วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ลุ้นเลือกตั้งพม่า 8 พ.ย. จับตา “กลุ่มพลังที่ 3”

ลุ้นเลือกตั้งพม่า 8 พ.ย. จับตา “กลุ่มพลังที่ 3”

  • Share:

ลงพื้นที่–นางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคเอ็นแอลดี ฝ่ายค้านเมียนมา ตรวจเช็กบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ขณะลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่องการเลือกตั้งกับชาวบ้านที่เมืองคอว์มู นอกนครย่างกุ้ง แต่ยังไม่ระบุชัดว่าเอ็นแอลดีจะลงสู้ศึกเลือกตั้งด้วยหรือไม่ (รอยเตอร์)

ปี่กลองศึกเลือกตั้ง “เมียนมา” ยกใหม่เริ่มดังกระหึ่ม หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศว่า การเลือกตั้งทั่วไปแบบเปิดเสรีที่สุดครั้งแรกในรอบ 25 ปี จะมีขึ้นใน 8 พ.ย.ศกนี้

การเลือกตั้งหนนี้ มีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนราว 30 ล้านคน จากประชากร ทั้งหมดราว 51.5 ล้านคน มีพรรคการเมืองลงทะเบียนขอสู้ศึกแล้ว 83 พรรค เพื่อชิงเก้าอี้สภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา 498 ที่นั่ง ชิงเก้าอี้สภาท้องถิ่นและสภาแห่งรัฐ 644 ที่นั่ง และชิงเก้าอี้ผู้แทนชาติพันธุ์ 29 ที่นั่ง

พรรคการเมืองมีเวลายื่นรายชื่อผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ในช่วง 20 ก.ค. ถึง 8 ส.ค. หรือแค่ 20 วัน นับว่ากระชั้นชิดมาก ซึ่งนั่นอาจเป็น “แท็กติก” หนึ่งของฝ่ายกุมกลไกรัฐเพื่อสร้างความได้เปรียบ

คู่ชิงชัยหลักมี 2 พรรคใหญ่ คือพรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) พรรครัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งมีกองทัพหนุนหลัง นำโดยประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ผู้เริ่มปฏิรูปการเมืองตั้งแต่ปี 2554 และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ฝ่ายค้านหลัก นำโดยนางอองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2534

ก่อนหน้านี้ การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2533 พรรคเอ็นแอลดีชนะฟ้าถล่ม ได้ที่นั่งในสภาถึง 81% แต่ถูกทหารยึดอำนาจไป แถมกักบริเวณซูจีในบ้านพักเกือบ 15 ปี จาก 20 ปี เพิ่งปล่อยตัวในปี 2553 ก่อนมีการเลือกตั้งอีกครั้งในปีเดียวกัน ซึ่งพรรคเอ็นแอลดีคว่ำบาตร เพราะเห็นว่ากฎเกณฑ์เลือกตั้งไม่ยุติธรรมและมีการโกง ทำให้เมียนมาได้รัฐบาล ทหารกึ่งพลเรือนในปี 2554 แต่ต่อมาเมื่อมีการแก้กฎเลือกตั้งใหม่ พรรคเอ็นแอลดีจึงยอมลงสู้ศึกเลือกตั้งซ่อม และชนะขาดได้ที่นั่งที่ชิงกันเกือบทั้งหมด

การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ก็ยังไม่ชัวร์ 100% ว่าพรรคเอ็นแอลดีจะร่วมชิงชัยด้วยหรือไม่ เพราะซูจีย้ำมาตลอดว่า จะไม่เสรีและยุติธรรม ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญฉบับทหารปี 2551 เสียก่อน โดยเฉพาะ 2 มาตราหลัก ที่กำหนดให้ทหารมีที่นั่งในสภา 25% ทำให้มีอำนาจยับยั้งหรือ “วีโต้” การแก้ไขรัฐธรรมนูญใดๆโดยปริยาย

ส่วนอีกมาตรา ห้ามผู้ที่มีคู่สมรสหรือลูกเป็นชาวต่างชาติเป็นประธานาธิบดี ทำให้ซูจีไม่มีสิทธิ์เป็นผู้นำคนต่อไป แม้พรรคเอ็นแอลดีจะชนะได้ที่นั่งมากที่สุดก็ตาม ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญใดๆจะต้องมีเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 3 ใน 4 ของสมาชิก รัฐสภา ที่ปัจจุบันมี 664 ที่นั่ง ดังนั้น ในเมื่อทหาร ครองอยู่ 25% หรือ 1 ใน 4 ขณะที่อีกราว 30% เป็น ส.ส.จากชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อย 7 รัฐ โอกาสแก้รัฐธรรมนูญจึงแทบเป็นศูนย์

เปิดศึก–นายทิน เอ ประธานคณะกรรมการเลือกตั้งของเมียนมา แถลงข่าวต่อสื่อ มวลชนที่ศูนย์สันติภาพเมียนมาในนครย่างกุ้ง ประกาศวันเลือกตั้งทั่วไปครั้งสำคัญว่าจะมีขึ้นใน 8 พ.ย.ศกนี้ (เอพี)


แม้เมียนมาไม่มีการจัดทำโพล แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่า การเลือกตั้งรอบนี้ถ้าเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรมจริง พรรคเอ็นแอลดีจะชนะพรรคยูเอสดีพี ซึ่งเอ็นแอลดีก็ตั้งเป้าไว้เช่นนั้น เพื่อจะได้ผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญและปฏิรูปประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ถึงแม้จะได้ที่นั่งในสภามากที่สุด การแก้รัฐธรรมนูญก็ยากจะทำได้อยู่ดี เพราะติดปัญหาที่ว่ามาข้างต้น

ฐานเสียงหลักของทั้งพรรคเอ็นแอลดีและยูเอสดีพี คือชาว “พม่า” ชนส่วนใหญ่ 68% ของประเทศ ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ใจกลางของประเทศเป็นหลัก นอกนั้นเป็นกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆที่อยู่ตามเขตรอบนอกหรือชายแดนอีกถึง 134 ชาติพันธุ์ รวมทั้งชาวฉาน 9% กะเหรี่ยง 7% ยะไข่ 4% จีน 3% อินเดีย 2% มอญ 2% และอื่นๆอีก 5%

พรรคการเมืองตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ว่ามานี้ ก็เตรียมลงสู้ศึกเลือกตั้งกันคึกคัก และเล็งกวาดที่นั่งในรัฐของตนได้ เพราะปกติชนกลุ่มน้อยมักเลือกผู้แทนฯบนพื้นฐาน “ชาติพันธุ์นิยม”

หนึ่งในพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ที่น่าจับตามองคือ “พรรคเชื้อชาติประชาธิปไตยฉาน” (เอสเอ็นดีพี) ฉายา “พรรคเสือขาว” ของรัฐฉานทางภาคตะวันออกติดพรมแดนจีน ลาวและไทย ซึ่งหวังกวาดที่นั่งในถิ่นของตนเรียบวุธ เพราะชาวฉานเกลียดรัฐบาลทหารที่สู้รบกดขี่ข่มเหงพวกตนมายาวนาน

ชาวฉานยังไม่หลงใหลได้ปลื้มนางซูจีนัก เพราะเห็นว่าเธอก็เป็น “ชาวพม่า” ชนส่วนใหญ่ ถ้าเลือกพรรคของเธอก็แค่ได้ผู้นำชาวพม่าอีกคน ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆอีกบางกลุ่มที่คิดแบบเดียวกัน จึงเห็นว่า เลือกพรรคที่เป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ของตนดีกว่า ซึ่งจะทำให้พรรคเอ็นแอลดีถูกแย่งที่นั่งไปจำนวนมาก และพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์จะมีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากขึ้นด้วย

ขณะนี้พรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆอย่าง น้อย 21 พรรค ได้รวมตัวเป็น “บล็อก” หรือกลุ่มพันธมิตรทางการเมือง เพื่อหวังสร้างอำนาจต่อรองมากขึ้น ในฐานะ “กลุ่มพลังที่ 3” และเนื่องจากรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งจะเป็นผู้โหวตเลือก “ประธานาธิบดี” คนใหม่ พรรคยูเอสดีพีและเอ็นแอลดี อาจจำเป็นต้องวิ่งเต้นดึงกลุ่มพลังที่ 3 ให้ช่วยโหวตเลือกตัวแทนของตนเป็นผู้นำ โดยเสนอสิ่งตอบแทนที่สำคัญบางอย่างให้สิ่งตอบแทนที่ว่า อาจรวมทั้งคำมั่นสัญญาว่าจะกระจายอำนาจให้กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิ์ปกครองตนเองมากขึ้น ถึงแม้รัฐบาลทหารย้ำเสมอว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ประเทศไร้เสถียรภาพหรือแตกเป็นเสี่ยงๆ

ในอดีตที่ผ่านมา “พรรคเสือขาว” แห่งรัฐ ฉานและพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ บางพรรค ชอบคุยกับเหล่าผู้นำรัฐบาลทหารมากกว่ากับพรรคเอ็นแอลดี อีกทั้งยอมลงสู้ศึกเลือกตั้งปี 2553 ด้วย ขณะที่พรรคเอ็นแอลดีคว่ำบาตร ส่วนนายเนียน วิน โฆษกพรรคเอ็นแอลดีก็เคยพูดเองว่าพรรคเสือขาว “ไม่ใช่มิตรของเรา”

ดังนั้น แม้ผู้สันทัดกรณีจะฟันธงว่า พรรคเอ็นแอลดีของนางซูจีจะชนะเลือกตั้งถล่มทลาย แต่เส้นทางการเมืองหาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไม่!

บวร โทศรีแก้ว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้