วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปั้นเมฆเรียกฝน

ปั้นเมฆเรียกฝน

โดย บาราย
12 ก.ค. 2558 05:01 น.
  • Share:

บทร้องแห่นางแมว มีหลายบท บทหนึ่ง ไม่ค่อยกล้าร้องกัน เพราะมีคำหยาบอยู่คำหนึ่ง อาจารย์พระยาอนุมานราชธน เขียนไว้ ในเรื่องประเพณีตายยาก เรื่องแห่นางแมว และเรื่องปั้นเมฆว่า ในเชิงวิชามานุษยวิทยา มีค่ายิ่ง ตัดออกก็เสียทางวิชาการ แต่เพราะ กลอนพาไป พอเดาได้ว่าเป็นคำอะไร...ดังต่อไปนี้

นางแมวเอย ขอฟ้าขอฝน ขอน้ำมนต์ รดหัวนางแมว ขอเบี้ยขอข้าว ขอค่าจ้าง หาม นางแมวมา ฝนตกสี่ห่า ฟ้าผ่ายายชี แก้ผ้าดู... ฝนก็เทลงมา เทลงมา ท่วมหนองสองตอน มีละครสองวัน จับหัวล้านชนกัน ฝนก็ดันลงมา ดันลงมา

ประโยคฟ้าผ่ายายชี แก้ผ้าดู...ฝนก็เทลงมา อาจารย์พระยาอนุมานท่านบอกว่า เป็นเรื่องทำนองเดียวกับ พระพุทธเจ้านิกายมหายาน พบนางปรัชญาปารมิตา หรือ พระเป็นเจ้าของ ฮินดูนิกายตันตระ พบมเหสี ที่เรียกว่า ศักดิ

จะดูเป็นเรื่องหยาบคาย ก็ได้ ดูให้ลุ่มลึกแสดงรูปธรรม...บางประการ เช่นเดียวกับการกราบไหว้ศิวลึงค์ ก็ได้

ในพิธีแห่นางแมว “ลางรายลางท้องถิ่น” นำเอารูปปั้นเมฆแห่ไปด้วย

หมายรับสั่งพิธีขอฝนของหลวง ในราวกลางรัชกาลที่ 5 มีกล่าวไว้

อนึ่ง โปรดเกล้า ให้พระมหาราชครู ไปทำพระราชพิธีมหาสูตเมฆพรุณศาสตร์ ที่ทุ่งส้มป่อยหลังบ้านญวน...ปั้นเมฆรูปบุรุษ 1 สตรี 1

แต่เดิม (ราว พ.ศ.2504) อาจารย์พระยาอนุมาน บอกว่า ไม่เคยรู้เรื่องปั้นเมฆมาก่อน จนเมื่อ 3-4 ปีล่วงมานี้ มีนักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน นำภาพถ่ายชีวิตชนบทไทยมาให้ดู ภาพหนึ่ง ที่ท่านคาดไม่ถึง คือภาพประเพณีปั้นเมฆ ที่ยังมีอยู่ในท้องที่ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี กรุงเทพฯนี่เอง

ภาพถ่ายแผ่นนั้น เป็นภาพหญิงหนึ่งชายหนึ่งก่ายกันในท่าอนาจาร เป็นรูปปั้นดินเหนียวติดอยู่กับพื้นดิน ขนาดใหญ่เท่าคนจริง น่าสนใจ เพราะเป็นภาพเกี่ยวกับพิธีความงอกงาม

ต่อมาก็ได้รู้จากคนเคยอยู่หัวเมืองภาคกลาง หลายจังหวัด ยังมีรูปปั้นด้วยดินเหนียวอย่างนี้อยู่ มีขนาดต่างๆ เล็กบ้างใหญ่บ้าง รูปยืนบ้าง นอนบ้าง

ปีที่ฝนแล้งจัด หรือฝนมาช้า ก็มักจะพบรูปปั้น อยู่ข้างทางเดินหรือหัวคันนา บางแห่งมีหลายรูปวางเป็นระยะๆ เท่าที่สอบถาม คนปั้นมักเป็นเด็กเขื่อง เวลาปั้นคนแก่คนเฒ่าเห็นก็มักไม่ว่า ซ้ำจะพอใจสนับสนุนให้ทำ เพราะความเชื่อว่า ปั้นแล้ว ฝนจะตกเทลงมามากๆ ทำให้ไร่นาได้งอกงามอุดมสมบูรณ์

มีคนเห็นรูปปั้นอย่างนี้กันมาก แต่ไม่รู้ว่าเรียกชื่อว่าอะไร จนกระทั่งอาจารย์พระยาอนุมาน ท่านเจอคนอ่างทอง บอกว่า เขาเรียกว่า ปั้นเมฆ ซึ่งตรงกับคำที่มีกล่าวไว้ในหมายรับสั่ง

เวลาปั้น จะต้องท่องว่า “ปั้นเมฆเสกคาถา เผาผ้าบังคน ปั้น-ปั้น-ฝนก็เทลงมา เทลงมา”

ในที่ที่มีพิธีขอฝน เช่นพิธีสงฆ์สวดมนต์เรื่อง พระสุภูตอรหันต์ เรียกว่าสวดคาถาปลาช่อน ก็มักมีรูปปั้นเมฆด้วย แต่เอารูปนี้ไปวางไว้ที่ท่าน้ำ เป็นส่วนหนึ่งแต่แยกห่างจากพิธีสงฆ์ ซึ่งก็คงเป็นเช่นเดียวกับ ในพระราชพิธีมหาสูตเมฆพรุณศาสตร์

เชื่อกันมาแต่โบราณว่า การปั้นรูปสัปดนอย่างนี้ ทำให้ฝนตกเทลงมาได้ และมนต์ที่ใช้ท่อง ล้วนแต่มีคำน่าบัดสี คนที่ร้องคำหยาบคาย ไม่ใช่คนหยาบคาย แต่ต้องทำไปตามความเชื่อ

ที่ขอนแก่น ปีฝนแล้ง จะมีการปั้นดินเหนียวขนาดเท่าลำแขน ทำเป็นรูปนิมิตทั้งของผู้ชายผู้หญิง วางไว้บริเวณวัดเรียงกันใกล้ชิด

ที่อุบลราชธานี ราว พ.ศ.2504 ปีที่ฝนแล้ง จะเอารูปปั้นเมฆหลายตำบลมารวมกัน วางบนแคร่ เอาด้ายดิบผูกไว้ไม่ให้ล้ม แล้วเอาเข้ากระบวนแห่ มีกลองยาวกลองเถิดเทิง เวียนไปรอบๆบริเวณวัด และตามถนนในละแวกบ้าน ชายหญิงจะรำเซิ้งกันอย่างสนุกสนาน

เสร็จแล้วต่างก็เอารูปปั้นกลับไปตำบลของตน

อาจารย์พระยาอนุมาน ถามคนเล่าซึ่งเป็นหญิงชรา...เวลาปั้นมีคาถามีมนต์อะไร คำตอบตัดบทว่า “มี แต่อย่าให้บอกเลย อายปาก”

หญิงชรายังเล่าว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีทำกันแล้ว เพราะเท่ากับไปยุเด็กให้มันเอากัน เอา...ในภาษาถิ่นอิสาน ไม่ใช่คำหยาบ เช่น เอาผัวเอาเมีย หมายความเพียงว่า ได้เสียกันเท่านั้น

หนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ตอนพระราชพิธีเดือนเก้า การพระราชพิธีพรุณศาสตร์ ตอนหนึ่ง

หน้าโรงพิธีหมายว่าทิศพายัพ ห่างออกไปสามศอก ปลูกเกยสูง 4 ศอก 5 นิ้ว มีพนัก บันไดขึ้นลงตรงหน้าเกยออกไป ขุดสระกว้าง 3 ศอก ยาว 3 ศอก ลึกศอกหนึ่ง มีรูปเทวดาและนาคและปลา เหมือนสระที่สนามหลวง ยกเสียแต่รูปพระสุภูต

ตรงหน้าสระออกไป ปั้นเป็นรูปเมฆ สองรูป คือปั้นเป็นรูปบุรุษสตรีเปลือยกายแล้วทาปูนขาว

การที่จะปั้นนั้น ต้องตั้งกำนล ปั้นพร้อมกันกับที่หน้าพิธีสงฆ์ มีบายศรีปากชาม แห่งละสำรับ เทียนหนักเล่มละบาทแห่งละเล่ม เงินติดเทียนเป็นกำนลแห่งละบาท เบี้ย 3,303 เบี้ย ข้าวสาวสี่สัด

ผ้าขาวของหลวงจ่ายให้ช่างปั้นช่างเขียนนุ่งห่ม ช่างเหล่านี้ต้องรักษาศีลในวันที่ปั้น

การพิธีพราหมณ์นี้ เป็นอันรอฟังพระราชพิธีสงฆ์ ที่ทำกันอยู่ท้องสนามหลวง เมื่อพิธีข้างในเลิกเมื่อใด ก็พลอยเลิกด้วย

อาจารย์พระยาอนุมาน ทิ้งท้ายว่าต่อไปประเพณีปั้นเมฆ เห็นจะหาดูได้ยากแล้ว ถ้าจะยังมีเหลืออยู่ ก็คงอยู่ในท้องถิ่นที่ห่างไกล...

O บาราย O

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้