วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"จิ๊กซอว์" ...สู่ความสำเร็จ! ยกย่องวิสัยทัศน์ "กำพล วัชรพล" ตั้งร.ร.ไทยรัฐวิทยาบุกเบิกปฏิรูปการศึกษา

"จิ๊กซอว์" ...สู่ความสำเร็จ! ยกย่องวิสัยทัศน์ "กำพล วัชรพล" ตั้งร.ร.ไทยรัฐวิทยาบุกเบิกปฏิรูปการศึกษา

  • Share:

จากงานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ ประจำปี 2558 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ไทยรัฐวิทยา กับการปฏิรูปการศึกษา” ซึ่ง “ทีมการศึกษา” เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา จึงขอนำบางช่วงบางตอนของการปาฐกถามาเผยแพร่ต่อสาธารณชน

แนะครูสอนเด็ก “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”

“...ปกติคนเราเมื่อเวลาที่อยู่ในสังคมหรือสิ่งแวดล้อมใดก็มักยึดเอาสังคมในขณะนั้นมาเป็นมาตรฐาน และเอามาตรฐานนั้นไปเที่ยวชี้ถูกชี้ผิดเหตุการณ์ในยุคอื่น สมัยอื่นๆ บางทีก็สังคมอื่น ความยุ่งยากในสังคมเวลานี้น่าจะมีส่วนมาจากความรู้สึกหรือทัศนคติอย่างนี้ ฉะนั้นจะเห็นว่าเมื่อคนอ่านประวัติศาสตร์ในอดีตก็มักจะชี้ถูกผิดว่าสมัยนั้นไม่น่าจะทำอย่างนั้น น่าจะทำอย่างนี้ นั่นคือนำเกณฑ์มาตรฐานของตนในปัจจุบันเข้าไปวัด ซึ่งไม่เป็นธรรมแล้วก็ทำให้เกิดความแตกแยกเสียหาย นี่เป็นบทเรียนเริ่มต้นที่คนเป็นครูบาอาจารย์ต้องสอนลูกศิษย์ให้เข้าใจว่า คำว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” หรือคำว่า “คิดให้ตรงยุคตรงสมัยนั้น” หมายความว่าอย่างไร เขาจะคิดอย่างไร ทำอย่างไรก็ยุคเขาสมัยเขา เราควรยกประโยชน์ให้ แต่ถ้าคนในสมัยนั้นสามารถคิดอะไรล้ำสมัยนำหน้าไปอีก 50 ปี จนกระทั่งเข้ามาถึงจุดที่คนในยุคนี้คิดอยู่ ตรงนี้เป็นความวิเศษที่เรียกว่า “วิสัยทัศน์” หรือ “คิดการณ์ไกล”

ยกย่อง “กำพล วัชรพล” วิสัยทัศน์แยบคาย

...ย้อนไป 46 ปี ในปี 2512 เราคุ้นกับการที่ใครสักคนมีเงินทอง แล้วหยิบยื่นเงินให้ใครบางคน เช่น ให้ทุนการศึกษานาย ก นาย ข เรียกว่า “ทาน” คือการให้แบบเจาะจงตัว แต่ถ้าให้โดยไม่เจาะจงผู้รับ เรียกว่า “บริจาค” อย่างมากก็รู้จักอีกคำคือ “สังคมสงเคราะห์” ซึ่งก็เหมือนการบริจาคเป็นการให้เพื่อเจตนาช่วยเหลือสังคม ต่อมาเมื่อ 10 ปีก็มีคำใหม่คือ “ประชานิยม” อยู่ในตระกูลเดียวกับทาน บริจาค สังคมสงเคราะห์ แต่ประชานิยมหวังสิ่งตอบแทน เริ่มต้นจากสิ่งที่ให้ไม่ใช่ของตัวแต่เอาของคนอื่นมาให้ เมื่อให้แล้วก็หวังผลตอบแทนว่าอย่างน้อยก็ช่วยเลือกหน่อย มาวันนี้ประเทศเรามีคำใหม่คือ “คืนกำไรให้สังคม” ซึ่งเมื่อ 46 ปีที่แล้วไม่มีใครพูด

แต่ผมกำลังจะเรียนว่า ในปี 2512 คุณกำพล วัชรพล พูดคำนี้ อาจจะไม่ได้พูดเป๊ะว่าคืนกำไรให้กับสังคม แต่ดูจากประวัติสิ่งที่คุณกำพลคิดและทำเมื่อ 46 ปีที่แล้ว “นสพ.ไทยรัฐ ได้มาจากสังคมพอสมควรแล้ว ก็ต้องแบ่งปันคืนให้กับสังคมบ้าง” ถ้าคุณกำพลคิดง่ายๆไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากก็ให้ทาน บริจาค หรือสังคมสงเคราะห์ก็จบ หรือจะทำประชานิยมก็ได้ คือ แจกเงินให้ทุนแล้วช่วยซื้อไทยรัฐ แต่คุณกำพลได้ทำสิ่งที่เรียกว่าคืนกำไรให้แก่สังคม คือเอาส่วนที่เป็นกำไรที่ควรจะเป็นของท่าน เป็นโบนัสพนักงาน นำมาคืนกำไรให้กับสังคม แล้ววิธีกลับคืนที่ผมชมว่า “แยบคาย” คือการตั้ง ร.ร.ไทยรัฐวิทยาแห่งแรกขึ้น ที่ จ.ลพบุรี ในปี 2512 และถ้าคุณกำพลจะตั้งเพียงแห่งเดียวแล้วจบก็ไม่มีใครว่าท่าน แต่สิ่งที่ต้องยกย่องคือ จากนั้นยังมี ร.ร.ไทยรัฐวิทยาตามมาอีกเป็นจำนวนมาก รวมเบ็ดเสร็จ 101 โรง ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึง “วิสัยทัศน์” ของคุณกำพล วัชรพล

ชื่นชมบุกเบิกปฏิรูปยิ่งกว่า “คืนกำไรสังคม”

...ผมชื่นชมไม่ใช่เพราะตั้ง ร.ร. 1 แห่งที่ จ.ลพบุรี แต่ได้สร้างต่อเนื่องตลอดจนบัดนี้ 101 โรง แล้วถ้าตั้ง ร.ร. แล้วยกให้กระทรวงศึกษาธิการก็คงไม่มีอะไรมากกว่าสังคมสงเคราะห์ หรือคืนกำไรให้สังคมธรรมดา แต่เมื่อยกให้ ศธ.เพื่อเป็น ร.ร.รัฐบาล มูลนิธิไทยรัฐก็เข้าไปโอบอุ้มอุปถัมภ์ค้ำจุน ช่วยจัดระบบ ฟังแล้วน่าปลื้ม เพราะถ้าปล่อยให้จัดกันเองไม่ได้หรอกครับต้องอาศัยผู้มีความรู้ ความสามารถ มีสติปัญญา ทรัพยากร มีพละกำลังจากภายนอกเข้าไปช่วย กระบวนการเหล่านี้ทั้งหมดเลยไปจากคำว่า คืนกำไรให้สังคม แต่เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่คนเมื่อ 46 ปีที่แล้วไม่น่าจะคิดได้ วันนี้เราเรียกกระบวนการนี้ว่าปฏิรูปการศึกษา เพราะเวลาพูดถึงปฏิรูปการศึกษา ต้องทำจัดการตั้งแต่ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารส่วนราชการ ปลัดกระทรวง จนถึงรัฐมนตรี เช่น อย่าเปลี่ยนบ่อยนัก แล้วก็ยังต้องจัดการไปถึงการขยายโอกาสทางการศึกษา หลักสูตร ตำรา สื่อการสอน ถึงจะเป็นองค์ประกอบของคำว่าปฏิรูปการศึกษา การจัดการที่มากขนาดนี้ก็ไม่มีใครคิดอยากทำ แต่เป็นสิ่งจำเป็นสุดยอด เพราะทุกอย่างมีพื้นฐานมาจากการศึกษาทั้งนั้น ป่วยการที่จะพูดการปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปสื่อ ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปกฎหมาย ถ้าหากการศึกษาคนยังเป็นอย่างที่เคยเป็น คนยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แยกแยะถูกผิดไม่ได้ ไม่รู้จักคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยมที่ดี ในที่สุดก็เพราะด้อยการศึกษาทุกอย่างจะด้อยไปหมด จะคิดอะไรที่วิตถารพิสดารไปหมด แล้วจะไปทำอย่างอื่นได้อย่างไร ใครที่คิดปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นความจำเป็นพื้นฐาน

ชี้ปฏิรูปต้องเปลี่ยน “กระบวนทัศน์”

...วันนี้เราพูดกันถึงเรื่องการปฏิรูป เพราะรู้ว่าจะอยู่อย่างที่เราอยู่ไม่ได้ การปฏิรูปคือการเปลี่ยนตั้งแต่วิธีคิด เปลี่ยนโจทย์ เปลี่ยนคำตอบ เปลี่ยนหนทาง ทั้งหมดรวมกัน เรียกว่าเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ซึ่งมีทั้งวิธีคิด วิธีทำ วิธีคาดการณ์ และคิดกระทั่งว่าเกิดผลอะไรขึ้น และเราจะป้องกันผลเสียอย่างไร จะขยายผลได้อย่างไร จะต่อยอดได้อย่างไร นี่เรียกว่ากระบวนทัศน์ เราต้องใช้กระบวนทัศน์มาใช้ในการปฏิรูป เริ่มต้นจากโจทย์ ความตั้งใจของผู้ก่อตั้งมูลนิธิไทยรัฐในอดีต และปัจจุบันก็ยังรักษาอยู่ได้ คือ ขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับคน และทำอย่างไรให้คนมีความรู้ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญ ถ้าตั้งโจทย์ได้แล้ว จากนั้นก็ต้องหาคำตอบ การศึกษาเป็นคำตอบ การปฏิรูปอะไรก็ตามต้องทำ 3 อย่าง 1.การปฏิรูปโครงสร้างหรือจัดระเบียบองค์กร เมื่อเทียบกับการศึกษาการจัดระเบียบบ้านก็เหมือนการจัดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ จัดระเบียบองค์กรหลัก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 2.ปฏิรูปคุณภาพการทำงาน วิธีทำงาน ประสิทธิภาพในการให้บริการ ถ้าพูดเรื่องบ้านก็คือปฏิรูปนิสัยคนในบ้าน จัดระเบียบคนในบ้านให้มีระเบียบวินัย จัดบ้านให้เรียบร้อย เปรียบกับกระทรวงศึกษาฯก็คือ ทำอย่างไรให้ครูสอนได้ดี นักเรียนได้รับสิ่งที่ครูสอนไปเต็มหน่วย นักเรียนมีความรู้คู่คุณธรรม มีค่านิยมที่ดี จัดระเบียบตำรา หลักสูตร ให้มีคุณภาพ และ 3.ปฏิรูปการนำผลที่ได้ไปต่อยอดให้ประโยชน์ ทั้ง 3 อย่างเรียกว่าปฏิรูป ถ้าทำได้ครบก็สำเร็จ

ย้ำเร่งคุณภาพและต่อยอดขยายผล

...แต่ความยุ่งยากของทั้ง 3 ข้ออยู่ที่ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง การปฏิรูปประเทศไทยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเราไปชุลมุนกับการจัดบ้านมากเกินไป คือยุ่งกับโครงสร้างจนเกิดกระทรวง 20 กระทรวง 148 กรม 50 รัฐวิสาหกิจ 40 องค์การมหาชน แล้วเราก็พอใจว่าแช่อัตรากำลังข้าราชการพลเรือนไว้ได้ไม่ให้มากกว่า 4 แสน ซึ่งยังไม่รวม ครู ทหาร ตำรวจ แต่ยังไม่ลงไปถึงคุณภาพของงาน และผลสัมฤทธิ์ที่ได้ไปขยายผล วันนี้เรากำลังทำเรื่องปฏิรูปอีกครั้ง โดยเฉพาะปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็น 1 ใน 11 หัวข้อที่ต้องปฏิรูป แต่เริ่มต้นก็มีข้อเสนอส่งมาว่าจะตั้งกระทรวงอุดมฯ และปรับปรุง 5 แท่ง ยุบรวมให้ปลัด ศธ.มีอำนาจในการบูรณาการ เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาแล้วเห็นว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วเราปฏิรูปโครงสร้างไปแล้วครั้งหนึ่ง จะดีเลว ถูกผิดก็ทำมาแล้ว วันนี้ถ้าหยิบโครงสร้างมาทำเป็นเรื่องแรกอีก ในที่สุดก็จะมี รมต.เพิ่มขึ้น ปลัดกระทรวงเพิ่มขึ้น เพราะกระทรวงเพิ่มขึ้น แล้วเมื่อไรจะถึงประชาชนจะถึงเรื่องคุณภาพ ท่านนายกฯจึงให้เก็บไว้ก่อน ระยะนี้เอาเรื่องการปรับปรุงคุณภาพครู ทำอย่างไรให้ครูเก่ง เด็กมีคุณธรรม ตำรามีคุณภาพ ใช้สื่อคุณภาพทันสมัย เด็กไม่เสียเงินทองกวดวิชา ให้ปฏิรูปตรงนี้เสียก่อน ถ้าติดขัดตรงไหนค่อยมาปรับโครงสร้าง ฉะนั้นการปฏิรูปการศึกษาที่จะต้องทำต่อไป ต้องเน้นเรื่องคุณภาพ ครู นักเรียน โรงเรียน ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารหน่วยงานที่ดูแลการศึกษา ซึ่งอีกไม่ช้าต้องมีการจัดระเบียบใหม่ ปฏิรูปตำรา ปฏิรูปหลักสูตร สื่อการสอน และขยายโอกาสแก่คนด้อยโอกาส ยากจน คนพิการ

ปลื้ม “ไทยรัฐวิทยา” จิ๊กซอว์ปฏิรูป

...ถ้าดูตามที่ว่ามาทั้งหมด ต้องตอบว่า ร.ร.ไทยรัฐวิทยา มีส่วนบุกเบิกเข้ามาอยู่ในโรดแม็ปการปฏิรูปการศึกษา ตั้งแต่เมื่อ 46 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังมีการสอนวิชาสื่อสารมวลชนแก่เด็กประถม สอนให้รู้จักวิธีเขียนข่าว ทำข่าว เสพข่าว รู้เท่าทันข่าว ข่าวใดควรเชื่อไม่ควรเชื่อ ตรงนี้วิเศษมาก เพราะได้ทั้งวิจารณญาณ ทัศนคติ วิชา ความรู้ เหล่านี้เป็นจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆใน ร.ร.ไทยรัฐวิทยาในโรดแม็ปของคำว่า “ปฏิรูปการศึกษา” ถ้าหากขยายผลไปยัง ร.ร.อื่นๆได้ก็เหมือนดอกไม้ร้อยดอกบานพร้อมกัน ผมนั่งฟังและคิดว่าทำอย่างไรให้โรงเรียนอื่นที่ไม่ใช่ไทยรัฐวิทยา 101 โรง มีโอกาสบ้าง อดคิดเล่นๆไม่ได้ว่าสมัยนี้นิยมเรื่องการแลกเปลี่ยนเด็กนักเรียน วันนี้เด็กนักเรียน ร.ร.ไทยรัฐวิทยา ซึ่งครั้งหนึ่งคือเด็กด้อยโอกาสกลายเป็นเด็กที่เริ่มมีโอกาส ในขณะที่ ร.ร.อื่นเด็กอาจยังไม่มีโอกาส ทำอย่างไรให้ ร.ร.ใกล้ๆมาแลกเปลี่ยนเทกคอร์สสัก 1-2 วิชา และที่ต้องนำใส่ใน ร.ร.ไทยรัฐวิทยาเพื่อให้เต็มรูปแบบปฏิรูปการศึกษา อาทิ อาเซียน ภาษาต่างประเทศ และที่อยากฝากไว้คือ รัฐบาลมีนโยบายเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ 10 จังหวัด ทำอย่างไรให้เด็ก ร.ร.ไทยรัฐวิทยาทำกิจกรรมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ตนเอง แล้วก็เอาเขตเศรษฐกิจพิเศษจับคู่กับอาเซียน จะทำให้เกิดโอกาสแก่ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และโอกาสในการเรียนรู้ตักตวงประโยชน์อีกเยอะ

สะกิดผู้บริหารต้องบูรณาการทุกด้าน

...สุดท้ายผมฝากท่านผู้บริหาร ร.ร.ไทยรัฐวิทยา ท่านเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐปกครองบังคับบัญชา เวลาที่พูดเรื่องปฏิรูปการศึกษาก็เป็นภาระที่หนักอึ้งที่ต้องหาทางทำให้สำเร็จ แต่ขอให้ท่านเข้าใจด้วยว่าการปฏิรูปทุกอย่างต้องเชื่อมโยงกัน เวลาทำเรื่องปฏิรูปการศึกษาก็ต้องชำเลืองเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปกีฬา ปฏิรูประบบคุณธรรม ปฏิรูปการปกครอง ปฏิรูปท้องถิ่น มีเรื่องต้องปฏิรูปเยอะแยะ ท่านต้องคิดแบบบูรณาการ อย่าคิดว่าจะเอาแต่เรื่องการศึกษา ผมเคยได้รับการร้องเรียน ผู้อำนวยการ ครูใหญ่ อธิการบดี ที่ประกาศไป 100 กว่าชื่อ หรือติดคุกติดตะราง เพราะไปหมกมุ่นทำอยู่เรื่องเดียวในสายงานของตนแล้วพลาด เพราะไม่รู้กฎหมาย การปกครอง ไม่รู้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างทำอย่างไร ที่เล่าเรื่องนี้เพื่อฝากว่า เราจะทำเรื่องการศึกษาถูกและดีอยู่ แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติของการเมือง การปกครอง และกระแสการปฏิรูปอื่นๆที่ต้องดึงเข้ามาเกื้อกูลกัน ไม่ใช่ดุ่ยๆเฉพาะการศึกษาโดยลำพังจะสำเร็จได้ยาก ต่อให้การศึกษาขยับไปถึงที่สุดดีอย่างไร ก็อาจดีได้ยาก ที่พูดอย่างนี้เพราะ ทุกอย่างคือจิ๊กซอว์ที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ผมขอฝากอีกเรื่อง ร.ร.ไทยรัฐวิทยาถือเป็นโมเดล จึงอยากให้เปิดโชว์รูมให้ ร.ร.อื่นสามารถมาดูแบบอย่างแล้วกลับไปทำเองได้บ้าง”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้