วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฟันธงข้อเท็จจริง กติกาคุมยาสูบ

ฟันธงข้อเท็จจริง กติกาคุมยาสูบ

  • Share:

สกู๊ปหน้า 1 นสพ.ไทยรัฐ ฉบับ วันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2558 นำเสนอบทความ “ปฏิรูปลดเหลื่อมล้ำ อีกด้าน พ.ร.บ. ยาสูบ” นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่สังคมไทยต้องได้รับทราบในประเด็นต่างๆที่คุณวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการสมาคมการค้ายาสูบไทย ผู้ซึ่งระบุว่า “เป็นตัวแทนของสมาชิกร้านค้าปลีกยาสูบขนาดเล็ก” ได้ชี้ถึงความไม่เหมาะสมของร่างกฎหมายฉบับนี้

ทั้งนี้ ในการพิจารณาข้อโต้แย้งที่มาจากคุณวราภรณ์ นพ.ประกิต บอกว่า มีความจำเป็นที่ผู้รับฟังต้องทราบข้อมูลที่ว่า สมาคมการค้ายาสูบไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กร “หัวหอก” ที่ทำการตอบโต้ คัดค้าน ชี้ชวนให้เห็นว่ามี “ช่องโหว่” ต่างๆ ในร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างเอาเป็นเอาตายนั้น เป็นหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก บ.ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการอุตสาหกรรมยาสูบของโลก...

อันเป็นธุรกิจที่ได้ผลกำไรต่อปีมหาศาล ยิ่งกว่ากำไรของ 3 ธุรกิจยักษ์ใหญ่ของโลก นั่นคือโคคาโคลา ไมโครซอฟท์ และแมคโดนัลด์ รวมกัน

(1) ประเด็นใกล้ตัวที่น่าห่วงใยมากที่สุด ซึ่งถูกหยิบยกมากล่าวอ้าง ก็คือ “ครอบครัวและคนใกล้ชิดเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสูบบุหรี่ของเด็กมากที่สุด รวมทั้งการทำตามกลุ่มเพื่อน ดังนั้นสาเหตุไม่ใช่ผู้ประกอบการหรือร้านค้าปลีก จึงต้องมาทบทวนให้ดีว่า เรากำลังเดินทางมาถูกทางหรือไม่ที่มาลงโทษผู้ประกอบการ”

ข้อชี้แจง คือ หลักฐานจากรายงานกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกาปีที่แล้ว สรุปว่าผู้ประกอบการยาสูบจงใจผลิตบุหรี่ เพื่อให้เด็กติดง่าย โดยการเติมสารต่างๆเพื่อลดความระคายเคืองของควันบุหรี่ ทำให้สูบได้ง่ายขึ้นในเด็กที่หัดสูบ ทั้งยังเติมสารที่ทำให้เพิ่มอำนาจการเสพติดบุหรี่ของนิโคติน ทำให้ติดง่ายและติดรุนแรง
ผู้ค้าบุหรี่โยนความผิดให้เด็กๆ...ครอบครัวที่เด็กเข้าไปติดบุหรี่ เพราะมั่นใจว่าแม้การพูดเช่นนี้จะทำให้ผู้สูบบุหรี่และครอบครัวไม่พอใจแต่ผู้สูบบุหรี่ก็ไปไหนไม่รอด เพราะไม่สามารถที่จะเลิกสูบได้ และที่ฝ่ายผู้ประกอบการเรียกร้องความยุติธรรมโดยการคัดค้านกฎหมายใหม่ ต้องถามว่าสภาพที่บริษัทบุหรี่กำไรปีละหนึ่งหมื่นล้านบาท กับความสูญเสียที่สังคมไทยได้รับจากสินค้ายาสูบยุติธรรมแล้วหรือ

(2) อ้างว่า “กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชน แต่มาตรการหลายอย่างกลับไม่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ขอบเขตของร่างกฎหมายเกินเลยกว่าเรื่องการดูแลสุขภาพ แต่กลับมาลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการประกอบการอย่างไม่ได้สัดส่วน”...

ขอชี้แจงว่า ร่างกฎหมายนี้มุ่งที่จะควบคุมมาตรการทางการตลาดของบริษัทบุหรี่ซึ่งเป้าหมายหลักอยู่ที่นักสูบหน้าใหม่...เป็นเด็ก เยาวชน ดังนั้น มาตราที่ว่าด้วยการโฆษณาและส่งเสริมการขายทั้งหมด แม้จะไม่มีคำว่าเด็กและเยาวชนปรากฏในมาตรานั้นๆ บริษัทบุหรี่จะถกเถียงว่าไม่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

และที่ระบุว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการประกอบการอย่างไม่ได้สัดส่วนนั้น เป็นการแสดงถึงจุดยืนของธุรกิจยาสูบ ที่ไม่เห็นความสำคัญของสุขภาพและชีวิตผู้สูบบุหรี่ที่เป็นลูกค้าของเขาเองแม้แต่น้อย

(3) “การควบคุมยาสูบนั้นไม่อาจมองในมิติสุขภาพได้อย่างเดียว ในโลกแห่งความจริงยังมีมิติของการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับทั้งรัฐบาล โรงงานยาสูบ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ค้าขายยาสูบ ชาวไร่ยาสูบ” นพ.ประกิต บอกว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะกฎหมายต่างๆต้องคำนึงถึงผลในภาพรวมที่จะเกิดขึ้นกับสังคมทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อมุ่งที่ผลด้านใดด้านหนึ่งจนมืดบอดต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง

ด้วยมุมมองเดียวกันนี้ ธนาคารโลกจึงแสดงจุดยืนมากว่า 20 ปีแล้วว่า การใช้ยาสูบนอกจากก่อให้เกิดความสูญเสียทางสุขภาพ...เสียชีวิตก่อนเวลาแล้วยังก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ทั้งระดับครอบครัวและประเทศ โดยเฉพาะผู้สูบบุหรี่ที่ฐานะยากจนต้องเสียเงินที่มีน้อยอยู่แล้ว ไปกับการสูบบุหรี่ ธนาคารโลกจึงสนับสนุนการควบคุมยาสูบด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ เพื่อลดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ

การสำรวจในปี 2557 พบว่า มีคนไทยที่ฐานะยากจนที่สุด 3.5 แสนคนที่มีรายได้ 1,982 บาทต่อเดือน เสียเงินไปกับการซื้อบุหรี่ 426 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 21.5 ของเงินที่เขามีในแต่ละเดือน ดังนั้นผู้สูบบุหรี่ที่ยากจนจึงเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากการสูบบุหรี่มากที่สุด ทำให้ครอบครัวยิ่งเดือดร้อนมากขึ้น
ร่างกฎหมายนี้ จึงมิได้คำนึงถึงแต่มิติด้านสุขภาพหรือผู้เกี่ยวข้องในแวดวงยาสูบ แต่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่มอย่างรอบด้าน

(4) ข้ออ้างที่ว่า “การบังคับใช้ซองบุหรี่แบบเรียบเป็นการเพิ่มภาระกับร้านค้าอย่างเกินสมควร ทำให้เกิดปัญหากับร้านค้าในการหยิบสินค้า เสียเวลามากขึ้นในการบริการลูกค้า ทำให้ปลอมแปลงบุหรี่ง่าย มาตรการนี้กระทบต่อทรัพย์สินทางปัญญาและปัญหาเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ”

คนไทยและร้านค้าปลีกของไทยควรได้ทราบข้อเท็จจริงที่ว่า หลังจากประเทศออสเตรเลียบังคับใช้กฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบตั้งแต่ปลายปี 2555 บริษัทบุหรี่ข้ามชาติฟ้องศาลออสเตรเลียว่า กฎหมายดังกล่าวละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและขัดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ศาลยกฟ้อง...การวิจัยภายหลังจากการบังคับใช้กฎหมายนี้สองปี ไม่พบว่าก่อให้เกิดปัญหากับร้านค้าปลีกในการขายบุหรี่แต่อย่างใด บุหรี่ปลอมแปลงก็ไม่ได้มีปริมาณเพิ่มขึ้น สหภาพยุโรปประกาศว่าไม่ได้ขัดต่อกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ แนะนำให้สมาชิกออกกฎหมายนี้

ขณะนี้ ไอร์แลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศสออกกฎหมายนี้แล้ว...ประเทศอื่นๆต่างอยู่ในระหว่างออกกฎหมายนี้...บริษัทบุหรี่ยับยั้งสหภาพยุโรปและออสเตรเลียไม่สำเร็จ แต่คงคิดว่าจะขู่รัฐบาลไทยได้สำเร็จ

(5) ปัญหาคำนิยาม “การสื่อสารการตลาด” มีความกว้างอย่างมาก กระทบเสรีภาพในการประกอบกิจการ เรื่องนี้ที่จริงแล้วเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะคำนิยาม “การสื่อสารการตลาด” ที่ครอบคลุมกว้าง มาจากการที่บริษัทบุหรี่พยายามทำการโฆษณาและส่งเสริมการขายรูปแบบต่างๆ โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายที่มีอยู่ ร่างกฎหมายใหม่เพียงแต่ปิดช่องทางโฆษณาส่งเสริมการขายและการตลาดที่บริษัทบุหรี่ทำอยู่

(6) สุดท้าย...ข้อกล่าวอ้างที่ว่า “ร่างกฎหมายนี้ มีมาตรการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาสุขภาพ อนามัยของประชาชนโดยตรง ปราศจากหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ยอมรับได้ว่ามาตรการเหล่านี้จะสามารถปกป้องเด็กและเยาวชน ทั้งนี้มีมาตรการห้ามเด็ก เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบอยู่แล้ว”

ข้อเท็จจริงคือ มาตรการห้ามเด็ก เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบ เช่น การกำหนดอายุห้ามขาย ผลที่ปรากฏชัดคือ แต่ละปีมีเด็กติดบุหรี่ใหม่สองแสนคน ทดแทนผู้สูบบุหรี่ที่เลิกสูบหรือเสียชีวิต ในจำนวนที่ใกล้เคียงกันในแต่ละปีทำให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลงเล็กน้อยในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา จึงต้องปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

หากเราต้องการที่จะลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ทุกมาตรการในร่างกฎหมายใหม่ นำมาจากอนุสัญญาควบคุมยาสูบฯ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่มาจากหลักฐานประจักษ์ที่ 180 ประเทศภาคีสมาชิก มีข้อผูกพันที่จะต้องปฏิบัติ...บริษัทบุหรี่เพียรที่จะบอกว่ารัฐบาลไทยไม่เห็นจะต้องปฏิบัติตามข้อผูกพันระหว่างประเทศนี้ เป็นความเห็นที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของบริษัทแต่ฝ่ายเดียว

“ผมอยากให้ลองเทียบเคียงกับกรณีมาตรฐานกฎหมายการบินและการประมงที่ประเทศไทยเจอวิบากกรรมอยู่ขณะนี้จะเข้าใจได้ว่า...ประเทศไทยควรจะปฏิบัติอย่างไรต่อข้อผูกพันระหว่างประเทศ ขอให้ตัดสินกันด้วยข้อเท็จจริงว่า แท้จริงแล้วสมาคมการค้ายาสูบไทย ต่อสู้เพื่อปกป้องร้านโชห่วย หรือเพียงอ้างโชห่วยในการปกป้องผลกำไรของบริษัทบุหรี่ข้ามชาติกันแน่” นพ.ประกิตฝากทิ้งท้าย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้