วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


เสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย สกัด...ไวรัสเมอร์ส

แม้จนถึงขณะนี้ประเทศไทยจะพบผู้ป่วยยืนยันโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome: MERS) เพียง 1 ราย เป็นชาวต่างชาติซึ่งได้เดินทางกลับประเทศของตนเองแล้ว และยังไม่มีผู้ป่วยยืนยันในประเทศแม้แต่รายเดียวก็ตาม

แต่สถานการณ์ในระดับโลกที่ตัวเลขผู้ป่วยใน 26 ประเทศ ยังคงสูงถึง 1,367 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตถึง 487 ราย ทำให้ประเทศไทยต้องมีมาตรการเตรียม พร้อมและเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่ติดโรคเมอร์ส ที่ด่านควบคุมโรค ระหว่างประเทศ ซึ่งแต่ละวันมีผู้เดินทาง จากพื้นที่ติดโรค ผ่านระบบคัดกรองวันละมากกว่า 3 หมื่นคน, การค้นหาบุคคลที่เข้าข่ายการสอบสวนโรค (Person Under In vestigation) ในโรงพยาบาลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจทุกคน กลุ่มเสี่ยง ที่มีทั้งผู้ป่วยปอดบวมรุนแรง ผู้ป่วยที่ป่วยพร้อมกันหลายคน กลุ่มเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครอบครัวที่มีผู้ป่วยในบ้านและมีประวัติเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด และผู้ที่เดินทางกลับจากตะวันออกกลางในทุกภารกิจ

สิ่งที่จำเป็นที่สุด และสำคัญที่สุด คือการดูแลตนเอง เตรียมความพร้อมของร่างกายให้มีภูมิคุ้ม กันโรคในทุกๆ ด้าน ตามหลักการป้องกันดีกว่ารักษา โดยเฉพาะโรคที่สามารถติดต่อกันได้ทางการไอ จาม หรือแม้แต่การสัมผัส สารคัดหลั่งของผู้ป่วยที่ไปจับลูกบิดประตู จับราวบันได เป็นต้น

โดยธรรมชาติแล้วร่างกายของคนเรามีกลไกที่จะป้องกัน กำจัด หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายไม่ต้องการออกไป ก่อนที่จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย ระบบนี้เรียกว่า ระบบภูมิคุ้มกัน หรืออิมมูนิตี้ ซึ่งแต่ละคนจะมีไม่เท่ากันบางคนมีมาก บางคนมีน้อย

คนที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มที่มีสุขนิสัยและพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม เช่น เลือกรับ ประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ อาหารที่มีไขมันต่ำ คอเลสเทอรอลต่ำ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เลือกกินอาหารที่สด สะอาด ปนเปื้อน น้อยที่สุด ไม่กินอาหารหมักดอง อาหารทอดหรือปิ้งย่างจนไหม้เกรียม รวมถึงดื่ม น้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ เน้นกินผักและผลไม้หลากหลาย เพื่อที่จะเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยปกป้องร่างกายจากโรคร้ายต่างๆได้ รวมถึงการพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกาย เพื่อสร้างเสริมร่างกายให้แข็งแรงด้วย

อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช Registered Dietitian (U.S.A.) นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า องค์ประกอบของอาหารที่เราเลือกรับประทานในชีวิตประจำวันมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้อาหารฟังก์ชั่นบางชนิดมีสารธรรมชาติที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานนอกเหนือจากที่เรารับประทานเป็นปกติ อาหารฟังก์ชั่นซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นเห็ดสกัดทางการแพทย์ โสม หรือแม้แต่ซุปไก่สกัดที่ชาวยิวยกให้เป็นยาเพนนิซิลินธรรมชาติ ขณะที่ชาวจีนต้มซุปไก่เพื่อเป็นอาหารบำรุงร่างกายมานานนับพันปี โดยเชื่อว่า ซุปไก่สกัด สามารถฟื้นฟูสุขภาพยามเจ็บป่วยและช่วยเพิ่มคุณภาพของน้ำ นมมารดาที่จำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกันให้ทารกแข็งแรง วารสาร โภชนาการ International Journal of Food Sciences and Nutrition ระบุว่า ซุปไก่สกัดมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีหน้าที่สร้างเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงาน ดีขึ้นและช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบ ภูมิคุ้มกันโดยช่วยเพิ่มระดับอิมมูโนกลอบูลินได้ ขณะที่เห็ดบางชนิด ที่รู้จักกันในชื่อเห็ดทางการแพทย์ เช่น เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ และเห็ดฮิเมะ มัตสึทาเกะ นอกจากจะให้สารอาหารมากมายที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ยังมีข้อมูลทางการแพทย์ชี้ให้เห็นว่า มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว เพื่อปรับสมดุลการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ได้ประสิทธิภาพที่เหมาะสมกับการต่อต้านเชื้อโรคได้

และเมื่อระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ก็เหมือนร่างกายมีเกราะป้องกันโรค มีความแข็งแรงลดความเสี่ยงที่จะรับเชื้อโรคต่างๆเข้ามาสู่ร่างกายได้มากขึ้น

จากการศึกษาพบว่า คนทุกกลุ่มอายุสามารถติดเชื้อไวรัสเมอร์สได้ทั้งสิ้น แต่ที่พบส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้สูงอายุ ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข บอกว่ากลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังมากที่สุด คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคปอดอักเสบเรื้อรัง หอบหืด ไตวายเรื้อรัง หรือโรคที่ภูมิต้านทานไม่ดีอย่างโรคมะเร็ง ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มที่ ไม่แข็งแรงอยู่แล้ว หากได้รับเชื้อไวรัสเมอร์สเข้าไปในร่างกายมีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูงกว่าคนวัยหนุ่มสาวหรือคนที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ โดยเฉพาะหากมีการเดินทางเข้าไปในประเทศที่มีการระบาดของโรค

การป้องกันตนเองในเบื้องต้นที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ หรือผู้มีอาการไอ จาม ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ หลีกเลี่ยงการเข้าไปสัมผัสกับสัตว์ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หมั่นสังเกตอาการตัวเอง จะได้หาทางป้องกันได้ทันเวลา

ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการป่วย ควรสวมหน้ากากป้องกันโรค และหมั่นเปลี่ยนหน้ากาก ถ้ามีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ ควรหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับคนอื่น เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ และควรใช้กระดาษชําระปิดปาก-จมูกทุกครั้ง ทิ้งกระดาษชําระที่ใช้แล้วลงในถังขยะที่ปิดมิดชิด พร้อมล้างมือให้สะอาด กรณีที่ไม่มีกระดาษชำระควรไอหรือจามลงบนเสื้อผ้าบริเวณต้นแขน ไม่ควรจามรดมือ และรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจรักษาทันทีที่รู้สึกว่ามีอาการไม่ปกติ เพราะเชื้อเมอร์สจะมีระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 2-14 วัน โดยปกติทั่วไปประมาณ 5-7 วัน ผู้ที่เดินทางไปในประเทศที่มีการแพร่ระบาดอย่าง เช่น ประเทศในตะวันออกกลาง เกาหลีใต้ และกลับเข้ามาในประเทศ ไทย ถ้าภายใน 14 วัน มีไข้ขึ้น มีอาการเหมือนเป็นทางเดินหายใจอักเสบ หรือไข้หวัด ไปจนถึงเป็นปอดบวมก็มีความเสี่ยงที่อาจจะเป็นโรคนี้ได้.

10 ก.ค. 2558 10:04 10 ก.ค. 2558 10:19 ไทยรัฐ