วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไฟต์บังคับเริ่มโยนหินถี่

พัฒนาการกลายเป็นปมตึงเครียดระดับโลกไปแล้ว

ตามปรากฏการณ์ที่สหรัฐอเมริกาประณามไทยผ่านกระทรวงการต่างประเทศไร้มนุษยธรรมฐานส่งชาวอุยกูร์ให้รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ล่าสุดจีนแผ่นดินใหญ่แถลงตำหนิสหรัฐฯ ที่ประณามไทย มีพฤติกรรมอยู่เบื้องหลังปกป้องขบวนการก่อการร้ายชาวอุยกูร์

ไทยยืนอยู่กลาง “เขาควาย” แหลมๆ ของมหาอำนาจ

โดยสภาพหนีไม่ออก มีแต่เจ็บตัวจะสาหัสมากหรือสาหัสน้อยแค่นั้น

แน่นอนในมุมแบบไทยๆ ที่แอบเอาใจช่วยรัฐบาลทหาร คสช.ก็มองแบบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ รัฐบาลจีนจะดำเนินการอย่างไรกับชาว “อุยกูร์” ก็เป็นเรื่องรัฐบาลจีนกับพลเมืองของเค้า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา

แต่ถ้ามองด้วยอารมณ์หมั่นไส้รัฐบาลท็อปบูต ก็อิงกระแสนานาชาติ โหนกระแสโลกสากลที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม
ประณามรัฐบาลทหารใจดำ ส่งคนอุยกูร์กลับไปให้โดนเชือด

นั่นไม่เท่ากับว่า โดยจังหวะมันดันโยงความตามท้องเรื่องก่อนหน้าที่แกนนำรัฐบาล คสช.เดินทางไปเจรจาความเมืองกับรัฐบาลปักกิ่ง ก่อนที่กองทัพเรือจะชงโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำมูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท

ตามทางข่าวของ “หน่วยข่าวไม่ได้กรอง” มีการคาดว่าน่าจะเป็น “ออปชัน” พิเศษในการเปิดทางให้ทางการจีนส่งเครื่องบินพร้อมหน่วยคอมมานโดมารับชาวอุยกูร์ถึงท่าอากาศยานทหาร บน.6 ดอนเมือง

แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใด ปมอุยกูร์คือไฟร้อนที่ลวกมือรัฐบาล คสช.เต็มๆ

เป็น “ไฟร้อน” ที่มาซ้ำ “น้ำแล้ง”

โดยสถานการณ์วิกฤติภัยแล้งขั้นรุนแรงที่ลามจ่อชานเมืองกรุง ล่าสุดการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดปทุมธานีขาดน้ำดิบผลิตน้ำประปาจ่ายให้ประชาชน ต้องขนน้ำบาดาลแจกแล้ว เร้าด้วยคำเตือนจากกูรูน้ำ ให้คนกรุงเทพฯ เตรียมภาชนะกักตุนไว้รับสถานการณ์น้ำขาดแคลนที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอนในไม่ช้า

นอกประเทศก็เหนื่อย ในประเทศก็หนัก ถ้าเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งคงกระอัก

แต่สำหรับรัฐบาลทหารนี่คือโจทย์ยาก หากจะ “ลากยาว” อำนาจพิเศษต่อไป

ที่แน่ๆ ตามเงื่อนสถานการณ์มันก็ช่วยเพิ่มน้ำหนัก กับมุก “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่ถูกจุดพลุอีกรอบโดยสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บางกลุ่ม จ่อชงให้เขียนล็อกไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญใหม่

ตามข้อเสนอให้ 2 พรรคใหญ่จับมือกันจัดตั้งรัฐบาล เพื่อประคองสถานการณ์ให้ผ่านวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองไปอีกระยะ ก่อนจะมีการเลือกตั้งอย่างสมบูรณ์ตามกติกาประชาธิปไตย

สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับกระแส “ครม.เฉพาะกิจ” ที่มีการเสนอให้ดึงตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ตัวแทนกลุ่ม กปปส.และแกนนำเสื้อแดง นปช.เข้ามาร่วมรัฐบาล

ช่วยท็อปบูตบริหารประเทศผ่านวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังดิ่งเหว

สรุปต้องดึงคู่ขัดแย้งมาทำงานด้วยกันเพื่อขจัดปมแบ่งข้างแบ่งฝ่าย

แน่นอนว่ากันตามปรากฏการณ์ของหินที่ถูกโยนออกมาถามทางถี่ขึ้นทุกขณะ ไม่ว่ารัฐบาลแห่งชาติ หรือ ครม.เฉพาะกิจ จะมีความเป็นไป
ได้มากน้อยแค่ไหน

แต่ยืนยันได้ว่า แนวคิดดังกล่าวมีอยู่จริง

และกำลังยกระดับความเป็นจริงเป็นจังขึ้นทุกขณะ ตามเงื่อนสถานการณ์บังคับ

แม้จะดูงงๆ กับชื่อของ “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนกลาง

มันยังก้ำกึ่ง อาจคาบเกี่ยวปมวัดใจการแต่งตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่

ระหว่าง “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วย ผบ.ทบ.น้องรัก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมกับ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ.น้องในไส้ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช.

เรื่องของเรื่อง ถ้าจะมีรัฐบาลปรองดองจริง นายกรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติครบเครื่อง เป็นผู้มากคอนเน็กชั่นประสานการเมืองได้ทุกขั้วทุกค่าย เหนืออื่นใดต้องมีบารมีคุมกองทัพได้

ซึ่งชื่อเดียวที่มีคุณสมบัติครบคือ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เท่านั้น

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ก่อนจะไปถึงรัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลทหาร คสช.ต้องประคองสถานการณ์เฉพาะหน้า ตามจังหวะหลังร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเสร็จสิ้นกระบวนการ มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่

การปรับ ครม.ต้องเกิดขึ้นทันทีทันใด เพื่อดึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มือเศรษฐกิจของ คสช.เข้ามาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และอาจจะพ่วงมาในคิวเดียวกันเลยกับชื่อของนายพินิจ จารุสมบัติ ที่จะถือตั๋วโควตาบ้านสี่เสาฯ เข้ามาขับเคลื่อนงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นำร่องมือบริหารอาชีพทางการเมืองมาใช้งานก่อน.

ทีมข่าวการเมือง

14 ก.ค. 2558 00:48 14 ก.ค. 2558 00:48 ไทยรัฐ