วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สปช.ชวนปู มาออกทีวี

สปช.ชวนปู มาออกทีวี

  • Share:

ในรายการปฏิรูป แนะก้าวข้ามอดีต

สปช.อ้อน “ยิ่งลักษณ์” ร่วมออกรายการทีวี หลัง “อภิสิทธิ์” ตอบรับฟ้าแลบคำเชิญ ศปป. “ดิเรก” ชี้เป็นโอกาสดีที่อดีตนายกฯหญิงจะได้ระบายความอัดอั้นตันใจ “อลงกรณ์” สำทับถึงเวลาหันหน้าเข้าหากัน ผู้นำ 2 พรรคใหญ่ปูพื้นวัฒนธรรมการเมืองที่ดี สร้างความมั่นใจไม่เกิดวิกฤติซ้ำอีก ด้าน “ยิ่งลักษณ์” ประเมินร่วมแกนนำ พท. ไปไม่ช่วยแก้ปัญหาปรองดองได้จริง เพราะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ชี้ต้องมาทั้งหมดถึงมีประโยชน์ เรื่องปฏิรูปเป็นหน้าที่ คสช. และรัฐบาล ไม่อยู่ในฐานะที่ควรแสดงความเห็น “อ๋อย” สับตั้งโจทย์ผิด ให้เสนอแนวคิดปฏิรูปท่ามกลางการไม่ยอมรับ ไปร่วมแบบเสียไม่ได้ แค่ให้ความร่วมมือ

หลังจากศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เชิญอดีตนายกฯ 2 คนจาก 2 ขั้วการเมือง คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ มาออกรายการเดินหน้าปฏิรูป ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ จนเป็นประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมา ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้ตอบรับคำเชิญแล้ว ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังนิ่งเฉย และมีแนวโน้มที่จะไม่ไปร่วมออกรายการนั้น

สปช.แนะ “ยิ่งลักษณ์” มาออกรายการ

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะที่ปรึกษากรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน กล่าวถึงกรณีศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทั้ง 2 คน ออกรายการเดินหน้าปฏิรูปว่า วิธีการใดนำไปสู่การปรองดองจะออกสื่อหรือไม่ล้วนดีทั้งนั้น เคยให้แนวคิดนายเอนกไปว่า เรื่องนิรโทษกรรมต้องเริ่มคุยกับทุกฝ่ายให้เข้าใจและคุยต่อเนื่อง เมื่อไหร่ที่ยังไม่ตกผลึกเเล้วไปทำจะมีปัญหาอีก เข้าใจดีว่าครั้งนี้ศูนย์ปรองดองพยายามทำความเข้าใจทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่คู่ขัดแย้ง ส่วนกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและอดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาส่งสัญญาณว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจจะไม่ตอบรับคำเชิญครั้งนี้ เพราะเป็นฝ่ายถูกกระทำมาตลอดนั้น ถ้าเข้าร่วมจะได้ระบายความในใจ ไม่พูดคุยกันมันจบไม่ได้ สงครามไม่จบด้วยการรบ แต่จบด้วยการเจรจา

ถึงเวลา 2 อดีตนายกฯหันหน้าหากัน

นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นภาระหน้าที่ของอดีตนายกฯ ทั้ง 2 คน ต้องมาเสนอแนวคิดทางออกประเทศใน 3 เรื่อง 1.การปฏิรูป 2.การปรองดอง 3.เรื่องรัฐธรรมนูญ ช่วงนี้เป็นเวลาเหมาะสมที่ผู้นำ 2 พรรคใหญ่จะหันหน้าเข้าหากัน เพราะประเทศกำลังจัดทำแผนแม่บทปฏิรูปประเทศ และจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ต้องมาช่วยกันสร้างความมั่นใจกับประชาชนว่าจะไม่เกิดวิกฤติซ้ำสองเช่นในอดีต อดีตนายกฯทั้ง 2 จะเป็นตัวอย่างของวัฒนธรรมการเมืองที่ดีในอนาคต ส่วนข้อกังวลของพรรคเพื่อไทยที่ส่งสัญญาณว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจไม่เข้าร่วมเพราะเป็นผู้ถูกกระทำมาตลอดนั้น เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ แต่วันนี้ถึงเวลาก้าวข้ามอดีตเเล้ว เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีความสามารถเพียงพอที่จะนำเสนอทางออกที่ดีให้ประเทศได้ ดังนั้นไม่ควรปฏิเสธ เพราะศูนย์ปรองดองสมานฉันท์คงคิดหาทางออกจริงๆ ไม่ได้คิดถึงเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง

“ยิ่งลักษณ์” ถกวงในส่อเค้าไม่ไปแน่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า กรณีที่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์จะเชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ไปออกรายการเดินหน้าปฏิรูปนั้น ขณะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้รับหนังสือเชิญ จึงยังไม่แสดงท่าทีใดๆ อย่างไรก็ตามจากการหารือกันภายในระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ แกนนำพรรค และคณะทำงานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประเมินว่าแม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะตัดสินใจไปร่วมรายการตามคำเชิญ ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาความปรองดองได้จริง เพราะการเชิญอดีตนายกฯ 2 คนไปก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง จากหลายๆภาคส่วนที่ควรต้องมาหารือร่วมกัน เช่น พรรคการเมืองทุกพรรค มวลชนเสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส. ตลอดจนกลุ่มอื่นๆ อีกทั้งถ้าจะให้ไปพูดในหัวข้อเรื่องการปฏิรูป ก็ประเมินว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่หลักของ คสช.และรัฐบาลมากกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้อยู่ในฐานะที่ควรแสดงความเห็น เพราะมีการยึดอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปพร้อมแสดงเจตนารมณ์หลักว่าจะทำเรื่องนี้เอง ดังนั้นความเป็นไปได้น้อยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะไปร่วมรายการ

“อ๋อย” จวกรายการตั้งโจทย์ผิด

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติว่า แนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่ตนไปพูดในรายการเดินหน้าปฏิรูปจับต้องไม่ได้นั้น ตนตอบไปตามคำถาม รักษามารยาท ฉะนั้นพูดตามอัธยาศัยไม่ได้ ความจริงแผนปฏิรูปการศึกษามีอยู่แล้วที่กระทรวง แต่รัฐบาลของท่านไม่ทำต่อเอง หนึ่งปีกว่ามานี้เรื่องของศึกษาแค่ทำโน่นนิดนี่หน่อย ที่ไม่ใช่การปฏิรูปการศึกษาเลย ผู้รับผิดชอบขาดความเข้าใจ ไม่มีทิศทาง และขาดการมีส่วนร่วม สำหรับการเชิญนักการเมืองไปออกทีวีที่กำลังทำอยู่นั้น เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่มาก เนื่องจากตั้งหัวข้อผิดคือ “เดินหน้าปฏิรูป” เพราะผู้ที่ยืนยันหลักการประชาธิปไตยจะเห็นว่าการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนไม่อาจเกิดขึ้นภายใต้การปกครองระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ตนไปร่วมรายการเพราะต้องการให้ความร่วมมือและสื่อสารประเด็นนี้ แต่หากต้องการให้เกิดประโยชน์จริงๆ ควรกำหนดหัวข้อใหม่ เช่น การแก้ปัญหาสำคัญของบ้านเมือง ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ การคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน การแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง เป็นต้น

กมธ.ยกร่างฯ วางเป้าปิดจ๊อบที่พัทยา

สำหรับความเคลื่อนไหวของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ได้พิจารณาปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราช่วง 12 วันที่ผ่านมา เสร็จแล้ว 216 มาตรา จากทั้งสิ้น 315 มาตรา ยังคงเหลืออีก 99 มาตรา โดยจะนำไปพิจารณาต่อในการประชุม กมธ.ยกร่างฯนอกสถานที่ ระหว่างวันที่ 13-19 ก.ค. ที่โรงแรมเอเชียและโรงแรมเบิร์ดแอนด์บี รีสอร์ท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เริ่มที่ภาค 3 หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หมวด 1 ศาลและกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่มาตรา 217 เป็นต้นไป คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 19 ก.ค. ตามกรอบที่วางไว้ และจะส่งให้ สปช.พิจารณาต่อไปภายในวันที่ 23 ก.ค.

“วิษณุ” แจงไม่กระทบทำประชามติ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ที่ต่อเวลาการทำงานให้ กมธ.ยกร่างฯ อีก 30 วัน ประกาศใช้ไม่ทันว่า ให้ยึดกรอบทำงานเดิมของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ที่จะต้องส่งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) วันที่ 23 ก.ค. เพื่อนำไปลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในวันที่ 6 ส.ค. และตรงนี้จะไม่กระทบต่อการลงประชามติ เพราะเมื่อร่างรัฐ ธรรมนูญฉบับแก้ไขได้รับการโปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่ ขั้นตอนการทำประชามติจะเริ่มนับหนึ่งทันที รวมถึงส่งผลให้ สปช.ต้องหมดวาระลงไปด้วย แต่ถ้า สปช.ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ขณะที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ ลงมา ก็อาจพิจารณาชะลอการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพราะถ้าทูลเกล้าฯ ไปแล้วจะทำประชามติไม่ได้อีก

สปช.เร่งเครื่อง พ.ร.บ.ปฏิรูป ปท.

นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาเตรียมการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าการเตรียมร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปประเทศว่า ได้ประชุมคณะอนุกรรมาธิการชุดดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 ก.ค. โดยมอบ หมายให้คณะกรรมาธิการปฏิรูป 18 คณะของ สปช. พิจารณาสาระการปฏิรูปของแต่ละด้านที่จำเป็นต้องบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สังคมมีความเชื่อมั่นว่าจะมีการปฏิรูปในอนาคต รวมทั้งให้นำแผนและขั้นตอนการปฏิรูปที่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช.บัญญัติไว้ในร่างเพื่อไปปฏิบัติให้เกิดผลต่อไป ทั้งนี้สปช.จะมีเวลา 15 วัน ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปประเทศ หลังจากที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญ โดยในสัปดาห์หน้าคณะอนุกรรมาธิการฯจะประชุมอีกสองครั้ง เพื่อนำผลการประชุมของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทั้ง 18 คณะมาพิจารณา

“วันชัย” แหย่ขาสกัดเร่งเลือกตั้ง

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงการทบทวนแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ตนมองข้ามรัฐธรรมนูญไปแล้ว ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่สำคัญว่าขณะนี้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย และได้ปฏิรูปเรื่องสำคัญๆไปแล้วหรือยัง และพร้อมจะมีการเลือกตั้งกับรัฐธรรมนูญดีๆหรือยัง ถ้าเห็นว่ายังก็ไม่ควรจะมีการเลือกตั้ง เพราะหัวใจสำคัญบ้าน เมืองต้องสงบเรียบร้อย ปฏิรูปเรื่องสำคัญๆ ให้ได้ก่อน ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งต้องมาทีหลัง ถ้าทุกอย่างที่ตนว่ามาพร้อมแล้ว ก็ให้เลือกตั้งได้เลย เมื่อไหร่ก็ได้ไม่ว่าจะเป็นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

“ดิเรก” ชี้นายกฯคนกลางเกิดยาก

นายดิเรก ถึงฝั่ง สปช. กล่าวถึงกระแสข่าวจากขั้วอำนาจเก่า ที่ออกแรงหนุนให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. และ รมช.กลาโหม ที่จะเกษียณอายุราชการเดือน ก.ย.นี้ ขึ้นชิงเก้าอี้นายกฯคนกลางว่า ขณะนี้ไม่มีความจำเป็นต้องเอาใครมานั่งเป็นนายกฯคนกลาง และเชื่อว่าแนวคิดนายกฯคนกลางคงเกิดขึ้นไม่ได้ หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ทำการรัฐประหาร ก็ได้ เข้ามาทำหน้าที่นายกฯเสมือนคนกลางอยู่แล้ว สิ่งที่ทำอยู่ขณะนี้คือกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ เมื่อแล้วเสร็จจะมีการเลือกตั้ง ทุกอย่างคงเดินหน้าไปตามโรดแม็ปที่วางไว้

สปช.ส่อตกงานเล็งตั้งชมรม–มูลนิธิ

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่ง ชาติ (สปช.) ในฐานะเลขานุการวิป สปช. กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาชิก สปช.บางส่วนหารือกันว่า ควรมีการจัดตั้งกลุ่ม สปช.เพื่อขับเคลื่อนผลักดันการปฏิรูปประเทศให้ปรากฏเป็นจริง แม้ว่าจะไม่มีตำแหน่งแล้วก็ตาม โดยอาจตั้งในนามมูลนิธิหรือชมรม มีแนวคิดความตั้งใจที่จะผลักดันข้อเสนอและพิมพ์เขียวการปฏิรูปประเทศ โดยจะมารวมกลุ่มกันทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ให้ครอบคลุมทุกประเด็น ตามศักยภาพเท่าที่จะทำได้ อาศัยการสนับสนุนขององค์กรภาคีต่างๆ ซึ่ง สปช.กลุ่มนี้ จะไม่เกี่ยวข้องกับ สปช. ที่ได้รับเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“ทัศนา” เห็นด้วยเชื่อมีประโยชน์

น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คนที่สอง กล่าวว่า แนวคิดที่ สปช. จะจัดการตั้งกลุ่มหลังหมดวาระนั้น เป็นเรื่องจริง เป็นการตั้งแบบชมรม เพราะเห็นว่า สปช.ทำงานอยู่ ด้วยกัน ทุ่มเทกันมานาน น่าจะมีชมรมและมีเวลาเจอกัน และการนัดเจอกันก็ควรจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง อาจมีเรื่องอะไรที่สามารถทำประโยชน์ให้ส่วนรวมได้ ที่ผ่านมาการเสนอเรื่องการปฏิรูปยังไม่มีความชัดเจน จึงน่าจะมีเวลาเจอกันอีก อย่างไร ก็ตาม เรื่องนี้คงจะมีสมาชิก สปช.นำมาหารืออีกครั้ง ในช่วงใกล้หมดวาระการทำงาน

“อุเทน” เชียร์ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงกรณีมีกระแสความเคลื่อนไหวของบางฝ่ายที่เสนอให้มีรัฐบาลแห่งชาติว่า เห็นด้วยในแง่การเฟ้นหาคนดีมีความสามารถเข้ามาช่วยงานรัฐบาล แต่ห้ามเปลี่ยนตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ของประเทศจะยิ่งแย่กว่าเดิม ยังเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจดี แต่อาจขับเคลื่อนไม่ได้เต็มที่ เพราะองคาพยพบางส่วนไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ ทั้งนี้ บุคคลที่จะดึงเข้ามาต้องเอาทุกฝ่าย ไม่ควรคิดว่าเป็นตัวแทนของฝ่ายการเมืองหรือไม่ เพราะสุดท้ายอาจจะไม่ได้คนที่มีความสามารถจริงๆเข้ามา ถึงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องกล้าตัดสินใจดึงคนทำงานเป็นจริงๆเข้ามาช่วยงาน หยุดเชื่อพวกผู้ดีจอม ปลอมหรือนักวิชาการที่รู้ไม่จริง หากยังเชื่อคนเหล่านี้อยู่ ผลงานออกมาอย่างไรท่านต้องรับผิดชอบ หากกล้าตัดสินใจตั้งแต่ตอนนี้ยังเชื่อว่าจะทำสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

นปช.สะเทือนใจ “รินดา” โทษแรงเกิน

สำหรับกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แถลงข่าวการจับกุมนางรินดา ปฤชาบุตร ผู้เผยแพร่ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียกล่าวหานายกฯและภรรยาขนเงินหลายหมื่นล้านบาทไปฝากธนาคารประเทศสิงคโปร์นั้น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.กล่าวว่า เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า นางรินดาผู้ต้องหาทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่มีขบวนการเบื้องหลังใดๆ ไม่ได้เป็นคนเขียนข้อความดังกล่าวแต่โพสต์ ต่อจากการแชร์ในไลน์กลุ่ม แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือเรื่องนี้กลายเป็นคดีความมั่นคงดำเนินคดีโดยศาลทหาร และถูกส่งเข้าเรือนจำโดยไม่อนุญาตให้ประกันตัว ขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจทบทวนกรณีนี้โดยด่วน แม้การกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อกฎหมาย แต่สังคมทั่วไปมิอาจยอมรับได้ว่าเรื่องแค่นี้จะมีผลถึงขั้นทำลายความมั่นคงของชาติ ไม่ควรร้ายแรงถึงขั้นจับขังในทันที บรรยากาศที่เริ่มผ่อนคลายหลังการปล่อยตัวนักศึกษากลับมาตึงเครียดอีกครั้งจากกรณีนี้ การส่งแม่ที่มีภาระต้องเลี้ยงดูลูกโดยลำพังเข้าเรือนจำ เพียงเพราะโพสต์ข้อความที่ดูเนื้อหาแล้วยากที่สังคมทั่วไปจะเชื่อได้ว่าเป็นจริงนั้น หากจะกระทบต่อท่านผู้นำก็คงไม่หนักหนาสาหัส เท่าหลายเรื่องที่อดีตนายกฯเคยโดนมาก่อนด้วยซ้ำ เรื่องนี้จึงกระทบจิตใจคนในวงกว้างและเกิดคำถามว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ขาดความมั่นคงคืออารมณ์ของผู้มีอำนาจใช่หรือไม่

ปรับสัญลักษณ์ “กำปั้น” แทน “3 นิ้ว”

เวลา 16.30 น. ที่สวนรถไฟ แนวร่วมคนสำคัญของกลุ่มคนเสื้อแดง อาทิ นางสุดสงวน สุทธีสร อดีตนักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายจิรปาณ ศรีเนียน หรือ จ.เจตน์ นัดหมายกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 60 คน จาก กทม.และ จ.ชลบุรี รวมตัวบริเวณลานกิจกรรม ฝั่งติดทะเลสาบสวนรถไฟ ทำกิจกรรม สันทนาการร่วมกัน ท่ามกลางการจับตาประเมินสถานการณ์ โดยฝ่ายข่าวกรอง ตำรวจ ทหารอย่างใกล้ชิด โดยไฮไลต์สำคัญในการรวมตัวครั้งนี้คือการพร้อมใจ “ชูกำปั้น” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกลุ่ม นศ.ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือเอ็นดีเอ็ม แทนการชูสามนิ้ว โดยเป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงหลังการเคลื่อนไหวของมวลชนต้านรัฐประหารทุกกลุ่ม ได้ปรับการแสดงสัญลักษณ์ใหม่ตามกลุ่ม นศ.เอ็นดีเอ็ม ที่เข้ามามีบทบาทการนำแทนกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง

“บิ๊กเจี๊ยบ” พบ “ฮอร์ นัมฮง” เพิ่มสัมพันธ์

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ พบกับนายฮอร์ นัมฮง รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศกัมพูชา หารือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภาพรวม ความร่วมมือด้านแรงงานกัมพูชาในไทย และความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายแดน รวมทั้งการยกระดับจุดผ่านแดน โดยจะมีการลงนามในความตกลงระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ เพื่อจะให้ประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดนสามารถเดินทางไปทำงานลักษณะไปกลับ และตามฤดูกาลในบริเวณชายแดนได้ เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย อีกทั้งยังสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนของ 2 ประเทศด้วย นอกจากนี้ ทั้งสองยังประกาศเจตนารมณ์ในการเปิดจุดผ่านแดนแห่งใหม่ บริเวณช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี-อานเสะ จ.พระวิหาร เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และเพิ่มการค้าตามแนวชายแดน

โพลสำรวจ ศก.ครัวเรือนทรงกับทรุด

วันเดียวกัน กรุงเทพโพล ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เผยสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “เศรษฐกิจระดับครัวเรือนเป็นอย่างไร ในปัจจุบัน” สุ่มจากประชาชนทั่วประเทศ ทั้งสิ้น 1,143 คน โดยร้อยละ 42.1 เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันย่ำแย่กว่าเดิม ร้อยละ 38.4 เห็นว่าแย่เหมือนเดิม และร้อยละ 19.5 เห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ส่วนราคาสินค้าในปัจจุบันมีผลกระทบกับชีวิตประจำวันหรือไม่ ร้อยละ 63.1 ระบุว่ากระทบ ขณะที่ร้อยละ 36.9 บอกว่าไม่กระทบ เมื่อถามถึงรายได้ในแต่ละเดือนว่าเพียงพอกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ ร้อยละ 42.8 ระบุว่ามีรายได้พอดีกับค่าใช้จ่าย ไม่มีเงินเก็บออม ร้อยละ 37.5 ระบุว่ารายได้ไม่เพียงพอ ต้องกู้ ต้องหยิบยืม ส่วนอีกร้อยละ 19.7 ระบุว่ามีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย มีเงินเก็บออม เมื่อถามถึงความเครียดกับเรื่องการเงินของครอบครัว ร้อยละ 59.5 ระบุว่าไม่เครียด ขณะที่ร้อยละ 40.5 ระบุว่าเครียด และเมื่อถามถึงความเห็นต่อการบริหารเศรษฐกิจที่ผ่านมาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 71.3 ระบุว่า รัฐบาลทำดีที่สุดแล้ว ร้อยละ 17.4 ระบุน่าผิดหวัง และร้อยละ 11.3 ระบุว่าดีกว่าที่คาดหวังไว้ และเมื่อถามถึงความคาดหวังที่มีต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคตภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ร้อยละ 49.7 รู้สึกมีความหวัง ร้อยละ 40.5 รู้สึกเฉยๆ และร้อยละ 9.8 ระบุว่ารู้สึกสิ้นหวัง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้