วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สามห่วงทะลวงขี้โคลน ทดสอบโหดใน TOYOTA HILUX REVO SMART CAB 2.4G

สามห่วงทะลวงขี้โคลน ทดสอบโหดใน TOYOTA HILUX REVO SMART CAB 2.4G

  • Share:

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2558 บริษัท Toyota Motor Thailand เชิญสื่อมวลชนขึ้นเครื่องบินไปทดสอบ Toyota Hilux REVO เป็นการขับทดสอบ Hilux REVO ครั้งที่สองหลังจากในครั้งแรกเปิดเส้นทางวิ่งทดสอบข้ามจังหวัดกันที่พิษณุโลกมายังอุดรธานี สำหรับการทดสอบในครั้งที่สองถูกจัดขึ้นที่สนามแข่งรถ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีการปรับพื้นที่รอบๆ สนามช้างให้กลายเป็นสถานีออฟโรดโหดหิน เพื่อลองระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ Toyota Hilux รุ่นใหม่ล่าสุด สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ สื่อมวลชนจะได้ลองขับ REVO รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อทั้งแบบ Double Cab / Smart Cab และรุ่นกระบะหัวเดี่ยว Standard Cab ที่มีกลไกชุดขับเคลื่อน 4 ล้อ เอาไว้ลุยทางวิบาก พร้อมกับทดสอบประสิทธิภาพของแรงบิดรอบต่ำในการเอาตัวรอดจากทางที่เต็มไปด้วยหล่มโคลนเลนขนาดยักษ์ การลองขับในครั้งนี้จึงเป็นการทดลองแรงบิดและประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ดีเซลตัวใหม่ล่าสุด ระบบขับเคลื่อนทุกล้อ ชุดส่งกำลังซึ่งมีทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 อัตราทด iMT-6 ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีเมื่อลุยทางโหด A-TRC หรือ Active Traction Control กับระบบล็อกเฟืองท้ายอัตโนมัติ Diff Lock ทั้งหมดทั้งปวงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเพิ่มเติมสมรรถนะในการลุยของ Toyota Hilux REVO ซึ่งเป็นจุดเด่นสำหรับการขับใช้งานในชีวิตประจำวัน

เครื่อง Airbus A321 ของสายการบินไทยสมายล์ใช้เวลาบินเดินทางประมาณ 45 นาที จากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิจนมาถึงยังสนามบินในจังหวัดขอนแก่น เนื่องจากต้องเชิญสื่อมวลชนกว่า 60 คน เพื่อเดินทางมาขับทดสอบ Hilux REVO ใน จ.บุรีรัมย์ ทำให้เที่ยวบินของนกแอร์จากกรุงเทพฯตรงมายังบุรีรัมย์ซึ่งมีแค่วันละเที่ยว และใช้เครื่องเล็กแบบใบพัดไม่พอที่จะยัดผู้คนจำนวนมากถึงร้อยกว่าชีวิตทั้งทีมงานของ Toyota เองกับสื่อมวลชนหลายแขนงที่ขนกันขึ้นมายังแผ่นดินอีสานมากกว่า 60 ชีวิต หลังจากนั่งรถทัวร์ที่ทาง Toyota จัดหามาให้จากสนามบินมายัง จ.บุรีรัมย์ นานถึง 3 ชั่วโมงเต็ม กลุ่มสื่อมวลชนที่ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้ามืดก็มาถึงยังสนามแข่งรถ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ บริเวณรอบนอกของสนามแข่งรถแห่งนี้ถูกเจ้าหน้าที่ของ Toyota Motor Thailand ปรับแต่งด้วยการนำดินมาถมจนกลายเป็นสถานีทดสอบรถ Hilux REVO ในรูปแบบออฟโรด ซึ่งมีทั้งทางลูกรังดินอัดแบบไต่ขึ้น-ลงเนินที่สูงชัน เนินเอียง 35 องศาเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของการทรงตัวขณะลุยทางลาดเอียง หล่มโคลนเลนที่ลึกราวกับทางในป่าห้วยขาแข้งของจังหวัดอุทัยธานีที่โหดดิบและเหมาะสำหรับการทดสอบปิกอัพพันธุ์แท้ขับ 4 โดยมีโปรแกรมการทดสอบแบ่งออกเป็น 3 สถานีหลักๆ คือ สถานีออฟโรด สถานีสลาลมในสนามแข่งขันรถยนต์ทางเรียบและสถานีเรียนรู้รายละเอียดของตัวรถ หลังจากนั้นในวันรุ่งขึ้น ทีมสื่อมวลชนที่ลงทดสอบรถ Hilux REVO จะต้องขับเจ้ากระบะตัวใหม่ของแบรนด์ 3 ห่วงจากบุรีรัมย์กลับเข้ามายังกรุงเทพมหานคร นับเป็นการทดสอบตัวรถ REVO ที่ครบเครื่องทั้งทางฝุ่น ในสนามแข่งและบนไฮเวย์ข้ามจังหวัดที่ต้องวิ่งกันทั้งวันเกือบ 400 กิโลเมตรในช่วงขากลับ

ช่วงเที่ยงของวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2558 หลังจากจัดการกับอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาเริ่มต้นการขับทดสอบในสถานีแรกซึ่งเป็นทางแบบออฟโรด ผมได้ลองขับ Toyota Hilux REVO รุ่น Double Cab 4x4 2.8G AT เป็นคันแรกในสถานีโหด ซึ่งเป็น Hilux REVO รุ่นสูงสุดราคา 1,139,000 บาท การลุยไปบนทางหินๆ ที่ถูกปรับให้มีความคล้ายกับเส้นทางทุรกันดารที่เจ้าของรถ Hilux ส่วนใหญ่ซื้อไปใช้งานในเขตพื้นที่ห่างไกลหรือในป่าที่มีทางหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางลูกรังผิวไม่เรียบ ทางขรุขระสูงๆ ต่ำๆ ที่บางช่วงบางตอนมีหล่มโคลนลึกขวางอยู่ เป็นทางสไตล์ออฟโรดแท้ๆ ที่สื่อมวลชนจะต้องฟันฝ่าออกไปให้ได้โดยปราศจากการช่วยเหลือจากทีมงานของ Toyota และขึ้นตรงกับฝีมือในการควบคุมพวงมาลัย คันเร่งกับโหมดของการขับเคลื่อน เจ้า Hilux REVO รุ่น Double Cab 4x4 2.8G AT แบบจัดเต็มอุปกรณ์ผ่านการขับทดสอบได้อย่างสบายๆ การคอนโทรลตัวรถฝ่าทางวิบากแค่แต่งพวงมาลัย และคันเร่งให้มีความถูกต้องกับสภาพทางก็สามารถขับออกมาได้แบบทุลักทุเลเล็กน้อย เนื่องจากนานทีปีหนจะมีการขับทดสอบแนวออฟโรดโหดหิน รอบแรกบนตัวรถ REVO รุ่นสูงสุดจึงกลายเป็นการทดลองสร้างความรู้สึกให้ชินกับการขับลุย เทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อน เกียร์ แชสซีส์ ผนวกช่วงล่างของ REVO รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อนั้นถูกออกแบบมาเพื่องานแบบนี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว ทำให้คนที่ไม่เคยขับแบบออฟโรดก็ยังสามารถผ่านสถานีนี้ไปได้แบบไม่ยากเย็นมากนัก

ลากเอาเจ้า Hilux REVO Double Cab 4x4 2.8G AT ขึ้นมาจากหล่มได้สักพัก ยังไม่ทันหายตื่นเต้นก็ต้องเปลี่ยนคันเปลี่ยนรุ่นมาเป็นเจ้า REVO แบบหัวเดี่ยวขับ 4 รุ่น Standard Cab 4x4 ซึ่งมีราคาค่าตัวไม่แรงเท่ารุ่นสูงสุด รถ Hilux REVO รุ่น Standard Cab 4x4 2.8J ราคา 675,000 บาท ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยมสำหรับงานตรวจป่าของเจ้าหน้าที่ป่าไม้กับเกษตรกรที่ต้องบรรทุกพืชผลฝ่าไร่ฝ่าดงดอยท่ามกลางทางโหดตามไร่นาหรือสวนผลไม้ที่มีเส้นทางทุรกันดาร เจ้านี่เป็น Hilux REVO รุ่นขับเคลื่อนทุกล้อที่มีราคาถูกสุดแล้วของแบรนด์สามห่วง ความทนทานแบบหายห่วงจากแชสซีส์แบบใหม่ที่ทั้งกว้างและยาวขึ้น แหนบแบบซ้อนที่เน้นทั้งการบรรทุกและการลุยที่ขึ้นตรงกับความแกร่งของตัวรถทำให้เจ้าหัวเดี่ยว REVO Standard Cab 4x4 2.8J ราคา 675,000 ก็ยังฝ่าฟันเส้นทางแบบสุดกึ๋นออกมาได้อย่างไม่มีปัญหา

แม้ความสูงของตัวรถจะเป็นรองรุ่นสูงสุดแต่การลุยแหลกแจกสะบัดในรอบที่สองกลับกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ในการเอาตัวรอดจากสภาพทางในแบบมรสุมป่าเขตร้อนที่ชื้นแฉะ และเพียบพร้อมไปด้วยสภาพทางที่จะทำให้พาหนะตัวลุยหยุดอยู่กับที่ไปต่อไม่ได้ เครื่องยนต์ดีเซลปริมาตรความจุ 2.8 ลิตร กับเกียร์ธรรมดาแบบ 6 MT มีกำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์หรือ 177 แรงม้า มากเกินพอสำหรับฉุดกระชากลากถูเจ้านี่ให้ออกจากหล่มร่องโคลนที่ลึกสุดใจชนิดสูงท่วมหัวได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แรงบิดสูงสุดมากถึง 420 นิวตันเมตร และมาในรอบเครื่องต่ำแค่ 1,400 รอบต่อนาที ทำให้ไม่ว่าจะเป็น REVO รุ่นท็อปหรือรุ่นหัวเดี่ยวราคาถูก สามารถสำแดงฤทธิ์เดชในการเอาตัวรอดจากเส้นทางโหดได้อย่างสบายๆ เครื่องดีเซลรหัส 1GD FTV พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบแปรผัน VN Turbo กับอินเตอร์คูลเลอร์ที่คอยช่วยลดอุณหภูมิของไอดีมีความเหนือชั้นพอตัวโดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหันไปเล่นเครื่องดีเซลที่มีขนาดใหญ่มากกว่านี้ ตัวเครื่องยนต์แบบ 4 สูบยังมีขนาดที่กะทัดรัด ประหยัดเชื้อเพลิงและมีน้ำหนักเบากว่าเครื่องรุ่นเก่า แม้แรงบิดจะด้อยกว่า Hilux VIGO รุ่นที่ผ่านมาซึ่งวางเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร แต่อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้นและการปล่อยมลพิษที่ลดลงทำให้เห็นถึงสมรรถนะของเครื่อง 1GD FTV ได้อย่างชัดเจนจนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหันไปคบหากับเครื่องไซส์ยักษ์ความจุเยอะที่หนัก กินจุกว่าและมีมลภาวะสูงกว่าแต่อย่างใด

การทดสอบในสถานีออฟโรดสิ้นสุดลงเมื่อสื่อมวลชนได้ลอง Hilux REVO รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อจนครบทุกคน เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกมาต่อกันที่สเตชั่น 2 ซึ่งเป็นการอธิบายรายละเอียดของอุปกรณ์การทำงานของเครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง ระบบขับเคลื่อน แชสซีส์และระบบรองรับการขับขี่ที่ติดตั้งมาให้ใน New Hilux REVO การบรรยายรายละเอียดแบบลงลึกทุกองคาพยพของตัวรถจากอาจารย์มนัส ดาวมณี วิศวกรชั้นหัวกะทิของ Toyota Motor Thailand สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวรถ Hilux รุ่นล่าสุดให้กับสื่อมวลชนสำหรับการเขียนรีวิวทดสอบในครั้งนี้ โดยเฉพาะการทำงานของระบบอัดอากาศ อุปกรณ์พร้อมระบบใหม่ที่ใส่เข้าไปใน New REVO เพื่อเติมเต็มประสิทธิภาพการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น

ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี Traction Control
ช่วยป้องกันการเกิดอาการล้อหมุนฟรีทิ้งเมื่อขับอยู่บนทางวิบากที่มีความลื่นไถล เป็นสาเหตุของการไถลลื่นและทำให้รถยนต์ที่ไม่มีระบบนี้เกิดอาการเสียการทรงตัว

ระบบควบคุมการทรงตัว VSC - Vehicle Stability Control
เมื่อขับเข้าโค้งบนผิวถนนที่เปียกลื่น ระบบควบคุมการทรงตัวของNew Hilux REVO จะทำการควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ในด้านกำลังแรงบิดที่เหมาะสม โดยส่งแรงเบรกไปยังแต่ละล้อแบบอัตโนมัติ เพื่อป้องกันสภาวะเสียการควบคุมบนทางโค้ง เช่นอาการ Understeer หรือ Oversteer ช่วยให้ผู้ขับเข้าโค้งได้แม่นยำท่ามกลางอาการของตัวรถที่มีความมั่นคง

ระบบป้องกันล้อล็อก ABS - Anti-lock Braking System
กลไกของการเบรกที่มีการป้องกันการล็อกของล้อเมื่อต้องใช้เบรกหนักๆ หรือเบรกแบบกะทันหันฉับพลันทันที ระบบจะช่วยป้องกันการล็อกของล้อเพื่อไม่ให้เกิดอาการลื่นไถลหรือไม่สามารถควบคุมทิศทางขณะเบรก ทำให้การใช้เบรกหนักๆ ใน REVO มีความเสถียรสูงสุด

ระบบกระจายแรงเบรก EBD - Electronic Brake Force Distribution
ระบบจะช่วยในการเฉลี่ยแรงเบรกในล้อแต่ละข้างอย่างสมดุล ป้องกันอาการท้ายกวาดขณะเบรกอย่างรุนแรงเต็มกำลัง โดยกระจายแรงเบรกทั้งล้อซ้าย-ขวาขณะเข้าโค้งเพื่อการควบคุมที่ดี

ระบบเสริมแรงเบรก BA- Brake Assist
ในสภาวะของการใช้เบรกแบบฉุกเฉิน และมีแรงเบรกที่กดลงไปบนแป้นเบรกไม่เพียงพอต่อการหยุดรถ ระบบจะเพิ่มแรงเบรกแบบอัตโนมัติเพื่อช่วยให้รถหยุดได้ในระยะที่ปลอดภัย

ระบควบคุมการส่ายของพ่วงท้าย TSC - Trailer Sway Control
เมื่อวิ่งผ่านทางขรุขระ หรือต้องใช้งานในการลากจูงและต้องผจญกับลมแรงที่พัดขวางตัวรถ เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งของระบบดังกล่าวจะตรวจสอบและทำการปรับแรงดันน้ำมันเบรกกับกำลังของเครื่องยนต์ให้มีความเหมาะสมกับสภาพทาง ช่วยรักษาเสถียรภาพของตัวรถป้องกันอาการส่ายหรือเสียการทรงตัว

ระบบควบคุมความเร็วขณะขับขึ้นทางลาดชัน HAC - Hill -start assist Control
เมื่อต้องออกตัวบนทางลาดชันและมีความลื่น ระบบ HAC จะเพิ่มแรงดันเบรกแบบอัตโนมัติไปยังล้อทั้ง 4 เพื่อป้องกันอาการลื่นไถลลงเนินชันในจังหวะที่ผู้ขับถอนเท้าออกจากแป้นเบรกเพื่อเหยียบคันเร่ง

ระบบควบคุมความเร็วขณะขับลงทางลาดชัน DAC Downhill Assist Control
เมื่อต้องขับลงเนินลาดชัน ระบบจะควบคุมแรงดันเบรกที่ล้อแบบอัตโนมัติโดยผู้ขับไม่มีความจำเป็นต้องแตะเบรก ทำให้การขับลงเนินชันด้วยความเร็วสม่ำเสมอ สามารถควบคุมได้อย่างมั่นใจ

ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบแปรผันใหม่ VN Turbo
ออกแบบให้มีขนาดที่เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกลไกควบคุมการเปิด-ปิด ของครีบกังหันเทอร์ไบน์ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ชุดเทอร์โบถูกย้ายตำแหน่งจากบริเวณกลางเครื่องมาอยู่ด้านหน้าเพื่อการระบายความร้อนที่ดีขึ้น

ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบใหม่
เทคโนโลยีล่าสุดจาก Toyota Motor กับระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบใหม่ เปลี่ยนจากหัวฉีดแรงดันสูงมาเป็นหัวฉีดแบบไดเรคอินเจคชั่นพร้อมด้วยแรงดันในระบบมากถึง 220 MPa ฉีดเชื้อเพลิงเป็นละอองฝอย เพื่อทำให้การเผาไหม้เป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ และช่วยทำให้เครื่องยนต์ประหยัดเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้น กลไกภายในเครื่องยนต์ในส่วนที่ต้องเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาถูกปรับให้มีแรงเสียดทานลดลงมาก ช่วยลดเสียงการทำงานของเครื่องยนต์และลดแรงสั่นสะเทือน ประหยัดเชื้อเพลิงกับลดมลพิษที่เกิดจากเครื่องยนต์

Roller Rocker Arm with Valve Lash Adjuster
ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างเพลาลูกเบี้ยวและกระเดื่องวาล์วในจังหวะของการเปิด-ปิดวาล์ว พร้อมระบบปรับตั้งวาล์วแบบอัตโนมัติเพื่อลดช่องว่างของการสึกหรอที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่เกิดการรั่วไหลของไอน้ำมัน แม้จะถูกใช้งานอย่างหนักและยาวนาน ทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบและลดค่าบำรุงรักษาเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์รุ่นเก่า

EGR Exhaust Gas Recirculation
เพื่อทำตัวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระบบไอเสียแบบหมุนวนของ Toyota จึงถูกนำมาใช้งานใน Toyota Hilux REVO ด้วยระบบนำไอเสียแบบหมุนวนกลับมาใช้ใหม่ ลดความร้อนของเครื่องยนต์ขณะทำงานท่ามกลางอุณหภูมิภายนอกที่สูงแบบเมืองร้อน ลดมลภาวะและมีค่าการปล่อยมลพิษระดับ EURO-4

ระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ Stop - Start System
เมื่อรถหยุดนิ่งอยู่กับที่ ระบบจะตัดการทำงานของเครื่องยนต์ลงชั่วขณะ และจะทำการสตาร์ตเครื่องยนต์แบบอัตโนมัติอีกครั้งเมื่อผู้ขับยกเท้าออกจากแป้นเบรกไปที่แป้นคันเร่ง ช่วยประหยัดเชื้อเพลิง ขณะดับเครื่องยนต์ ระบบทำความเย็นในห้องโดยสารจะหยุดการทำงานแต่มีเจลในระบบปรับอากาศที่ช่วยให้ความเย็นยังคงที่ขณะที่เครื่องดับ จนกว่าเซ็นเซอร์ภายในห้องโดยสารจะตรวจจับได้ว่าอุณหภูมิของห้องโดยสารเพิ่มขึ้นจนถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เครื่องยนต์จะติดตัวเองขึ้นมาแบบอัตโนมัติเพื่อทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานส่งถ่ายไอเย็นให้กับห้องโดยสารอีกครั้ง

เกียร์ธรรมดา iMT 6 Speed
ระบบส่งกำลังแบบแมนนวล 6 สปีดในรถกระบะของ Toyota มีการเพิ่มระบบ iMT ช่วยทำให้การเปลี่ยนเกียร์ขึ้นลงอยู่ในรอบเครื่องที่มีความสัมพันธ์สูงสุดและราบลื่นในทุกจังหวะของการเปลี่ยนอัตราทด

สวิตช์ปรับรูปแบบของการขับขี่ Drive Mode Switch
ผู้ขับสามารถเลือกรูปแบบของการขับได้ตามความต้องการ ทั้งแบบประหยัด ECO Mode และแบบสมรรถนะสูงหรือ Power Mode เพื่อตอบสนองต่อทุกสภาพเส้นทาง

สวิตช์ปรับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อไฟฟ้า Shift on The Fly 4WD Switch
ช่วยทำให้การปรับระบบขับเคลื่อนจาก 2 ไปเป็น 4 ล้อมีความสะดวกรวดเร็วและง่ายดายขึ้น

ช่วงล่างแบบ DCS Dynamic Control Suspension
พลวัตของช่วงล่างแบบปิกอัพอนาคตใน Toyota New Hilux REVO ออกแบบใหม่หมดไล่เรียงจากแชสซีส์ แท่นเครื่องแท่นเกียร์ แหนบ สปริง โช้คอัพ เพื่อการตอบสนองต่อการใช้งานที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น แข็งแกร่งและทนทานรองรับน้ำหนักบรรทุกได้อย่างเต็มพิกัด

ระบบกันสะเทือนแบบใหม่ New Suspension System
พัฒนามาจาก SUV ระดับบนของ Toyota แหนบถูกออกแบบให้มีความยาวเพิ่มขึ้น สามารถซับแรงสั่นสะเทือนได้ดี และให้ความนุ่มนวลมากกว่ารถคู่แข่ง ระยะห่างของแหนบซ้าย-ขวา ถูกยืดออกให้กว้างมากกว่าเดิม เพิ่มเสถียรภาพของการทรงตัวทั้งในแนวเส้นตรงขณะเข้าโค้ง โช้คอัพมีแกนและขนาดที่โตขึ้น รองรับเส้นทางแบบออฟโรด

โครงสร้างแชสซีส์แบบใหม่ FIRM Frame with Integrated Rigidity Mechanism
ออกแบบใหม่หมดเพื่อความแกร่ง เพิ่มสมรรถนะของการทรงตัว ลดแรงสะเทือนและเพิ่มความนุ่มนวล ดูดซับแรงกระแทกจากการชนปะทะและกระจายแรงที่เกิดจากการชนเพื่อคงรูปของห้องโดยสารให้ได้มากที่สุด โครงสร้างของแชสซีส์แข็งแรงขึ้นอีก 20% ด้วยการเพิ่มพื้นที่หน้าตัดของแชสซีส์ให้ใหญ่ขึ้น เพิ่มจุดเชื่อมต่อของคานเหล็กแนวขวางให้แข็งแกร่งกว่าเดิม รองรับน้ำหนักบรรทุกได้ดี แชสซีส์ใหม่มีค่าความแข็งขึ้นอีก 15%

ระบบควบคุมเสถียรภาพของห้องโดยสาร Body Control with Torque Demand
ระบบจะคอยจัดการกับแรงบิดเพื่อลดการกระพือของห้องโดยสารอันเนื่องมาจากสภาพผิวถนน ช่วยทำให้การขับมีความราบเรียบและนุ่มนวล (มีเฉพาะในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล)

เสร็จสิ้นจากสเตชั่นอธิบายผลิตภัณฑ์ของ Toyota ก็มาถึงช่วงสุดท้ายในการทดสอบที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ซึ่งสื่อมวลชนจะต้องลงทดสอบตัวรถ Hilux REVO รุ่น Smart Cab 2.8G ในสนามแข่งรถความเร็วสูง สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (CIC) ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 2,000 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 1,200 ไร่ มีระยะทางต่อรอบ 4.554 กม. ทิศทางการวิ่งแบบตามเข็มนาฬิกา ประกอบด้วย จำนวนโค้งทั้งสิ้น 12 โค้ง ขวา 7 โค้ง และซ้าย 5 โค้งจุผู้ชมได้สูงสุดถึง 50,000 คน จุดเด่นของสนามคือ ผู้ชมสามารถมองเห็นทุกส่วนของแทร็กเมื่ออยู่บนแกรนด์สแตนด์ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการชมเกมมอเตอร์สปอร์ต ไฮไลต์ของแทร็กมีอยู่ 5 จุด คือ ทางตรงยาวระยะทาง 1 กิโลเมตร สามารถทำความเร็วในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบได้ถึง 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในรถมอเตอร์ไซค์ซุปเปอร์ไบค์ โดยจุดนี้ถือเป็นจุดท้าทายนักขับในการหาจุดเบรกในการแซง ถัดมาคือโค้ง 4 เป็นโค้งซ้ายความเร็วสูงที่นักขับสามารถเข้าโค้งด้วยความเร็วระดับ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะเดียวกันก็จะต้องต่อสู้กับแรงเหวี่ยงอันมหาศาลในโค้งนี้ ตามด้วยโค้ง 7 เป็นโค้งหักขวา 70 องศา ที่ฝังอยู่ด้วยโค้งเล็กๆ อีก 2 โค้งในจุดนี้ และถือเป็นอีกหนึ่งโค้งความเร็วสูงของ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ซึ่งรถแข่งระดับทัวริ่งคาร์และมอเตอร์ไซค์ซุปเปอร์ไบค์ สามารถรักษาความเร็วได้ในระดับ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในช่วงออกจากโค้ง 7 นี้ รวมไปถึงโค้ง 9 และ 10 ที่มีความต่อเนื่องกัน โดยนักขับต้องใช้ไหวพริบอย่างมากในการขับจุดนี้ เพื่อต่อเนื่องไปยังโค้ง 12 โค้งแฮร์พิน หรือโค้งยูเทิร์นหักศอกขวา 126 องศา ถือเป็นจุดไฮไลต์ของ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (CIC) สำหรับการแซง โดยนักแข่งสามารถเลือกเรซซิ่งไลน์ของตัวเองได้ตามความเหมาะสมก่อนจะหาจังหวะแซง

ความพิเศษของ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต (CIC) ที่ใช้ในการทดสอบการวิ่งและการทรงตัวของ Toyota Hilux REVO ยังรวมไปถึงการออกแบบให้มีบ่อน้ำภายในบริเวณแทร็ก เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศ เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ขณะเดียวกันยังติดตั้งระบบไฟส่องสว่างมาตรฐานเอฟไอเอ ซึ่งรองรับการแข่งขันกลางคืน หรือ ไนต์เรซ เช่นเดียวกับ ฟอร์มูล่าวัน รายการ สิงคโปร์กรังด์ปรีซ์ หรือ โมโตจีพี รายการ กาตาร์ กรังด์ปรีซ์ ได้อย่างไร้ปัญหา นอกจากนี้ ยังมีพิตเลนระดับมาตรฐานถึง 30 พิต รองรับความต้องการด้านการทำงานของทีมแข่งทุกระดับ โดยบริเวณด้านบนพิตถูกสร้างเป็นแพ็ดด็อก สำหรับกลุ่มผู้ชมระดับวีไอพี รวมไปถึงชั้นบนสุดที่ถูกสร้างเป็น สแตนด์อีกชั้น เพื่อให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตได้สัมผัสการทำงานของทีมแข่งอย่างใกล้ชิดภายใต้การก่อสร้างแบบอินเตอร์ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (CIC) ถูกเปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ตุลาคมเมื่อปีที่ผ่านมา (2014) ด้วยการแข่งขันระดับโลกรายการแรกในเมืองไทยอย่าง ซุปเปอร์จีที ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงจากแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวญี่ปุ่น รวมถึงมีการติดตามจากแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกนับล้านคนผ่านการถ่ายทอดสดทางทีวีดาวเทียม

ทีมงาน Toyota ซึ่งประกอบไปด้วยนักแข่งชั้นนำอย่าง ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ นำทีมนักแข่งของ Toyota Motor Sport Thailand Team มาสอนการควบคุมรถกระบะยกสูงในสนามแข่งช้างอินเตอร์เซอร์กิต โดยใช้การวางตำแหน่งของกรวยยางสีส้มรอบสนามช้าง ซึ่งมีทั้งจุดที่ต้องวิ่งซิกแซ็กแบบสลาลม การทะยานผ่านโค้งด้วยความเร็วที่ถูกกำหนดให้ขึ้นตรงกับความปลอดภัยซึ่งเป็นมาตรฐานของการขับทดสอบรถยนต์ในสนามแข่งรถความเร็วสูง การทดสอบโดยใช้รถ Hilux REVO รุ่น Smart Cab Prerunner ขับเคลื่อนล้อหลังยกสูง ด้วยเกียร์ธรรมดาที่สื่อมวลชนจะต้องนั่งยัดเกียร์เองไปตามผังสนามที่ถูกจัดวางใหม่ การขับทดสอบ Hilux REVO รุ่น Smart Cab Prerunner ขับเคลื่อนล้อหลังเครื่องยนต์ดีเซลปริมาตรความจุ 2.8 ลิตร กับเกียร์ธรรมดาแบบ 6 MT ทรงแบบยกสูงเน้นการลุยของรถปิกอัพรุ่นนี้มีกำลังที่เกิดจากเครื่องดีเซลสี่สูบเทอร์โบอยู่ที่ 130 กิโลวัตต์หรือ 177 แรงม้า แรงบิดสูงสุดมากถึง 420 นิวตันเมตร และมาในรอบเครื่องต่ำแค่ 1,400 รอบต่อนาที ตั้งแต่เริ่มต้นวิ่งด้วยความเร็วต่ำตามกฏของสนามแข่งพอผ่านพ้นจุดพิตเลนเลยเส้นสีขาวทึบก็สามารถทำความเร็วตามที่กำหนดในผังสนามได้เลย รอบแรกผมทำความคุ้นเคยกับสัมผัสแบบโย่งโก๊ะของรถปิกอัพที่มีสัดส่วนความสูงมากกว่ารถทั่วไป การนำมาวิ่งในสนามแข่ง หากไม่มีการควบคุมความเร็วกันให้ดีมีหวังได้พุ่งออกไปนอกสนาม จากส่วนสูงของตัวรถที่ออกแบบมาเพื่อเน้นการวิ่งลุยป่าฝ่าดงดอยมากกว่าจะเอามาซิ่งบนสนามแข่งความเร็วสูงแห่งนี้

สุดทางตรงพุ่งเข้าสู่โค้งแรก T1 ด้วยความเร็วที่ถูกล็อกไว้เพื่อความปลอดภัยและความง่ายในการควบคุมของสื่อมวลชนด้วยระดับความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งสลาลมบริเวณ Stand A ที่ต้องวิ่งมุดซ้ายทีขวาทีหลบกรวยยางสีส้มที่ตั้งเรียงรายสลับไปมาเพื่อการฝึกควบคุมและรับรู้ถึงประสิทธิภาพช่วงล่างของ Hilux REVO Smart Cab มุดไปมาโผล่เอาอีกทีด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก่อนแตะเบรกเบาๆ เพื่อเข้าสู่โค้งยูเทิร์น T3 ความเร็วในโค้งนี้หล่นลงไปเหลือแค่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนที่จะพ้นโค้งแล้วสวนคันเร่งลงลึกไปจนถึงระดับความเร็วที่ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ต้องเลียเบรกเบาๆ ชะลอตัวรถจนความเร็วเหลือแค่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วก็หักพวงมาลัยเข้าไปยังโค้งความเร็วสูง T4 เพื่อดูการตอบสนองด้านการถ่ายเทมวลและการยึดเกาะของยางกับช่วงล่าง ในตำแหน่งผังสนามตรงนี้เป็นโค้ง T5-T6 สลับจากขวาไปซ้ายแล้วโยนเข้าโค้งขวาอีกครั้งในโค้ง T7-T8 ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเป็น 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนที่จะถึงโค้ง T9 เบรกจนความเร็วลงมาเหลือแค่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงผ่านโค้ง T9 เร่งความเร็วขึ้นไปถึง 100 กิโลเมตร ผ่านโค้ง T10-T11 ความเร็วเพิ่มเป็น 120 กิโลเมตรแล้วหักพวงมาลัยหลบกรวยยางในสถานี Lane Change ด้วยความเร็วคงที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยไม่มีการแตะเบรก ตำแหน่งของสถานีเปลี่ยนเลนฉุกเฉินอยู่เกือบจะชนกับสุดทางตรงปากทางเข้าพิตทำให้ต้องใช้ความระมัดระวัง พอพ้นจากตำแหน่งกรวย Lane Change ก็ต้องลดความเร็วจนเหลือแค่ 40 กิโลเมตรก่อนที่จะพุ่งออกสู่ทางตรงผ่านโค้งหักศอก T12 เพื่อวิ่งอีกรอบในตำแหน่งการวิ่งและความเร็วเหมือนกับรอบแรก

Toyota Hilux REVO Prerunner Smart Cab 2.8G 2x4 เป็นกระบะขับเคลื่อน 2 ล้อหลังเกียร์ธรรมดาที่มีการยึดเกาะถนนอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ขับให้ความเร็วในโค้งสูงจนเกินพอดีและทำให้ควบคุมทิศทางของรถได้ยาก ส่วนสูงและช่วงล่างหลังแบบแหนบซ้อน แม้จะออกมาสำหรับการบรรทุกของหนักก็ยังทรงตัวที่ย่านความเร็วสูงได้อย่างไม่เสียวสันหลังมากนัก การขับขี่กระบะยกสูง ทุกครั้งที่ห้อมาเต็มเหนี่ยวแล้วพบเจอทางโค้งข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นปิกอัพยี่ห้อใดมีช่วงล่างวิเศษขนาดไหนก็สมควรที่จะต้องเบรกเพื่อลดความเร็วให้เหมาะสมกับสภาพของโค้งที่สักวันคุณอาจขับไปเจอโค้งยากๆ ที่พร้อมจะเหวี่ยงรถให้หลุดออกจากเส้นทางได้หากความเร็วที่ใช้ขับเข้าไปในโค้งสูงเกินไป สนามช้างอินเตอร์เซอร์กิตสร้างความรู้สึกแบบมอเตอร์สปอร์ตทุกครั้งที่ผมได้ขับที่นี่ เพียงแค่ไม่ไปเร็วเกินในโค้งความเร็วสูงที่ยั่วยวนให้นักแข่งกดคันเร่งอย่างต่อเนื่องจากสภาพแทร็กที่กว้างและปลอดภัยมากที่สุดในประเทศไทย 2 รอบสนามกับ Toyota Hilux REVO Prerunner Smart Cab 2.8G 2x4 เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำโดยเฉพาะการขับทดสอบรถกระบะเป็นครั้งแรกของสื่อมวลชนในสนามแข่งแห่งนี้ หลังจาก Mercedes Benz เคยพามาขับทดสอบรถภายในค่ายเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สำหรับ REVO Prerunner Smart Cab 2.8G 2x4 นอกจากจะขับได้ดีขึ้นกว่า Hilux รุ่นที่แล้ว ยังมีห้องโดยสารที่สวยงามน่านั่งน่าขับอีกด้วย จากอุปกรณ์พวกจอภาพพร้อมระบบนำทางด้วยดาวเทียม เบาะหุ้มผ้าลวดลายสปอร์ต กับแดชบอร์ดคอนโซลที่ทำออกมาให้มีรูปทรงที่เหมือนกับคอนโซลของรถเก๋งเพื่อยกระดับความน่าใช้งานและยั่วให้คนที่อยากออกรถกระบะคันใหม่ตัดสินใจได้เร็วขึ้นเมื่อได้มาลองนั่งลองขับ REVO รุ่นนี้

เช้าวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2558 รถ Toyota Hilux REVO เกือบ 30 คันทยอยออกเดินทางจากหน้าโรงแรมเทพนครในตัวเมืองบุรีรัมย์ เพื่อเดินทางกลับมายังกรุงเทพมหานคร เป็นการขับทดสอบในวันสุดท้ายบนไฮเวย์ข้ามจังหวัดบนระยะทาง 383 กิโลเมตรด้วยรถทดสอบ Toyota Hilux REVO Smart Cab 2.4G 2x4 ราคา 755,000 บาท เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 2GD-FTV ปริมาตรความจุ 2,393 ซีซี 150 แรงม้าหรือ 110 กิโลวัตต์ กับแรงบิดดุๆ ที่ 343 นิวตันเมตรในย่าน 1,400-2,800 รอบต่อนาที จากการบูสของเทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ เจ้า REVO รุ่นนี้จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดยิงตรงคอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น ขับเคลื่อน 2 ล้อหลังโดยมีเครื่องยนต์และเกียร์วางอยู่กลางแชสซีส์ใหม่ที่ถูกขยายขนาดความกว้าง ช่วงล่างหน้าอิสระปีกนกคู่ ส่วนด้านหลังเป็นแบบแหนบซ้อนโดยยืดทั้งระยะของแชสซีส์และแหนบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบรองรับด้านหลังให้เหมาะกับการใช้งานในลักษณะของการบรรทุก

เริ่มออกเดินทางโดยใช้การวิ่งแบบตัวใครตัวมันไม่วิ่งตามกันเป็นขบวนคาราวานอย่างที่เคยทำ จากอันตรายที่ต้องไล่ตามกันนับสิบๆ คัน และอาจเกิดอุบัติเหตุจากการวิ่งจี้ติดๆ กันมาแล้วต้องเบรก หรือไปรบกวนผู้ใช้ทางจากปริมาณของรถทดสอบที่ขนมาเยอะจนเต็มถนน ใน Toyota Hilux REVO Smart Cab 2.4G เครื่องยนต์คือจุดเด่นที่คอยสร้างสมรรถนะในการขับบนไฮเวย์ข้ามจังหวัด แรงม้าและแรงบิดดูๆ ไปแล้วอาจเป็นรองรุ่น 2.8 ลิตรดีเซลแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรจนถึงกับสร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด แรงบิด 343 นิวตันเมตร มากเกินพอเมื่อมาเสียบร่วมกับชุดส่งกำลังแบบ 5 สปีดแมนนวล เกียร์ธรรมดาแบบ 5 อัตราทดในโหมด Power มีแรงบิดที่ดีตั้งแต่เริ่มออกตัวจากสัญญาณไฟแดงไปจนถึงการเร่งความเร็วเพื่อแซงรถช้า ที่เกียร์ 5 ในโหมด Power ผมสามารถกดคันเร่งอย่างต่อเนื่องเพื่อไล่รถคันนำที่มีเครื่องยนต์โตกว่าได้อย่างสบาย แม้อุปกรณ์จะไม่ได้จัดมาเต็มแบบในรุ่นที่แพงกว่าแต่ Hilux REVO Smart Cab 2.4G ก็มีดีที่กำลังในรูปของแรงบิดที่มีให้อย่างเหลือกินเหลือใช้ไม่ต้องไปดิ้นรนมองหารถกระบะเครื่องโต 3.2 ลิตร ที่หนัก กินเชื้อเพลิงและปล่อยมลพิษมากกว่า

พวงมาลัยพาวเวอร์สายพานของ Hilux REVO Smart Cab 2.4G มีน้ำหนักที่ค่อนข้างเที่ยงตรงตั้งแต่ย่านความเร็วต่ำไปจนถึงความเร็วเดินทาง น้ำหนักที่คงที่ทำให้ในย่านความเร็วสูงรู้สึกว่าพวงมาลัยของมันเบาไปสักนิด แต่การควบคุมทิศทางก็ยังคงความแม่นยำอยู่บ้าง ความเร็วในบางช่วงบางตอนทะยานไปถึง 180 กิโลเมตร จากการลองลากรอบขึ้นไปเพื่อลองสมรรถนะของเครื่องยนต์เมื่อถูกผลักดันจนเกือบจะถึงขีดจำกัด การทรงตัวที่ย่านความเร็วสูงในรถกระบะนั้นเป็นรองรถเก๋งเห็นๆ และไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องขับให้เร็วขนาดนั้น ช่วงล่างและรูปแบบของตัวรถทำให้การใช้ความเร็วที่ถูกกฎหมายมีความปลอดภัยเป็นของแถม นอกจากจะปลอดภัยไม่เสียเงินเสียเวลาจากการโดนตำรวจทางหลวงตรวจจับเรื่องการใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแล้ว ความเร็วในระดับ 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงยังมีระยะเบรกที่ไม่สั้นเกินไป ส่วนพวงมาลัยในย่านความเร็วเดินทางที่ถูกกฎหมายแม้จะดูช้าเกินไปสำหรับบางคนแต่ก็สามารถควบคุมการเปลี่ยนทิศได้อย่างง่ายดายหากจะต้องหักหลบรถบรรทุกหรือรถจักรยานยนต์ชาวบ้านที่ใช้ทางร่วมกัน เมื่อมีสติและไม่บ้าพลังห้อมาเต็มเหยียด การใช้งานบนรถปิกอัพในประเทศไทยก็จะมีความปลอดภัยเพิ่มมากยิ่งขึ้น เป็นการลดขั้นตอนของความประมาท ไม่หลงไปกับกำลังที่มีให้ใช้ทันทีที่กดคันเร่งในโหมด Power แค่วิ่งเรื่อยๆ ไปตามกระแสธารของการจราจรไม่มุดซ้ายป่ายขวากดคันเร่งกันแบบไม่มียั้ง หากทำแบบนั้นบ่อยๆ เข้า สักวันคงได้ไปจบลงที่ข้างทาง โคนต้นไม้ บวกกับรถที่แล่นสวนมา หรือพุ่งลงไปในคลองส่งน้ำแบบที่เคยเห็นในข่าวกันทุกวี่ทุกวัน

Toyota Hilux REVO Smart Cab 2.4G 5 MT เป็นรถกระบะใช้งานราคา 755,000 บาท ซึ่งดูแล้วอาจแพงไปสำหรับบางคนที่ยังไม่ได้ลองขับ รูปลักษณ์ที่สดใหม่จากภายนอกจนไปถึงภายในนั้นมีการขับขี่ที่ดีขึ้นผิดหูผิดตาเมื่อเปรียบเทียบกับ Hilux VIGO รุ่นที่แล้ว กระจังหน้ายื่นๆ และไฟหน้าแบบใหม่คือแนวทางการออกแบบของค่ายสามห่วงซึ่งมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบรวมถึงคนที่เฉยๆ แชสซีส์ดีเพราะพัฒนามาจากรุ่นที่แล้วโดยนำเอาข้อบกพร่องมาปรับปรุงให้ดีขึ้น เครื่องยนต์ 2GD-FTV ความจุ 2,393 ซีซี กำลัง 150 แรงม้าหรือ 110 กิโลวัตต์ กับแรงบิด 343 นิวตันเมตร มากเกินพอสำหรับการใช้งานในทุกๆ พื้นที่ของไทยโดยเน้นไปที่การบรรทุกของ น้ำหนักตัว 1,765 กิโลกรัม มากเกินไปสักนิดแต่ก็แลกด้วยความแข็งแกร่งของโครงสร้างกับเครื่องตัวใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีพอตัว การวิ่งทางยาวเกือบ 400 กิโลเมตรด้วยการใช้คันเร่งอย่างต่อเนื่องไม่พบว่ากินเชื้อเพลิงดุเกินเหตุแต่อย่างใดทั้งสิ้น และออกจะมีความประหยัดอยู่พอสมควรแม้จะกดกระหน่ำไล่หวดกันมาตลอดทาง

เกียร์ 5 สปีดมีระยะคลัตช์ที่พอดิบพอดี ไม่ลึกมากเกินไป ระยะของการเข้าเกียร์สั้นกว่ารถรุ่นที่แล้วอย่างชัดเจน การยัดเกียร์ธรรมดาแบบ 5 สปีด เพื่อเปลี่ยนอัตราทดขึ้น-ลง ไม่ได้ขับนานๆ สำหรับเกียร์แบบนี้ก็ทำให้สนุกได้เหมือนกัน การทรงตัวในย่านความเร็วเดินทางอยู่ในเกณฑ์ดี และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขับเจ้า REVO ใหม่ให้เร็วแบบเจ้าพายุ เนื่องจากรูปแบบของตัวรถที่เป็นรถใช้งานมากกว่ารถซิ่งถึงแม้ย่านของแรงบิดและความบันเทิงจากการเปลี่ยนเกียร์เองจะคอยเย้ายวนให้ขับเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตำแหน่งท่านั่งขับที่จัดวางและออกแบบมาดีทำให้คุณขับมันได้ทั้งวันไม่ค่อยจะสะเทือนซางเหมือนกระบะยี่ห้ออื่น ช่วงล่างปรับมาใหม่หมดให้ทั้งความหนึบและความนุ่มนวลที่หาได้ยากในรถปิกอัพ อาการโคลงตัวเกิดขึ้นบ้างแต่ก็ยังน้อยกว่ารุ่นยกสูง Prerunner ซึ่งต้องระวังให้ดีเมื่อใช้ความเร็ว มันคือชาติพันธุ์ของ Hilux รุ่นล่าสุดที่ต้องลองไปขับดูเองถึงจะเข้าใจว่าช่วงล่างแน่นๆและงานประกอบห้องโดยสารที่เน้นความแข็งแรงกับความเงียบนั้นเป็นอย่างไร ลองไปวิ่งบนผิวทางที่ขรุขระดูเอาเองก็จะรู้ว่าช่วงล่างใหม่และงานประกอบตัวรถของ Toyota Hilux REVO นั้นเหนือกว่าคู่แข่งบางยี่ห้ออย่างเห็นได้ชัด ส่วนราคา 755,000 บาท แพงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของคุณเองว่าจะเลือกคบหาใช้งานกับรถกระบะยี่ห้อใด แต่สำหรับตลาดรถปิกอัพขณะนี้ก็ต้องยอมรับถึงความสดของ Toyota Hilux REVO ไปโดยปริยาย.

รุ่นและราคาของ Toyota New Hilux REVO

Toyota New Hilux REVO 2015 Standard Cab (ตอนเดียว)

รุ่น 2.8 J 4×4 ราคา 675,000 บาท
รุ่น 2.4 J Plus swb ช่วงสั้น 4×2 ราคา 585,000 บาท
รุ่น 2.8 J Plus 4×2 ราคา 605,000 บาท
รุ่น 2.7 J 4×2 ราคา 569,000 บาท
รุ่น 2.4 J 4×2 ราคา 569,000 บาท

Toyota New Hilux REVO Smart Cab (แค็บ 2 ประตู)
รุ่น 2.4 G 4×2 ราคา 755,000 บาท *คันทดสอบ
รุ่น 2.4 E 4×2 ราคา 709,000 บาท
รุ่น 2.4 JPlus 4×2 ราคา 679,000 บาท
รุ่น 2.7 J Plus 4×2 ราคา 679,000 บาท
รุ่น 2.4 J 4×2 ราคา 619,000 บาท

Toyota New Hilux REVO Smart Cab Prerunner ยกสูง
รุ่น 2.8G AT Navi 2×4 ราคา 865,000 บาท
รุ่น 2.4G Navi 2×4 ราคา 859,000 บาท
รุ่น 2.4E AT 2×4 ราคา 815,000 บาท
รุ่น 2.4G Navi2×4 ราคา 815,000 บาท
รุ่น 2.7E 2×4 ราคา 765,000 บาท
รุ่น 2.4E 2×4 ราคา 765,000 บาท
รุ่น 2.4J Plus ราคา 729,000 บาท
รุ่น 2.8G 4WD Navi 4×4 ราคา 899,000 บาท
รุ่น 2.4E 4WD 4×4 ราคา 799,000 บาท

Toyota New Hilux REVO Double Cab (แค็บ 4 ประตู)
รุ่น 2.4E 4×2 ราคา 795,000 บาท
รุ่น 2.7E 4×2 ราคา 795,000 บาท
รุ่น 2.4J Plus 4×2 ราคา 725,000 บาท

Toyota New Hilux REVO Double Cab Prerunner ยกสูง
รุ่น 2.8G AT Navi 2×4 ราคา 1,099,000 บาท
รุ่น 2.4G Plus AT Navi 2×4 ราคา 1,009,000 บาท
รุ่น 2.4G AT Navi 2×4 ราคา 969,000 บาท
รุ่น 2.4G Navi 2×4 ราคา 925,000 บาท
รุ่น 2.4E AT 2×4 ราคา 895,000 บาท
รุ่น 2.7E AT 2×4 ราคา 895,000 บาท
รุ่น 2.4E 2×4 ราคา 845,000 บาท
รุ่น 2.4J Plus 2×4 ราคา 809,000 บาท

Toyota New Hilux REVO Double Cab 4WD 4×4
รุ่น 2.8G 4WD AT Navi 4×4 ราคา 1,139,000 บาท
รุ่น 2.8G 4WD Navi 4×4 ราคา 1,069,000 บาท
รุ่น 2.4E 4WD 4×4 ราคา 899,000 บาท

อาคม รวมุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้