วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตั้งแผนก Digital Marketing

ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตั้งแผนก Digital Marketing

โดย Nuttaputch
16 ก.ค. 2558 05:30 น.
  • Share:

แม้ว่าส่วนตัวผมแล้วจะทำงานอยู่ในสายงานการตลาดดิจิทัลและดูเหมือนว่าทุกวันนี้อุตสาหกรรมนี้เองก็กำลังขับเคลื่อนไปเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปีจนกลายเป็นหนึ่งในสายงานที่หลายๆ คนให้ความสนใจอยู่พอสมควร หลายบริษัทเริ่มมีการเปิดแผนก Digital Marketing ขึ้นมาใหม่ มีการรับสมัครคนเข้ามาดูแล หรือแม้แต่กับเอเยนซี่โฆษณาที่ก็ต้องมีการขยายกำลังคนมารองรับแคมเปญบนโลกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น แต่ถึงกระนั้นเองลึกๆ แล้วนี่อาจจะเป็นรอยต่อที่ทำให้เกิดปัญหาพอสมควรกับบริษัทอยู่เหมือนกัน

ถ้าเรามองย้อนกลับไปว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร (ขอยืมคำยอดฮิตของโลกออนไลน์มาใช้หน่อยแล้วกันนะครับ) ก็จะเห็นได้ว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานั้น การโตขึ้นแบบก้าวกระโดดของการใช้งานอินเทอร์เน็ตและ Social Media อย่าง Facebook YouTube กลายเป็นการเปิดพื้นที่สื่อใหม่ซึ่งช่วงชิงการใช้เวลาจากผู้บริโภคเช่นเดียวกับการเปลี่ยนพฤติกรรมหลายๆ อย่าง เช่นการใช้ Smartphone มากขึ้น อ่านคอนเทนต์บน Social Media เป็นหลัก ฯลฯ และนั่นทำให้งานด้านการสื่อสารการตลาด (Marketing Communication) ซึ่งมักเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักในแผนกการตลาดของบริษัทต้องปรับตัวกันชนิดแทบไม่ทัน

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวที่ว่านี้ไม่ใช่ว่าการ “เปลี่ยน” ประเภทตัดอย่างหนึ่งแล้วไปทำอีกอย่างหนึ่ง หรือหยุดทำออฟไลน์แล้วไปทำออนไลน์ แต่มันคือการขยายสเกลของการสื่อสารการตลาดไปสู่อีกโลกหนึ่งซึ่งไม่เคยมีการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย (และต่อให้มีก็คาดว่าคงไม่สามารถผลิตคนออกมาได้ทันความต้องการของตลาดอยู่ดี) และนั่นทำให้หลายๆ บริษัทต้องทำการเพิ่มกำลังคน บ้างก็ใช้วิธีรับพนักงานเพิ่มอีก 2-3 คนมาดูแล Digital Marketing (บางที่จะเรียก Social Media Marketing หรือ Online Marketing อะไรก็แล้วแต่) โดยงานยุคแรกๆ ก็เป็นเรื่องของการดูแลเว็บไซต์และทำ Facebook Page ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเหมือนยุค “ตื่นทอง” กันเลยก็ว่าได้ ช่วง 2-3 ปีนั้นเราเห็นการเกิด Facebook Page ของแบรนด์ต่างๆ มากมาย แผนก Digital Marketing เริ่มได้รับความสำคัญและกลายเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาอยู่ไม่น้อย

ซึ่งพอเป็นอย่างนั้น หลายๆ บริษัทก็มีการเพิ่มคนเข้าไปเพื่อทำให้การสื่อสารการตลาดตลอดไปจนถึงการทำแคมเปญต่างๆ เริ่มให้น้ำหนักเพิ่มเข้าไปอีก

แต่ทีนี้สิ่งที่เราจะเริ่มเห็นคือการเริ่มเกิดเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการทำการตลาดแบบ Traditional Marketing กับการทำ Digital Marketing คือคนทำงานแบบเดิมก็ทำกันต่อไป ในขณะที่งานดิจิทัลก็ใช้วิธีเอาคน “หัวใหม่” เข้ามาทำเพราะน่าจะเหมาะสมกว่า (ส่วนหนึ่งเพราะคนเก่าเองก็ไม่มีเวลามากพอที่จะเรียนรู้เรื่อง Digital Marketing ได้ด้วย) และนั่นทำให้เกิดช่องว่างในการพูดคุยกันระหว่างคนทำงาน “การตลาด” ด้วยกันแทนที่จะเกิดการ “ประสานงาน” อย่างที่มันควรจะเป็น

ปัญหาที่ผมมักจะได้ยินบ่อยๆ จากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องในวงการคือคนยุคก่อนไม่เรียนรู้ บ้างก็คนรุ่นใหม่ทำงานไม่เข้ากับทีมก่อน แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นความขัดแย้งและไม่ค่อยเข้าขากัน มีปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณ บางที่ก็เรียกว่าทำงานกันไปแบบทางใครทางมันไม่ยุ่งเกี่ยวกัน

ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ในอีกมุมหนึ่งก็พอเข้าใจได้ว่ามันเป็นสถานการณ์ที่พอเข้าใจได้ด้วยภาวะจำยอมของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่ปีและเราเองก็ยังไม่มีองค์ความรู้ที่แน่นพอว่าองค์กรควรจะปรับตัวอย่างไรให้สามารถปรับการตลาดของตัวเองเพื่อทำงานให้มีประสิทธิภาพได้

หนึ่งในคำพูดที่มีคนบอกผมและผมมักจะเอามาบอกต่อบ่อยๆ ก็คือ “เราไม่ได้ทำการตลาดดิจิทัล แต่เรากำลังทำการตลาดในโลกที่กำลังจะเป็นดิจิทัล” ซึ่งคำพูดนี้น่าจะสะท้อนแนวคิดที่ผู้บริหารทางด้านการตลาดควรเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะท้ายที่สุดแล้วมันไม่ใช่เรื่องการแบ่งโลกระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ เรายังคงคุยกับผู้บริโภคคนเดิม เพียงแต่เขามีวิถีชีวิตที่คร่อมกันระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งหน้าที่ของนักการตลาดคือการเข้าถึงและสื่อสารกับพวกเขาไม่ว่าจะอยู่ในโลกไหน และการทำงานที่จะมีประสิทธิภาพนั้นคือการที่กลยุทธ์การตลาดต้องร้อยและเชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียวแทนที่จะแบ่งกันไปแบบทางใครทางมัน

นั่นหมายความว่าคนทำงานออนไลน์ก็ต้องเข้าใจออฟไลน์ และคนทำงานออฟไลน์ก็ต้องเข้าใจออนไลน์ แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่เรามีความชำนาญแต่ก็ต้องมองเห็นว่าจิ๊กซอว์การตลาดต่างๆ จะต่อกันให้เป็นภาพใหญ่ที่สวยงามได้อย่างไร ซึ่งนั่นต่างจากการที่แต่ละตัวก็มีคนละภาพและพอเอามารวมกันก็กลายเป็นภาพที่ดูไม่รู้เรื่องไปเสีย

นอกจากนี้แล้ว นี่อาจจะเป็นสัญญาณให้คนทำงานการตลาดและคนที่เรียนการตลาดอยู่ต้องตื่นตัวที่ต้องปรับตัว ปรับทัศนคติ และปรับความรู้ตัวเองเสียใหม่

เพราะในท้ายที่สุดมันไม่ใช่ Traditional Marketing หรือ Digital Marketing

แต่มันคือ Marketing ในโลกยุคใหม่ที่ถ้าไม่พร้อม ไม่รู้เรื่อง ก็เตรียมตัวหางานใหม่กันได้เลยนั่นแหละ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้