วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯขอเข้าใจรบ. ส่ง55อุยกูร์ไป'ตุรกี' เลขาสมช.บินดู109ชีวิตที่จีน

“บิ๊กตู่” เปิดใจปัญหา “อุยกูร์” ยังมีตกค้างอยู่ อีกกว่า 50 คน วอนขอให้เข้าใจรัฐบาล และไม่อยาก ให้ใครมากดดัน พร้อมเรียกร้องต่างชาติดูแลสถานทูตไทย ขณะที่ พม.ย้ำดูแลอย่างดี ตามหลักสิทธิมนุษยชน ด้านสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ออกแถลงการณ์ เห็นใจรัฐบาลไทยแต่ยังกังวลชาวอุยกูร์ 109 ชีวิตที่ส่งกลับไปจีน อาจไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยเรียกร้อง 4 ข้อ ให้รัฐบาลติดตามการดำเนินคดีในจีนอย่างใกล้ชิด อย่าส่งอุยกูร์ที่เหลือไปให้จีนอีก ใช้มิติทางจริยธรรมในการปฏิบัติต่อผู้แสวงหาที่พักพิงในประเทศไทย และชี้แจงเหตุผลที่ส่งตัวผู้ลี้ภัยให้จีน

หลังจากเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยอย่างหนัก กรณีส่งตัวชาวอุยกูร์ 109 คนให้ทางการจีน แม้ทางการจีนได้ชี้แจงว่าพบ 13 คนในจำนวนนี้ พัวพันกับกลุ่มก่อการร้าย ต่อมาเมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 13 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงปัญหาการถูกกดดันนานาชาติเนื่องจากการส่งชาวอุยกูร์ให้จีนว่า วันนี้ยังมีชาวอุยกูร์เหลืออยู่ในไทยอีกประมาณ 50 กว่าคน ตอนนี้ยังไม่มีเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งเราต้องดูแลไปก่อน ทั้งนี้ ต้องเข้าใจว่าการทำงานที่ผ่านมาเราพยายามทำอย่างดีที่สุด ขอให้เข้าใจรัฐบาล ไม่ได้ทำเพราะถูกใครกดดันทั้งสิ้น และตนก็ไม่อยากให้เราถูกดดันโดยใครทั้งสิ้น แต่หากจำเป็นต้องตัดสินใจก็ต้องตัดสินใจเพื่อประเทศไทย และเพื่อสิทธิมนุษยชน ดังนั้น ต้องดูอะไรคือหลักการที่ต้องทำ ทั้งนี้ ไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบใดๆกับใครทั้งสิ้น ใครจะว่าอะไร วันหน้าก็คงจะเข้าใจ ที่ผ่านมา เราเผชิญสถานการณ์อย่างนี้มาโดยตลอด เพราะเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลาง ต้องดูเรื่องกฎหมาย เรื่องความสำคัญระหว่างประเทศและเรื่องอะไรต่างๆด้วย และเราไม่ใช่ศัตรูกับใครทั้งสิ้น โดยจะเห็นได้ว่าเราดูแลทั้ง 2 ประเทศที่จะส่งไป ติดอยู่ตรงประเด็นที่ว่า ถ้ามีคดีอยู่ก็จะไม่เข้าเคสเรื่องการอพยพ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันที่ 15 ก.ค.นี้ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะเป็นผู้แทนเดินทางไปประเทศจีน เพื่อดูว่าทางการจีนดูแลชาวอุยกูร์ที่ไทยส่งกลับไปอย่างไร คงจะมีความก้าวหน้ากลับมา ทั้งนี้ เพื่อให้เขายืนยันในสิ่งที่ได้ประกาศและรับรองไว้กับรัฐบาลไทยว่าจะดูแลอย่างไรต่อผู้ที่มีคดีความหรือมีคดีน้อยหรือไม่มีคดีก็ปล่อยทั้งหมด หาที่อยู่ที่กินให้ แต่หากมีคดีก็อยู่ในขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ฉะนั้น อย่าพูดกันไปเกินเลยว่าจะถูกลงโทษ อย่างนั้นอย่างนี้ ถือเป็นเรื่องของรัฐบาลจีน ซึ่งเรื่องอย่างนี้มีตั้งแต่สมัยอพยพม้งลาวที่ จ.เพชรบูรณ์ หลังจากไปดูวันนี้ก็อยู่สงบเรียบร้อยดี เรื่องผู้อพยพหรือหลบหนีเข้ามาไทยเราต้องดู ประเทศเราจะแบกภาระได้ แค่ไหน และขั้นตอนการอพยพ กฎหมายว่าอย่างไร ต้องมองหลายประเด็น แต่ท้ายที่สุดไม่ต้องการให้ใครเดือดร้อน หรือถูกทำร้าย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งตัวกลับไปจีน เกิดจากความสมัครใจใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า เป็นความสมัครใจของผู้ที่จะส่งกลับ นั่นคือการส่งกลับผู้อพยพหรือผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบ วันนี้ยังมีผู้ลี้ภัยต่างชาติค้างอยู่อีก 140,000 คน คือบุคคลที่จะต้องส่งเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วก็ยังไปไหนไม่ได้ ต้องไปหาประเทศที่ยอมรับและก็ยังไม่มีประเทศไหนรับไป เท่ากับวันนี้มี 140,000 คน บวก 50 คน ซึ่งสถานที่รองรับก็เต็มไปหมดแล้ว ต้องเข้าใจว่าชาวอุยกูร์เข้ามาในประเทศไทยแบบผิดกฎหมาย หลบหนีเข้าเมือง ซึ่งเราดำเนินการตามขั้นตอน เคารพในสิทธิมนุษยชน ก็ช่วยลดความกดดันกันหน่อย เพราะทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ ตนพูดเสมอว่า ประเทศไทยทำหน้าที่เพื่อประเทศ ทำเพื่ออาเซียน และประชาคมโลก นั่นคือหน้าที่ต่อมนุษยชาติ จะทำด้วยความรู้สึกไม่ได้ ต้องใช้กฎหมายและหลักการที่มีอยู่

เมื่อถามว่า ชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับจีนมีคดีก่อการร้ายของจีนใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ทางการจีนมีคดีความแจ้งมา มีความผิดต้องสงสัยตรงนั้น ตรงนี้ไม่ใช่ก่อการร้ายอะไร เมื่อเขาเข้ามาไทย คนเหล่านี้ก็ต้องถูกควบคุมตัวในฐานะผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ต้องอยู่ในสถานที่ควบคุม ระหว่างนั้นก็ดำเนินการฟ้องศาลตามกระบวน การยุติธรรม โดยทั้งทางการจีนและตุรกีขอให้เราส่งตัวกลับไปทั้งคู่ ฉะนั้นก็ต้องดูเรื่องพื้นฐานสัญชาติ เกิดที่ไหน มีความผิดหรือไม่ ถ้าไม่มีความผิดก็ส่งไปตุรกี ซึ่งส่งไปก่อนหน้านี้แล้ว และส่งไปเยอะกว่าที่ส่งไปจีน แสดงให้เห็นความจริงใจของเรา ซึ่งไม่ได้รังเกียจใคร แต่ก็ต้องเคารพกติกาคนอื่นเขาบ้าง
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันนี้เราต้องดูแลสถานทูตทุกประเทศในประเทศไทยด้วย ดังนั้น ฝากทุกประเทศต้องดูแลสถานที่ของไทยด้วย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและต้องขอบคุณทางตุรกี ญี่ปุ่น เยอรมนี ที่ดูแลสถานทูตไทยอย่างดี ต้องแยกแยะให้ออกอะไรคือประเด็นความขัดแย้ง อะไรคือประเด็นความไม่เข้าใจ แต่สิ่งสำคัญทุกประเทศต้องดูแลคนที่ไปอาศัยอยู่ในประเทศนั้น รวมถึงเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ เหมือนเราดูแลทุกสถานทูตในประเทศไทยในวันนี้

ด้าน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลอุยกูร์ที่ยังอยู่ในไทยว่า ที่ผ่านมาบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสงขลาดูแลผู้หญิงและเด็กชาวอุยกูร์อย่างดี ยืนยันว่าดำเนินการตามมาตรฐาน ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ เช่นเดียวกับ นายวิเชียร ชวลิต ปลัด พม.ก็ยืนยันว่าที่ผ่านมา บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสงขลาได้คัดแยกผู้หญิงและเด็กชาวอุยกูร์เข้ามาดูแลจำนวน 55 คน ซึ่งดูแลตามหลักสิทธิมนุษยชน ทั้งด้านที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ยารักษาโรค การจัดพื้นที่ให้ละหมาด รวมถึงการจัดกิจกรรมให้ทำเพื่อคลายความเครียด และทั้งหมดที่อยู่ในความดูแลที่บ้านพักเด็กฯ สงขลาขณะนี้ได้รับการประสานส่งตัวกลับไปที่ตุรกีหมดแล้ว

กระนั้น ในวันเดียวกัน สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง กรณีการส่งตัวผู้แสวงหาที่พักพิงชาวอุยกูร์ของรัฐบาลไทย ความว่า สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฯ ตระหนักดีถึงท่าทีอันระมัดระวังของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาผู้แสวงหาที่พักพิงกลุ่มนี้ เพราะเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและรัฐบาลต้องเผชิญกับแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศ ทางสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฯ เห็นด้วยอย่างยิ่งและรู้สึกขอบคุณรัฐบาลในการตัดสินใจส่งผู้แสวงหาที่พักพิงชุดแรกจำนวน 172 คน ไปยังประเทศตุรกีตามคำร้องขอของบุคคลกลุ่มนี้ แต่ก็ยังมีความกังวลใจและห่วงใยอย่างยิ่งที่รัฐบาลได้ตัดสินใจส่งผู้แสวงหาที่พักพิงจำนวน 109 คน กลับไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากรัฐบาลจีนมีทัศนคติอย่างชัดแจ้งแล้วว่าบุคคลกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย ซึ่งอาจทำให้บุคคลกลุ่มนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดี

ในแถลงการณ์ยังระบุอีกว่า การกระทำดังกล่าวยังขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือลงโทษอื่นที่โหดร้าย โดยเฉพาะในหลักการไม่ผลักดันกลับไปสู่ความไม่ปลอดภัย ทั้งนี้ชาวมุสลิมในประเทศไทย รู้สึกตกใจและเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่การตัดสินใจดังกล่าว ได้กระทำขึ้นในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ อันเป็นเดือนที่ชาวมุสลิมทั่วโลกต้องแสดงจำนงเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเมตตา และการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งปวงตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฯ โดยการสนับสนุนช่วยเหลือจากพี่น้องมุสลิมและประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการแพทย์แก่ชาวมุสลิมกลุ่มนี้เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระรัฐบาล พร้อมกันนี้ได้เสนอข้อเรียงร้อง 4 ข้อต่อรัฐบาลไทย คือ 1.ให้รัฐบาลไทยติดตามการดำเนินคดีของรัฐบาลจีนอย่างใกล้ชิด 2.ระงับการส่งตัวชาวอุยกูร์ที่เหลือในไทยไปให้รัฐบาลจีน 3.ขอให้รัฐบาลไทยมองความมั่นคงในมิติทางจริยธรรมในการปฏิบัติต่อผู้แสวงหาที่พักพิงในประเทศไทยด้วย เพราะจริยธรรมคือ ปัจจัยที่จะทำให้เกิดความมั่นคงในชาติอย่างยั่งยืน ขณะที่ความไร้จริยธรรมของคนในชาติก็เป็นสิ่งที่บั่นทอนความมั่นคงอย่างร้ายแรง และ 4.เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและการธำมรงค์ความสัมพันธ์อันดีกับโลกมุสลิม รัฐบาลควรชี้แจงเหตุผลและทำความเข้าใจในการส่งตัวผู้ลี้ภัยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ พร้อมกันนี้ทางสภาเครือข่ายช่วยเหลือมนุษยธรรมฯ ขอเชิญชวนให้มุสลิมในประเทศไทยร่วมกันขอพรให้ผู้ที่ถูกอธรรมได้รับความเป็นธรรม และขอให้รัฐบาลไทยได้ฝ่าวิกฤติอันยุ่งยากในครั้งนี้ไปได้ด้วยความสถาพร

ทั้งนี้ นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล รองเลขานุการจุฬาราชมนตรี กล่าวว่า การที่สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ออกแถลงการณ์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศช่วยตรวจสอบ และคำนึงว่าผู้แสวงหาที่พักพิงชาวอุยกูร์ที่เหลือไม่ควรส่งไปยังประเทศจีน เนื่องจากจีนมีท่าทีที่ชัดเจนว่าจะเชื่อมโยงไปเรื่องการก่อการร้ายทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม เราก็เข้าใจรัฐบาลในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การที่จะไปประณามอะไรที่รุนแรงก็ใช่ที่ แต่ควรที่จะเห็นอกเห็นใจกันมากกว่า

ต่อมาเมื่อเวลา 20.30 น. สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอังการา ประเทศตุรกี ได้เผยแพร่ประกาศผ่านทางเว็บไซต์ และเฟซบุ๊กของสถานทูตฯ ชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดที่ประเทศตุรกี โดยระบุว่าตามที่ได้เกิดเหตุการณ์บุคคลบางกลุ่มในตุรกีพยายามทำร้ายนักท่องเที่ยวเกาหลี โดยเข้าใจผิดว่าเป็นนักท่องเที่ยวจีน อันสืบเนื่องจากกระแสข่าวว่าจีนจำกัดเสรีภาพชาวอุยกูร์ในการประกอบศาสนกิจในช่วงถือศีลอด และต่อมามีการแสดงความไม่พอใจไทยในเหตุการณ์บุกรุกสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ที่นครอิสตันบูล จากกรณีที่ไทยส่งอุยกูร์กลับไปยังจีน และจากเหตุการณ์ทั้งสอง สถานเอกอัครราชทูตฯได้ออกประกาศแนะนำให้คนไทยที่อาศัยในตุรกี และที่เดินทางไปท่องเที่ยว หรือประกอบภารกิจใดๆ ให้เพิ่มความระแวดระวังในการใช้ชีวิตในตุรกีในระยะสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น
ขอเรียนว่า ขณะนี้กระแสความไม่พอใจดังกล่าวยังคงมีอยู่ จึงขอแนะนำให้คนไทยยังคงระดับการระแวดระวังต่างๆต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่มีผู้สอบถามว่ามาจากประเทศใด ซึ่งเป็นคำถามที่คนตุรกีมักชอบถามเพื่อการสนทนา หรือการชักจูงให้ซื้อสิ่งของ ขอให้หลีกเลี่ยงการตอบคำถามดังกล่าวในช่วงนี้ แต่ทั้งนี้ก็สามารถดำเนินชีวิตเป็นปกติต่อไปและไม่ควรตื่นตระหนกใดๆ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีชาวตุรกีจำนวนมากที่ติดต่อไปยังสถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อแสดงความเห็นใจและเสียใจต่อกรณีที่เพื่อนร่วมชาติบางกลุ่มได้บุกรุกเข้าไปยังสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยในนครอิสตันบูล เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา

“บิ๊กตู่” เปิดใจปัญหา “อุยกูร์” ยังมีตกค้างอยู่ อีกกว่า 50 คน วอนขอให้เข้าใจรัฐบาล และไม่อยาก ให้ใครมากดดัน พร้อมเรียกร้องต่างชาติดูแลสถานทูตไทย ขณะที่ พม.ย้ำดูแลอย่างดี ตามหลักสิทธิมนุษยชน 14 ก.ค. 2558 05:38 14 ก.ค. 2558 05:38 ไทยรัฐ