต่ปรากฏว่าชี้แจงวันที่ 15 ก.ค. เพียงวันเดียว โดยอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยเองก็ไม่ได้ติดใจ แม้ว่าจะเคยแสดงความจำนงขอชี้แจงด้วยตัวเองจำนวนมาก โดยเฉพาะอดีต ส.ส.สายฮาร์ด–คอร์ตั้งเป้าอภิปรายเต็มที่ ถูกแกนนำสั่งห้ามไม่ต้องการให้เกิดภาพกระทบกระทั่งรุนแรง เพราะมีการประสานเป็นการภายในระหว่างแกนนำพรรคกับบิ๊ก คสช.บางคน เป็นสัญญาใจกันว่าจะไม่มีการถอดถอนอดีต ส.ส. เพื่อแลกกับเงื่อนไขการเมืองบางอย่างในอนาคต ทั้งนี้แกนนำพรรคและอดีต ส.ส.ที่มารับฟังและชี้แจง ต่างรู้สึกแปลกใจกับท่าที ป.ป.ช.ที่แถลงเปิดคดีแบบกระชับ รวดเร็วผิดสังเกต และมีท่าทีอ่อนลงไปมาก ทำให้ต่างออกอาการดีใจและคิดในเชิงบวกว่าไม่น่าจะถูกถอดถอน

นายวิทยา บุรณศิริ อดีตประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า รู้สึกงงกับ ป.ป.ช.ที่แถลงเปิดคดีเนื้อหาสั้นมาก ทั้งที่ข้อกล่าวหาถอดถอนเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่กลับแถลงนิดเดียวไม่ครบถ้วน ไม่รู้ว่ามีอะไรในใจหรือเปล่า หรืออาจเป็นเพราะ ป.ป.ช.มองแล้วว่า ตัวเองมีที่มาอย่างไม่ถูกต้องและเกรงว่าคำแถลงจะไปผูกมัดตัวเองหรือเปล่า ส่วน ส.ส.เพื่อไทยชี้แจงครอบคลุมครบถ้วนแล้ว จึงมั่นใจมากขึ้น จากที่เคยกังวลวันนี้กินข้าวได้ หลับสบายมากขึ้น

สปช.นัดส่งพิมพ์เขียวปฏิรูป 5 ส.ค.

ที่รัฐสภา นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) แถลงผลการประชุมวิป สปช.ว่า ที่ประชุมได้กำหนดภารกิจงานของ สปช.ตั้งแต่สัปดาห์หน้า ถึง 4 ส.ค.ซึ่งมีระเบียบวาระประชุม ประกอบด้วยรายการการปฏิรูป 43 วาระปฏิรูป 5 วาระพัฒนา รายงานพิเศษ 2 เรื่อง และร่าง พ.ร.บ.ที่จำเป็นต่อการปฏิรูป อย่างน้อย 22 ฉบับ โดยในวันที่ 5 ส.ค.จะจัดรายงานต่อสาธารณะเรื่องพิมพ์เขียวการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะเชิญตัวแทน ครม.มารับมอบพิมพ์เขียว และทุกภาคส่วนประมาณ 1,000 คน มาร่วมรับทราบข้อเสนอการปฏิรูปประเทศ และในวันที่ 6 ส.ค. จะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่าง รธน. แต่หากรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไขประกาศใช้ก่อนวันที่ 23 ก.ค. กำหนดการดังกล่าวและเงื่อนเวลาก็จะเปลี่ยนแปลงไป

ชงนิรโทษผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-ไม่ขัด 112

ด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ สมาชิก สปช. ในฐานะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง กล่าวว่า ที่ประชุมวิป สปช.เห็นควรให้บรรจุระเบียบวาระเรื่องรายงานและข้อเสนอแนะเบื้องต้น ของคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ในวันที่ 21 ก.ค. เมื่อที่ประชุม สปช.เห็นชอบแล้วจะส่งต่อไปยังรัฐบาล เพื่อพิจารณาต่อไป สำหรับแนวทางการนิรโทษกรรมมีข้อเสนอให้นิรโทษกรรมผู้ที่มีโทษต่ำสุด เป็นกรณีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่เกี่ยวข้องกับการทำผิดอาญา มาตรา 112 และไม่ใช่แกนนำ

โปรดเกล้าฯ รธน.ชั่วคราวฉบับแก้ไข

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. กล่าวถึงความคืบหน้าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2558 ที่ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯไปแล้วว่า เรื่องนี้ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ เชื่อมั่นว่าทันกรอบระยะเวลาที่มีการกำหนดไว้ในวันที่ 23 ก.ค. ขั้นตอนต่างๆ เมื่อประสานงานลงมา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะประสานงานมายังตน และดำเนินการไปตามขั้นที่ต้องปฏิบัติ

ช่วงเย็น เว็บไซต์สำนักราชกิจจานุเบกษา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้เผยแพร่พระบรม ราชโองการโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2558 เรียบร้อยแล้ว โดยเวลา 17.15 น. นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการครม.ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นนายอำพนเปิดเผยว่า นายกฯรับทราบแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ทันที และมอบหมายให้ สลค.จัดพิมพ์รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ในเบื้องต้น 500 เล่ม แจกจ่ายหน่วยงานต่างๆ

กมธ.ถกต่อแก้ รธน.วันที่สาม

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมเอเชีย พัทยา จ.ชลบุรี มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นวันที่สาม มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา การประชุมช่วงเช้าได้นำบทบัญญัติในภาค 4 ว่าด้วย การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ขึ้นมาพิจารณาแทนบทบัญญัติเกี่ยวกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ค้างการพิจารณา เพราะ กมธ.ที่รับผิดชอบในหมวดปฏิรูปทั้ง 3 คน ประกอบด้วย นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล จะต้องไปร่วมประชุมกับตัวแทนของคณะ กมธ.ปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทั้ง 18 คณะ ที่ กทม. ช่วงบ่ายวันที่ 15 ก.ค.

ปรับเสียงชี้ขาดถอดถอนบุคคล

ต่อมาเวลา 10.30 น. นายปกรณ์ ปรียากร โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างฯแถลงว่า คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้พิจารณาและปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญเรื่อง การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งเสร็จสิ้นแล้ว โดยการถอดถอนบุคคล ซึ่งต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี แบ่งเป็นการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. จะถอดถอนโดยรัฐสภา ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาเท่าที่มีอยู่ ส่วนการถอดถอนบุคคลตำแหน่งอื่นประกอบด้วย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ข้าราชการอัยการหรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง จะถอดถอนโดยวุฒิสภา ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของ ส.ว.เท่าที่มีอยู่ในวุฒิสภา ทั้งนี้ผู้มีสิทธิยื่นถอดถอน ได้แก่ 1.ส.ส. หรือ ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ยื่นเรื่องให้ประธานของแต่ละสภา 2.ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนยื่นเรื่อง พร้อมระบุพฤติการณ์ความผิดของบุคคลที่จะขอให้ถอดถอนให้ชัดเจนต่อประธานรัฐสภาหรือประธานวุฒิสภา เพื่อส่งเรื่องไปคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาโดยเร็ว แล้วส่งกลับมาที่รัฐสภาหรือวุฒิสภาเพื่อดำเนินการต่อไป

ให้ ป.ป.ช.ตั้งทีมสอบจริยธรรม

นายปกรณ์กล่าวว่า เฉพาะการถอดถอนบุคคลตามฐานความผิดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อรัฐสภาหรือวุฒิสภาได้รับคำร้องแล้ว ต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ไต่สวน แต่ ป.ป.ช.ต้องตั้ง “คณะกรรมการพิจารณาการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติธรรมจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ขึ้นมา ประกอบด้วยผู้แทน หรือผู้ทรงคุณวุฒิจาก ป.ป.ช.และผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐองค์กรละ 1 คน เมื่อไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว จะส่งเรื่องให้รัฐสภา หรือวุฒิสภาลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ต่อไป เพราะที่ผ่านมาการตรวจสอบเรื่องจริยธรรมล่าช้ามาก ส่วนพฤติการณ์ที่เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงจะอยู่ไปในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

หั่นทิ้ง กจต.คืนดาบ กกต.จัดเลือกตั้ง

นายปกรณ์กล่าวอีกว่า สำหรับคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ได้ตัดออกไป แล้วคืนอำนาจให้ กกต.ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งและควบคุมการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นตามเดิม และบัญญัติข้อความใหม่ให้กกต.มอบอำนาจให้หน่วยงานของรัฐ หรือแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งเป็นคราวๆ ไปด้วย ส่วนมาตรา 267 ที่ว่าด้วยอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการเลือกตั้งทั้งหมด ตัดออกจากร่างรัฐธรรมนูญนำไปใส่ไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแทน ส่วนกรณีที่ กกต.ทำหนังสือถึงขอให้พิจารณาอำนาจหน้าที่การแจกใบเหลือง ใบแดง รวมทั้งมีข้อเสนอกรณีที่ กกต.ให้ใบเหลืองแก่ผู้สมัครไปแล้ว แต่ยังพบว่ามีการทุจริตโดยกลุ่มเดิม ขอให้ กกต.แจกใบส้ม เพื่อให้ไม่มีสิทธิลงสมัครเลือกตั้ง เป็นเรื่องใหม่ ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ ที่ประชุมให้เวลา กมธ.ยกร่างฯไปทบทวนอย่างรอบคอบอีกครั้ง

ลด กก.สรรหา กกต.เหลือ 7 คน

ด้าน น.ส.สุภัทรา นาคะผิว โฆษก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า กกต.มี 5 คนตามเดิม แต่คณะกรรมการสรรหา กกต.ปรับจาก 12 คนเป็น 7 คน ได้แก่ 1.ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคัดเลือก 1 คน 2.ประธานศาลปกครองสูงสุดหรือตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดเลือก 1 คน 3.ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส.ซึ่งได้รับเลือกจากพรรคร่วมรัฐบาล 1 คน 4.ผู้นำฝ่ายค้านในสภาหรือตัวแทน ส.ส.ฝ่ายค้าน 1 คน 5.ตัวแทนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย 1 คน 6.ตัวแทนภาคเอกชน จากคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชน 3 สถาบัน จับสลาก 1 คน 7.ตัวแทนจากประชาชน เลือกโดยประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัดทุกจังหวัดจับสลาก 1 คน

ป.ป.ช.มี 9 คน 9 ปี–เลิกยุบรวม กสม.

กระทั่งเวลา 15.15 น. พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงผลการประชุม กมธ.ยกร่างฯว่า ที่ประชุมพิจารณาจบส่วนที่ 5 องค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) ให้มี 9 คน วาระดำรงตำแหน่ง 9 ปีตามร่างแรก เพื่อให้เหมาะสมกับที่ป.ป.ช. มีอำนาจกึ่งตุลาการ จำเป็นต้องใช้เวลาดำเนินคดีค่อนข้างนาน ส่วนกรณีกรรมการ ป.ป.ช.พ้นตำแหน่งก่อนครบวาระ กรรมการ ป.ป.ช.ที่เข้ามาใหม่ จะมีวาระ 9 ปี โดยคณะกรรมการสรรหา 7 คน มาจากประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ตัวแทนอธิการบดี และประธานคณะกรรมการร่วมเอกชน ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) และผู้ตรวจการแผ่นดินแยก 2 องค์กรเหมือนเดิมตามรัฐธรรมนูญ 50 โดย กสม.ให้มี 7 คน ผู้ตรวจการแผ่นดินมี 3 คน อยู่ในวาระ 6 ปีเท่ากัน โดยคณะกรรมการสรรหามี 7 คนคือ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ตัวแทนอธิการบดี ประธานคณะกรรมการร่วมเอกชน และตัวแทนผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า นอกจากนี้จะให้มีคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติไว้ในบทเฉพาะกาล อาจจะประกอบด้วยคณะทำงานประมาณ 5-6 คน ทำหน้าที่รายงานผลการตรวจสอบทั้ง 2 หน่วยงานนี้ เพื่อเร่งรัดให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

ไทยไม่ท้อแก้ค้ามนุษย์–ประมง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐฯอาจลดระดับผลการดำเนินการป้องกันและปราบปรามค้ามนุษย์ของไทยที่อยู่ในระดับเทียร์ 3 ว่า รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ และแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ โดยปรับปรุงกฎหมายให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ส่วนหากสหรัฐฯยังคงเทียร์ 3 จะส่งผลกระทบต่อไปหรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ก็ยังพอทำอะไรได้ ไม่ท้อถอย จะปลดเทียร์ 3 หรือไม่เราก็ทำเต็มที่ แต่เรื่องประมงทางอียูคงไม่ถึงขนาดให้ใบแดง เพราะไทยทำอย่างเต็มที่ และคิดว่าจะไม่คว่ำบาตรไทย เพราะเราทำตามกฎหมายและหลักสากล

“ประยุทธ์” เช็กข่าว สมช.ไร้ข้อมูล 2 พรรคบงการป่วนใต้-ระดมคนโค่นรัฐบาล ลั่นทำงานไม่มีเพื่อน ไม่ต้องเรียกเจ้าตัวมาถาม “ธวัชชัย” เลิกจ้อ อ้างแค่พูดตัดไฟต้นลม โต้ ปชป.-พท.อย่ากินปูนร้อนท้อง “บิ๊กป้อม” เบรกหัวทิ่มเรือดำน้ำ... 16 ก.ค. 2558 07:20 16 ก.ค. 2558 07:21 ไทยรัฐ