วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มุมมองภาคเอกชนวิตกประเทศไทยครึ่งปีหลัง ธุรกิจซบเซาบนความเสี่ยง

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพิ่งประกาศปรับลดเป้าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลงเหลือ 3.3% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3.5% ของจีดีพี (รายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) โดยเหตุเพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวช้า สหภาพยุโรปยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ของประเทศในกลุ่ม PIIGS หรือ โปรตุเกส อิตาลี ไอซ์แลนด์ และสเปน โดยเฉพาะกรีซได้ ส่วนตลาดหุ้นจีนก็กำลังเผชิญสภาวะฟองสบู่

ขณะที่สำนักวิจัยเศรษฐกิจหลายแห่งของประเทศไทย ตั้งแต่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือศูนย์วิจัยต่างๆทั้งของธนาคารพาณิชย์ และมหา-วิทยาลัยต่างก็ยอมรับโดยดุษฎีว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2558 อาจขยายตัวต่ำกว่าที่คาด

ไม่เฉพาะแต่ปัจจัยภายนอกที่ทำให้การส่งออกของประเทศไทยหดตัวติดลบต่อเนื่องกันตลอด 5 เดือน ถึง -4.2% เท่านั้น แต่เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายตัวเดินหน้าไปไม่ได้ ไม่ว่า จะเป็นการลงทุนทั้งภาครัฐ และเอกชน การบริโภคภาคประชาชน การส่งออก-นำเข้า และการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่งมีการเปิดเผยว่า มีการเปิดจ่ายงบประมาณรัฐต่ำกว่าเป้าอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาภัยแล้ง ราคาผลผลิตตกต่ำ และความขัดแย้งที่ยังแก้ไม่ได้ของสังคมด้วย

เพื่อให้รู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวสารที่บิดเบือน จริงครึ่ง ไม่จริงครึ่ง และความเชื่อที่ไม่กลั่นกรองจากอุปทานหมู่ ทีมเศรษฐกิจ ขอนำเสนอบทสัมภาษณ์นักธุรกิจในแวดวงธุรกิจหลากหลายสาขาอาชีพที่ตรงไปตรงมา และเข้าใจได้ไม่ยากกับสภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจประเทศไทยวันนี้

สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

“ภาคเอกชนก็ยังมีความหวังโค้งสุดท้าย ใน 6 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ว่า งบลงทุนของรัฐบาลจะสามารถทยอยอนุมัติออกมาได้เพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดการจ้างงาน หรือใช้จ่ายของภาครัฐ ออกมาเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็ยังเป็นความหวังอีกทางหนึ่งสำหรับปีนี้”

หากงบภาครัฐสามารถเบิกจ่ายเพิ่มขึ้นได้จริง ก็ยังมั่นใจว่าจะทำให้เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังค่อยๆฟื้นตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกของปีนี้ และจะส่งต่อไปยังภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศไทยในต้นปี 2559

หากงบลงทุนภาครัฐที่เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ อาทิรถไฟฟ้า ระบบขนส่งสาธารณะ ระบบบริหารจัดการน้ำ ก็จะเกิดการจ้างงานกระจายไปทั่วประเทศ ทำให้ธุรกิจในภูมิภาคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น มีการใช้จ่ายในทุกๆด้าน เงินก็จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เพราะมีการจ้างงาน มีการซื้อ การขาย การผลิต เพิ่มขึ้นเป็นต้น

“แม้ว่าจะมีความหวัง แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่จะมากระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ คือ ภัยแล้งที่รุนแรง ที่ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรของประเทศลดลง รายได้เกษตรกรสูญหายไป จนทำให้กำลังซื้อจากคนกลุ่มนี้หายไปจากระบบ และต้องติดตามดูภาวะเศรษฐกิจโลก และความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศกรีซและจีน ล้วนเป็นสัญญาณที่ไม่ดี”

ประเด็นสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ขอเสนอแนวคิดว่ารัฐต้องหามาตรการเร่งด่วนให้คนที่มีรายได้น้อยหรือกลุ่มคนรากหญ้า โดยการจัดสรรงบประมาณไปให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยสินเชื่อให้คนกลุ่มนี้มีสภาพคล่องในการไปลงทุน หรือในกลุ่มเกษตรกร ก็ต้องมีงบประมาณพิเศษไปอุดหนุนให้คนกลุ่มนี้อยู่รอด เพราะถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ

“ผมต้องการให้รัฐบาลพิจารณาเรียกคืนงบลงทุนต่างๆของภาครัฐที่ไม่มีการลงทุนหรือปล่อยให้ลงทุนล่าช้า กลับมาเป็นงบพิเศษ เพื่อให้สามารถนำไปใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม บริการอื่นๆ ทดแทนการรอคอยงบประมาณเพื่อการลงทุนของรัฐบาลที่ล่าช้าอยู่ในขณะนี้”

ไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

หากให้มองเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ปี 2558 นี้จะเทียบกับครึ่งปีหลัง 2557 ไม่ได้ เพราะปีที่ผ่านมาสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ต้องเทียบกับครึ่งปีหลังของปี 2556 ซึ่งน่าจะติดลบ เพราะถึงวันนี้ก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก ไม่มีอะไรจะบอกว่าประเทศไทยซื้อง่ายขายคล่อง

“สถานการณ์ประเทศไทยเวลานี้ หากมองการค้าที่ไม่ได้อยู่ในย่านทำเลทอง ย่านเศรษฐกิจการค้าในทำเลที่ขายของได้ ที่มีนักท่องเที่ยวอย่างพารากอน อย่างสาขาเดอะมอลล์ทั่วไปที่เน้นทำธุรกิจขายคนไทยยอดขายติดลบ 5% แต่ห้างฯพารากอนที่อยู่ในทำเลขายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ด้วยยอดขายเป็นบวก 5% ต้องยอมรับว่ายอดขายของเดอะมอลล์กรุ๊ปเวลานี้ส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะคนไทยไม่ใช้จ่ายเงินเลย เนื่องจากไม่มีรายได้เข้ามาในกระเป๋า”

ในฐานะผู้ประกอบการต้องปรับตัวอยู่แล้วทุกอุตสาหกรรม ต้องดูการใช้จ่ายของประชาชนเป็นหลัก จะทำธุรกิจเหมือนที่ผ่านๆมาไม่ได้แล้ว ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเงินมากขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในส่วนค่าการตลาดที่ไม่ส่งผลกับการสร้างรายได้ ซึ่งครึ่งปีหลังนี้เดอะมอลล์กรุ๊ปคงไม่ใส่เงินลงไปตรงนี้แล้ว แต่จะเน้นขนสินค้าไปจัดงานขายนอกห้างฯ เจาะตรงถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานมหกรรมลดทะลุพิกัด ที่อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งลดราคาสินค้าสูงสุดถึง 80% ในปีนี้เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยอดขายก็ไม่ได้ตามเป้าหมาย แสดงว่าคนไทยไม่มีเงิน กำลังซื้อไม่มีเลย เป็นเพราะเศรษฐกิจประเทศโดยภาพรวมไม่ได้ดีขึ้น

“อยากให้รัฐช่วยพิจารณาเรื่องภาษีขาเข้า เพื่อให้แข่งขันกับประเทศที่เป็นเมืองท่องเที่ยวได้ และดูเรื่องค่าเงินบาทด้วย เพราะหากถูกลงเมื่อไรต่างประเทศก็จะเข้ามาท่องเที่ยวและซื้อสินค้าในประเทศไทยมากขึ้น ถ้าค่าเงินบาทแข็งคนไทยก็จะเดินทางออกไปท่องเที่ยวและช็อปปิ้งซื้อสินค้าในต่างประเทศมากขึ้น”

วัชร วัชรพล
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด เจ้าของช่องไทยรัฐทีวี

“ครึ่งปีแรกผ่านไป ทุกอย่างเงียบมาก กำลังซื้อแทบไม่มี แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไม่ดีนัก อย่างไทยรัฐ เราทำธุรกิจสื่อ ก็วัดจากจำนวนโฆษณาที่เข้ามา ปีนี้ถือว่าเงียบหมด เงียบในทุกสื่อ”

อย่างไรก็ตาม หากวัดจากกลุ่มสื่อทั้งหมดที่มีในมือ อันได้แก่ หนังสือพิมพ์ ออนไลน์ และโทรทัศน์ สื่อหนังสือพิมพ์ของเรายังถือว่าแข็งแกร่งมากในตลาด ผลกระทบน้อยที่สุด เพราะเป็นที่รู้ว่าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐแข็งแกร่งมากในแง่ของการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค
ส่วนในครึ่งปีหลัง มีการประเมินไว้ 2 แนวทาง คือ 1.ตลาดยังซบเซาเหมือนเดิมหรือซบเซากว่าเดิม 2.ตลาดอาจเริ่มฟื้นตัวจากภาวะซบเซาในช่วงครึ่งปีแรก ตลอดจนอาจมีการใส่เงินเข้ามาในสื่อโฆษณาเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อที่เงียบเหงามานาน ซึ่งเชื่อว่าทุกฝ่ายต่างภาวนาให้เป็นในข้อที่ 2 กระนั้นทุกอย่างยังไม่มีความแน่นอน

ในฐานะผู้ประกอบการ กลุ่มไทยรัฐก็ได้เตรียมปรับแผน ปรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจให้สอดรับกับทิศทางตลาดและภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจทีวี ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ ต้องมีการปรับแผนเพิ่มเติมทั้งส่วนของรายการ เพื่อดึงเรตติ้ง รวมทั้งแผนการตลาดและการขายด้วย

“ผมยังขอยืนยันเป้าหมายรายได้เดิมของไทยรัฐทีวีในปีนี้ไว้ก่อนที่ 700 ล้านบาท แม้ครึ่งปีที่ผ่านมา เราจะยังทำรายได้ ได้ไม่ถึงครึ่งที่ตั้งเป้าไว้ แต่จะต้องพยายามทำให้ได้ ยังต้องมีความหวัง”

ผมอยากเรียกร้องรัฐบาลให้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งควรเป็นโครงการหรือมาตรการที่ลงไปถึงผู้บริโภคระดับล่างสุดด้วย เพื่อให้เกิดกำลังซื้อในทุกกลุ่ม การผลักดันให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกต์โดยเร็วที่สุด ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องทำเช่นกัน
ส่วนข้อเรียกร้องในฐานะตัวแทนธุรกิจทีวีดิจิตอล ซึ่งต้องใช้เงินในการประมูลใบอนุญาตและลงทุนโครงข่าย อุปกรณ์ไปเป็นจำนวนมากแล้วนั้น การช่วยประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้ช่องทางในการรับชมทีวีดิจิตอลให้มากขึ้น ไม่สับสนเลขช่อง ให้เกิดตัวเลขผู้ชมและเรตติ้งที่มีนัยสำคัญต่อธุรกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลต้องเผชิญกับการแบกรับต้นทุนต่อเดือนในระดับสูง เมื่อรายได้ไม่พอ ก็ย่อมต้องมีกรณีขอเลิกกิจการ คืนใบอนุญาต อย่างที่มีปรากฏ

โมะริคาซุ ชกคิ
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

“ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาปัจจัยลบที่สำคัญที่สุดคือความเข้มงวดในการอนุมัติการกู้ยืม ในภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทยยังไม่ดีเหมือนที่เคยเป็นมา และค่อนข้างห่วงเรื่องปัญหาภัยแล้ง จะส่งผลกระทบหนักกับชาวนาชาวไร่”

สำหรับปัจจัยบวกคือการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการต่างๆเหล่านั้นในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเราหวังว่าจะให้ผลดีต่อตลาด นอกจากนี้ยังหวังว่าการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ น่าจะช่วยกระตุ้นความสนใจที่จะซื้อรถยนต์ให้กับผู้บริโภคได้

“ด้านเศรษฐกิจโลกนั้นมีความซบเซาอย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าเศรษฐกิจของไทยเองก็ได้รับผลกระทบนี้มาเหมือนกัน จากการส่งออกที่ลดลงอย่างต่อเนื่องใน 5 เดือนแรกของปี (ม.ค.-พ.ค.) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดระดับความคาดหวังทางเศรษฐกิจของปีนี้”

ส่วนของยอดขายรถยนต์ในปีนี้ หวังว่าจะมียอดจำหน่ายสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดโดยรวมด้วย หากว่ายังคงซบเซาต่อเนื่องแบบนี้ก็ต้องพิจารณาปรับยอดจำหน่ายให้ลดลง ไม่ได้ตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายเป็นหน่วย แต่จะเป็นส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งหวังว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดปีนี้ประมาณ 8% จากเดิม 7.4% ในปีก่อน ส่วนตลาดรวม อาจจะยากที่จะถึง 800,000 คันในปีนี้

“ด้านการส่งออกรถยนต์มิตซูบิชิจากฐานผลิตในประเทศไทยทั้งในส่วนของรถกระบะและรถยนต์นั่ง ในครึ่งหลังของปีที่แล้ว เริ่มส่งออกไปยังเม็กซิโก ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ นอกจากยังสามารถรุกตลาดอเมริกาได้มากขึ้น มีการตอบรับที่ดีมากสำหรับรถยนต์นั่งมิตซูบิชิ มิราจ คาดว่าการส่งออกรถยนต์มิตซูบิชิโดยรวมจากฐานผลิตประเทศไทยในปีนี้จะมียอดการส่งออกเพิ่มขึ้นจากปีก่อน”

โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด

ภาพรวมของอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ยังมีความคล้ายในช่วงครึ่งแรกของปีที่ผ่านมา คือยังซึมๆ เพราะพิษของภัยแล้งจะยิ่งปรากฏออกมา รวมทั้งภาคการส่งออกอาจย่ำแย่ลง และถ้าเศรษฐกิจโลกถดถอย อาจทำให้การท่องเที่ยวถดถอยลงจากที่คิดไว้ก็เป็นได้

ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.- พ.ค.58) มีจำนวนโครงการที่เปิดใหม่ 127 โครงการ ลดลง 36% กับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีจำนวนหน่วยขาย 38,371 หน่วย ลดลง 14% มีมูลค่ารวม 165,311 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28%

ขณะที่แนวโน้มการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2558 คาดว่าจะลดน้อยลงกว่าปี 2557 ที่ผ่านมาประมาณ 20% เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย เห็นได้ชัดจากในตลาดต่างจังหวัดที่ขณะนี้นักพัฒนาโครงการรายใหญ่เริ่มชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ เนื่องจากจำนวนยูนิตที่เปิดใหม่ในปี 2557 ยังมียอดขายไม่ถึงครึ่งของจำนวนยูนิตทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอยู่ในภาวะซบเซามากๆ

อย่างไรก็ตาม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นตัวแปรหนึ่งในระบบเศรษฐกิจ ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆโดยรอบ อาทิ ภัยแล้งที่พ่นพิษ ทำราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ก็มีผลทำให้ชาวนา ชาวไร่ ไม่มีเงินในการจับจ่ายใช้สอย

“อยากเสนอให้ภาครัฐมีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น เหมือนเป็นการสร้างเมืองใหม่ อาจจะเป็นในเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือในบริเวณพื้นที่ลาดกระบัง พื้นที่ฝั่งธนบุรี สามพราน แล้วให้เช่าในราคาที่ไม่สูงมาก เพื่อเป็นการดึงดูดนักลงทุน ซึ่งจะเกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ และจากนั้นก็จะมีภาคอสังหาริมทรัพย์ไปเปิดโครงการ ถือเป็นการสร้างเมืองเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่”

เครื่องยนต์เศรษฐกิจมีปัญหา! เอกชนรอรัฐออกมาตรการกระตุ้น

ไพบูลย์ นลินทรางกูร
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้
คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจการเงินการคลัง สปช.

“แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะถ้าดูจากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจจะเห็นว่ามีเพียงเครื่องยนต์เดียวเท่านั้นที่มีการขยายตัว ซึ่งก็คือการใช้จ่ายของภาครัฐ”

ส่วนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การลงทุน การส่งออก การนำเข้า ปรับตัวลดลงทั้งสิ้น โดยเฉพาะการส่งออกซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของประเทศ เพราะมีสัดส่วนกว่า 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ก็ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวให้เห็น

ทิศทางเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะดีขึ้นแค่ไหนขึ้นอยู่กับ 3 ตัวแปรหลัก คือ

1.เศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย ถ้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า การส่งออกของไทยที่ไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดที่สำคัญของไทย ก็จะถูกกระทบตามไปด้วย เพราะประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ก็ส่งออกไปจีนมากเช่นกัน เมื่อจีนซื้อของน้อยลง ก็ทำให้อาเซียนขายของได้น้อยลง การนำเข้าสินค้าจากไทยก็จะลดลงตามไปด้วยจากกำลังซื้อที่ลดลง

ที่สำคัญแนวโน้มเศรษฐกิจจีนยังดูน่าเป็นห่วง เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จีนใช้ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแต่กลับทำให้เกิดฟองสบู่ขึ้นในตลาดหุ้นจีน ซึ่งก็แตกลงในที่สุดและส่งผลทำให้รัฐบาลจีนต้องเสียเวลาแก้ปัญหาในตลาดหุ้น กำลังซื้อของคนจีนก็ลดลงอย่างมาก ถึงแม้จะมีคนเล่นหุ้นเพียงไม่ถึง 10% ของประชากร แต่ก็ทำลายบรรยากาศการอุปโภคบริโภคในประเทศ ทำให้โอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจล่าช้าออกไปอีก

2.รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นออกมาหรือไม่ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา มาตรการเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการลงทุนระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องดูแลปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กันไปด้วย แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะสั้นดูแล้วค่อนข้างน่าเป็นห่วงมาก จากกำลังซื้อที่หดตัวลงเพราะปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่สูง ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาการเงินของธุรกิจเอสเอ็มอี จึงมีความจำเป็นที่รัฐต้องเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นควบคู่ไปกับการปฏิรูปประเทศ เพื่อสร้างกำลังซื้อ และเพิ่มความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจอันจะนำไปสู่การลงทุนที่สูงขึ้น

3.รัฐธรรมนูญจะผ่านการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือไม่ เพราะจะเกี่ยวพันไปถึงโรดแม็ปการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า แต่ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญสอบผ่าน สปช.ก็ใช่ว่าจะสามารถเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งได้ทันที รัฐธรรมนูญยังจะต้องผ่านการทำประชามติในช่วงต้นปีหน้า หมายความว่าความไม่แน่นอนจะยังมีต่อไปจนกว่าผลการทำประชามติจะออกมา

สรุปแนวโน้มเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังยังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่

การส่งออกน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงและแนวโน้มค่าเงินบาทน่าจะยังอ่อนลงได้อีกจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนั้น สหรัฐฯยังมีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลายปีซึ่งก็จะเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นไปอีก ในทางกลับกันก็จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลง ก็น่าจะช่วยทำให้การส่งออกมีการฟื้นตัวที่เร็วขึ้น แต่ปัจจัยลบสำหรับเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังที่สำคัญน่าจะเป็นปัญหาภัยแล้งซึ่งยังไม่แน่ว่าจะกระทบภาคการเกษตรมากน้อยแค่ไหน รวมถึงปัญหาเอ็นพีแอลจากสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อบุคคล ซึ่งก็จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

สำหรับโอกาสในการลงทุนในครึ่งปีหลัง ตลาดหุ้นไทยยังไม่น่าจะปรับตัวขึ้นมากนัก แต่ราคาหุ้นก็ไม่แพง ซึ่งก็หมายความว่าตลาดน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ ที่น่าลงทุนที่สุดคือเซกเตอร์ที่ได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว เช่น ภาคท่องเที่ยว ภาคส่งออก รวมทั้งบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อน เช่น บริษัทที่มีสัดส่วนรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศที่สูง นักลงทุนควรเน้นลงทุนในบริษัทที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงและมั่นคง

ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทยในครึ่งปีหลังคือ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาเอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์ อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ว่าจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน เศรษฐกิจในสหภาพยุโรปว่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาของกรีซมากน้อยแค่ไหน รวมถึงเศรษฐกิจจีนว่าจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน

วิชัย อัศรัสกร
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะยังไม่ดีนัก เพราะเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งการส่งออก การบริโภคในประเทศ การลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐยังไม่ดีเท่าที่ควร โดยภาคการส่งออก ในปีนี้ เอกชนมองว่า มูลค่าน่าจะติดลบ 2% จากปีก่อน จากเดิมที่คาดว่าน่าจะขยายตัว 0% บวกลบเล็กน้อยจากปีก่อน”

เพราะแม้หลายฝ่ายมีความพยายามกระตุ้นการส่งออกอย่างเต็มที่ แต่ยังไม่เห็นผลมากนัก เห็นได้จากมูลค่าการส่งออกในช่วง 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ปีนี้ ติดลบสูงถึง 4.2% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว โดยเฉพาะในตลาดหลักหลายแห่งยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ มีเพียงสหรัฐฯ ที่การส่งออกไทยน่าจะขยายตัวได้ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาวิกฤติหนี้ของประเทศกรีซ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรป และอาจกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลกและการส่งออกของไทย

รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่เริ่มชะลอตัวลง และล่าสุด ตลาดหุ้นจีนยังปรับตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์ อาจส่งผลกระทบต่อการค้ากับไทยได้ โดยไทยส่งออกไปจีนมีสัดส่วน 10% ของการส่งออกรวม

ส่วนการบริโภคภายในประเทศยังขยายตัวต่ำ เพราะราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ รายได้เกษตรกรลดลงมากเป็นเวลายาวนานตั้งแต่ช่วงปลายปี 2556 จนถึงปัจจุบัน ประกอบกับ มีปัญหาภัยแล้งเข้ามาซ้ำเติมเกษตรกรอีก ยิ่งทำให้รายได้ลดลงมากขึ้น จนเกษตรกรต้องก่อหนี้เพิ่ม และหนี้ภาคครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ซึ่งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า จนถึงขณะนี้ปัญหาภัยแล้ง ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเสียหายกว่า 68,000 ล้านบาทแล้ว ขณะที่การส่งออกยังลดลงต่อเนื่อง จึงส่งผลให้การบริโภคทั้งของประชาชน และเอกชน ขยายตัวไม่มากนัก คาดว่าปีนี้น่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2% เท่านั้น

“หอการค้าไทยเคยเสนอยุทธศาสตร์ข้าวและชาวนาไทยต่อรัฐบาลนี้แล้ว หากทำได้จะสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยต้องนำชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาขยายผล หรือทำเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ การทำโซนนิ่งพื้นที่เพาะปลูก โดยใช้การตลาดเป็นตัวนำ ให้ภาคเอกชนเป็นคนทำ เพราะจะรู้ด้านการตลาด ถ้าพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมปลูกข้าว ต้องส่งเสริมให้ปลูกพืชอื่น แต่การปรับเปลี่ยนรัฐอาจต้องช่วยเหลือก่อน และการทำโมเดิร์น ฟาร์มมิ่ง หรือการรวมแปลงและใช้เครื่องจักรเพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และลดรายจ่าย เมื่อเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะบริโภคเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”

สำหรับการลงทุนภาครัฐ แม้รัฐบาลมีความพยายามอย่างเต็มที่ในการเบิกจ่ายงบประมาณ แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ยังไม่ส่งผลเป็นรูปธรรมมากนัก คาดว่าจะส่งผลจริงประมาณปีหน้าเป็นต้นไป ภายในสิ้นปีนี้คงได้แค่เพียงการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มองว่าการลงทุนภาคเอกชนน่าจะเป็นความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ เพราะขณะนี้ยังเพิ่มขึ้นเพียง 2.7% สาเหตุที่ภาคเอกชนยังไม่ลงทุนมากเนื่องจากรอดูสถานการณ์ เพราะยังขาดความเชื่อมั่น ทั้งๆ ที่มีบริษัทที่มีศักยภาพ และมีความพร้อมในการลงทุน เพียงแต่ต้องการความชัดเจนจากภาครัฐว่ามีนโยบายสนับสนุนการลงทุนในด้านใด และมีสิทธิประโยชน์อย่างไรในการจูงใจให้มีการลงทุน

“ภาครัฐควรเชิญบริษัทใหญ่ๆ ของไทยมาหารือว่ารัฐต้องการการลงทุนเพิ่ม อาจเป็นการลงทุนในภาคที่ตนเองถนัดอยู่แล้ว หรือในภาคที่เอกชนสนใจ และเสนอสิทธิพิเศษในการลงทุนให้ อาจจะเป็นสิทธิประโยชน์ด้านภาษี หรือการอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ เพื่อดึงดูดให้ภาคเอกชนลงทุน ถ้าทำให้การลงทุนภาคเอกชนจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ เพราะขณะนี้ ยังรอดูท่าทีต่างๆเพื่อความมั่นใจ”

นายวิชัยกล่าวว่า การลงทุนในไทย รวมทั้งในอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เช่น ด้านการเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งสามารถใช้อาเซียนเป็นแหล่งวัตถุดิบได้ นอกจากนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องยกระดับตัวเองขึ้นไปเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างมูลค่าได้สูงขึ้น (Value Chain) เช่น พัฒนาจากสินค้าเกษตรไปเป็นพลังงานทางเลือกต่างๆ รวมถึงขยายไปทำธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ ธุรกิจออกแบบและก่อสร้าง สินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นที่นิยมของประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

นอกจากนี้ เชื่อว่าการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ดี แต่สิ่งที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนคำนึงถึงคือ จำนวนนักท่องเที่ยวไม่ควรเป็นเป้าหมายความสำเร็จ แต่ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก การใช้จ่ายต่อหัวที่สูงน่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า เพราะนอกจากเม็ดเงินที่จะเข้ามามากแล้ว สภาพของแหล่งท่องเที่ยวยังจะไม่บอบช้ำ

“คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ต่ำกว่า 3% เพราะเครื่องยนต์ขับเคลื่อนต่างๆ ยังไม่ดีนัก แต่คิดว่า เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวไม่ได้เป็นวิกฤติ หรือซึมยาว ถ้ารัฐบาลสามารถกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนมากขึ้น และการใช้จ่ายภาครัฐเป็นไปตามเป้าหมาย และเห็นผลเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้มากขึ้น”.

ทีมเศรษฐกิจ

12 ก.ค. 2558 10:54 12 ก.ค. 2558 10:54 ไทยรัฐ