วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ฝรั่งน้ำใจงาม “ฟิลิปป์ กราฟ ฟอน ฮาร์เดนแบร์ก” ฝันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้เด็กไทย

แม้จะเป็นฝรั่งเต็มตัว แต่เมื่อโชคชะตาลิขิตให้ต้องมาปักหลักอยู่ในประเทศไทย “มร.ฟิลิปป์ กราฟ ฟอน ฮาร์เดนแบร์ก” ก็ทุ่มเทความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้เด็กไทย เพราะอยากพิสูจน์ให้คนไทยเห็นถึงความจริงใจของฝรั่งหัวทอง ที่มีมากกว่าคนไทยหลายๆคน

ฝรั่งใจบุญผู้นี้เป็นใครมาจากไหน “มร.ฟิลิปป์” สืบเชื้อสายขุนนางเก่าแก่ตระกูลหนึ่งของเยอรมนี โดย “กราฟ” เป็นบรรดาศักดิ์ของเยอรมนี ที่เทียบเท่ากับลอร์ดของอังกฤษ คุณปู่เป็นเจ้าของปราสาทที่ฮาร์เดนแบร์ก ตั้งอยู่ใจกลางประเทศ ด้วยความที่เป็นคนไม่หยุดนิ่ง “มร.ฟิลิปป์” จับงานมาแล้วหลายอย่าง เริ่มจากเป็นนักการตลาด, นักบริหาร, นักวิชาการ กระทั่งมารับบทนักการศึกษา และนักสังคมสงเคราะห์เต็มตัว หลังเดินทางมาเยือนประเทศไทยในช่วงที่เกิดเหตุภัยพิบัติสึนามิทางภาคใต้ และจุดประกายความคิดให้อยากช่วยเหลือเด็กกำพร้าเหยื่อสึนามิ ที่ต้องสูญเสียพ่อแม่และญาติพี่น้องจากเหตุโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญ จึงกลายเป็นที่มาของการระดมทุนก้อนแรกจากชาวเยอรมัน เพื่อก่อตั้งโรงเรียนเยาววิทย์ ที่อำเภอกะปง จังหวัดพังงา เมื่อปี 2549 และปัจจุบันได้กลายเป็นบ้านพักแสนอบอุ่นสำหรับเด็กด้อยโอกาสมากกว่า 100 ชีวิต

ก่อนจะมาถึงจุดนี้ ชีวิตโลด แล่นสนุกสนานขนาดไหน

หลังจากเรียนจบ ผมเริ่มทำงานโรงแรม หลายแห่งในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และ อังกฤษ พออายุ 28 ปี ก็ได้รับการโปรโมตเป็นผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมริทซ์-คาร์ลตัน นิวยอร์กซึ่งเป็นที่สุดของที่สุดด้านการบริการเป็นเลิศ ชีวิตผมพลิกผันอีกครั้ง เมื่อได้รับการชักชวนจากเพื่อนให้ไปช่วยจัดงานคอนเสิร์ตโรลลิ่ง สโตน และแบล็กสตรีทบอย ผมเลยเข้าสู่วงการออแกไนเซอร์จัดคอนเสิร์ต และมีโอกาสรู้จักผู้กำกับดัง “สตีเว่น สปีลเบิร์ก” เลยได้ร่วมทีมก่อตั้งมูลนิธิ Shoah ซึ่งเป็นมูลนิธิสถาบันการศึกษาประวัติศาสตร์ ที่ตั้งใจนำผลกำไรจากการฉายภาพยนตร์ “Schindler’s List” เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสงครามโลกครั้งที่สอง ผมมีหน้าที่ช่วยหาทุน และหาความร่วมมือจากหลายสถาบันการศึกษาในเยอรมนี ทำให้ผมมีโอกาสได้เข้าไปใกล้ชิดระบบการศึกษามากขึ้น ตรงนี้จุดประกายความคิดว่าเมื่อชีวิตและสังคมของเราเปลี่ยนไป มุมมองและบทบาททางด้านการศึกษาควรจะปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนด้วย ผมเลยกระโดดเข้าไปช่วยพัฒนาโรงเรียนนานาชาติเบอร์ลิน/แบรนเดนเบิร์ก ซึ่งเป็นโรงเรียนนานาชาติแห่งเดียวของเบอร์ลินที่ล้มละลายจากการบริหารผิดพลาด ผมเข้าไปปรับปรุงแนวทางการบริหารและปรับโฉมหน้าทุกอย่างจนสถานการณ์ดีขึ้นมาก และมีนักเรียนมาลงทะเบียนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ในระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี

มีจุดหักเหอะไร ทำให้ย้ายมาปักหลักอยู่เมืองไทย

ในระหว่างทำงานเป็นแชร์แมนโรงเรียนนานาชาติเบอร์ลิน ศาสตราจารย์ชาวเยอรมัน ที่เป็นผู้ช่วยประธานโรงเรียนนานาชาติฯ ได้ย้ายมาสร้างโรงเรียนเด็กกำพร้า ที่จังหวัดเชียงใหม่ เขาต้องการความช่วยเหลือด้านการหาทุนสร้างโรงเรียน ผมและลูกสาวทั้งสอง ซึ่งตอนนั้น อายุ 12 และ 13 ปี จึงเดินทางมาที่เชียงใหม่ เพื่อสำรวจดูว่าจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง พวกเรามาอยู่เชียงใหม่แค่ 2 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิทางภาคใต้ของเมืองไทย ผมจึงเดินทางไปที่บ้านน้ำเค็ม จังหวัดพังงา นี่เป็นครั้งแรกที่เดินทางมาประเทศไทย ตอนไปถึงที่นั่น คนบ้านน้ำเค็มและคนไทยมองผมว่าเป็นฝรั่งหัวแดง จะช่วยเหลือจริงจังอะไร คงทำเป็นพิธีแล้วก็ทิ้งไปเหมือนคนอื่นๆ หรือไม่ก็มาช่วยเพราะมีจุดประสงค์แอบแฝงจะหลอกคนไทย ผมเลยฮึดสู้ เพราะอยากพิสูจน์ตัวเองให้คนไทยเห็นถึงความตั้งใจจริง ผมพร้อมที่จะช่วยเหลือและพัฒนาชุมชนนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเด็กๆกำพร้า ที่ต้องสูญเสียพ่อแม่และญาติพี่น้องจากเหตุการณ์สึนามิ ตรงนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมตัดสินใจสร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ เพื่อช่วยเหลือเด็กๆเหยื่อสึนามิให้มีการศึกษาและมีที่พัก ช่วงปี 2548 ผมเดินทางไปมาระหว่างไทยกับเยอรมนี 12-13 ครั้ง เพื่อหาทุนช่วยเหลือสำหรับการสร้างโรงเรียนแห่งนี้ ในที่สุดก็ตกลงสร้างโรงเรียนในหมู่บ้านกะปง เป็นเขตชนบทเงียบสงบ รายล้อมด้วยป่าเขียวสมบูรณ์ดี ตั้งอยู่ห่างจากทะเล 40 นาที ผมได้เพื่อนสถาปนิกชาวอเมริกันช่วยออกแบบ และได้รับความช่วยเหลือจาก “คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา” ทำให้สร้างโรงเรียนสำเร็จ ตั้งชื่อว่าโรงเรียนเยาววิทย์ ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯเปิดโรงเรียน ในเดือน เม.ย.2549 มีนักเรียนรุ่นแรก 80 คน ปัจจุบัน มีนักเรียน 126 คน สอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึง ป.6

คราวนี้ได้รับการยอมรับจากคนไทยหรือยัง

(พยักหน้า) ผมรู้สึกภูมิใจมาก ที่นักเรียนจากเยาววิทย์ผ่านการคัดเลือกเข้าโครงการฐานวิทยาศาสตร์ถึง 5 คน ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงศึกษาธิการ และ ม.สงขลานครินทร์ เป็นทฤษฎีการศึกษาแนวใหม่ ที่นำการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ผสมกับเทคโนโลยีและทักษะวิชาชีพ ผมเพิ่งได้พบกับอาจารย์จากคลาสนี้ ที่บอกผมว่า นักเรียนจากเยาววิทย์เป็นนักเรียนคุณภาพ มีความมั่นใจ เป็นทีมที่ดี และเป็นกลุ่มที่มีคำถามเยอะมาก เป็นนักเรียนกลุ่มที่โดดเด่นมากกลุ่มหนึ่ง

“คุณฟิลิปป์” อยากปลุกปั้นให้เด็กไทยเติบโตขึ้นในรูปแบบไหน

โรงเรียนเยาววิทย์มีบรรยากาศการเรียนรู้ต่างจากที่อื่น เน้นให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน และเรียนรู้อย่างสนุกสนาน มีความคิดสร้างสรรค์ มุ่งมั่น แต่ต้องมีระเบียบวินัย เด็กของเราแสดงจินตนาการ ความคิดเห็น หรือความรู้สึกได้เสรี ไม่เคยห้ามเด็กทำโน่นนี่ เพราะจะทำลายจินตนาการของเด็ก การที่เด็กมีจินตนาการสูง เด็กจะมีคำถามตลอดเวลา มีความสนใจที่จะเรียนรู้โน่นนี่ ขณะเดียวกัน เราก็ต้องยอมรับในตัวตนของเด็ก ไม่ใช่พยายามเปลี่ยนแปลงให้เด็กเป็นอย่างที่ต้องการ ภารกิจของเราคือการสร้างบ้านสร้างโอกาส สอนทักษะชีวิต ทักษะที่มนุษย์จำเป็นต้องมีในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เด็กโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และเป็นคนมีความสุข

จริงไหมคะ เด็กๆของโรงเรียนเยาววิทย์ฟุดฟิดฟอไฟ คล่องปรื๋อเลย

นอกจากสอนทักษะชีวิต โรงเรียนเยาววิทย์ยังมี Hospitality Training School เป็นภาคปฏิบัติด้านการโรงแรมเล็กๆ ที่เด็กๆจะได้เรียนรู้ธุรกิจบริการ และคุยกับต่างชาติ เมื่อมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาพัก เมื่อเด็กได้ลงมือจริงๆ เด็กจะเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ เรายังสอนเด็กให้ทำฟาร์ม เพาะปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ และเลี้ยงปลา โดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ เพื่อใช้บริโภคในโรงเรียน ถ้ามีเหลือก็นำออกขายเป็นรายได้เลี้ยงตัวเอง เป็นการฝึกให้เด็กเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริง และสร้างรายได้เพื่อหล่อเลี้ยงสถาบันการศึกษา นอกจากนี้ ยังสร้างโอกาสใหม่ๆโดยเปิดโครงการแลกเปลี่ยนกับสถานศึกษานานาชาติอีก 12 แห่ง ในเบอร์ลิน, อเมริกา, เกาหลี และญี่ปุ่น เพื่อส่งนักเรียนแลกเปลี่ยน 20-30 คน ในเกรด 9 และเกรด 10 มาพักที่นี่ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วผลัดเปลี่ยนกันทำกิจกรรมดีๆเพื่อสังคม ขณะนี้มีบ้านพัก 6 หลัง หลังละ 2-4 ห้องนอน สิ่งที่ผมทำทั้งหมดเพราะอยากให้โรงเรียนเติบโตจนสามารถเลี้ยงตัวเองได้ โดยจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อเดือนเป็น 70% และมีแพลนสร้างโรงแรมเพิ่ม 12 หลัง

นอกจากการสร้างโรงเรียน ยังมีโปรเจกต์ใหม่สำหรับพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยไหมคะ

ผมสร้างศูนย์ฝึกกีฬาและสุขภาพครบวงจรขึ้นใหม่ชื่อว่า “ธัญญปุระ ภูเก็ต” มีเป้าหมายคล้ายคลึงโรงเรียนเยาววิทย์คือ ต้องการเสริมสร้างศักยภาพให้เยาวชนไทย โดยเน้นการดึงศักยภาพของบุคคลออกมาให้ได้มากที่สุด ผมมีแนวคิดที่อยากผสมผสานศาสตร์ด้านการศึกษา, กีฬา, จิตใจ และสุขภาพเข้าด้วยกัน ทุกวันนี้เรามีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬา และอุปกรณ์กีฬาที่ได้มาตรฐาน เป็นโรงเรียนฝึกสอนการกีฬาหลายประเภท ทั้งไตรกีฬา, ว่ายน้ำ, เทนนิส และฟุตบอล โดยได้รับการยอมรับให้เป็นที่ฝึกฝนและเก็บตัวของนักกีฬาชั้นนำระดับโลก อาทิ นักเทนนิสสาวสวยชาวรัสเซีย “มาเรีย ชาราโปวา”, แชมป์ไตรกีฬา 2 สมัย “แคโรลีน สเตฟเฟน” รวมถึง “นาวิน ต้าร์” ก็มาฝึกซ้อมจักรยานก่อนแข่งขันไตรกีฬา ในอนาคตมีแพลนจะลงทุนอีก 300 ล้านบาท ภายใน 3 ปี เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นใน วงการกีฬาเมืองไทย และตอกย้ำความเป็นสปอร์ตฮับชั้นนำของเอเชีย

ยังมีความฝันอะไรอีกไหม ที่ “คุณฟิลิปป์” อยากสานต่อเพื่อสังคมไทย

ความฝันของผมตอนนี้คือ อยากผลักดันให้โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนต้นแบบ หรือหมู่บ้านแห่งการเรียนรู้ ที่เป็นต้นแบบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอาจจะมีพันธมิตรทางการศึกษา ทั้งโรงเรียนรัฐบาลหรือเอกชน เพื่อสร้างความร่วมมือทั้งด้านวิชาศิลปะ, ดนตรี, กีฬา รวมทั้งมีห้องสมุดดีๆ ผมพร้อมแล้วที่จะอวดชาวโลกว่า “ชาวกะปง” เป็นคนที่มีศักยภาพจะประสบความสำเร็จไม่แพ้ คนในเมืองใหญ่ๆ และชีวิตต่อจากนี้ผมตั้งใจที่จะอยู่ประเทศไทยตลอดไป เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าถ้าเด็กด้อยโอกาสได้รับโอกาสเท่าเทียมกับเด็กที่อยู่ในสภาวะสังคมที่พร้อมกว่า เยาวชนไทยเหล่านี้ก็สามารถเติบโตอย่างมีศักยภาพทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา.

ทีมข่าวหน้าสตรี

แม้จะเป็นฝรั่งเต็มตัว แต่เมื่อโชคชะตาลิขิตให้ต้องมาปักหลักอยู่ในประเทศไทย “มร.ฟิลิปป์ กราฟ ฟอน ฮาร์เดนแบร์ก” ก็ทุ่มเทความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้เด็กไทย 11 ก.ค. 2558 11:44 11 ก.ค. 2558 11:50 ไทยรัฐ