วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วสท. ชี้ แล้งหนัก-ใช้ผิดประเภท ทำถนนริมคลองทรุด ชง 4 ข้อ แก้ไข

วสท. ชี้ วิกฤติภัยแล้งปีนี้รุนแรง ทำถนนเลียบคูคลอง บ้านริมตลิ่งทรุดพัง จากน้ำแห้งลง รวมถึงออกแบบก่อสร้างไม่ถูกต้อง ใช้งานผิดประเภท การสูบน้ำของเกษตรกร เสนอ 4 แนวทาง ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาในอนาคต ปรับฐานรากของถนนที่เป็นดินอ่อนให้แข็งแรง...

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 58 ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณศักดิ์ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ระบุ วิกฤติภัยแล้งที่ไทยกำลังเผชิญ นับว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ส่งผลกระทบต่อ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมสิ่งแวดล้อม  อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะบริเวณที่มีตลิ่งสูงชัน และถนนที่อยู่เลียบแม่น้ำลำคลองเกิดการทรุดตัว และพังทลายเสียหายมากในหลายจังหวัด อาทิ สระบุรี พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เพราะมีคูคลองมาก รวมถึง ชัยนาท ที่บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบมาก จากการที่แม่น้ำเจ้าพระยาแห้งลง จนเป็นสาเหตุให้บ้านริมตลิ่งเสียหาย และทรุดตัวลง

ทั้งนี้ การพิบัติทางวิศวกรรมโดยทั่วไป มีสาเหตุ 4 ประการ คือ 1. การออกแบบถูกต้องหรือไม่ 2. ก่อสร้างตามแบบ และข้อกำหนดของวิธีปฏิบัติหรือไม่ 3. มีการใช้งานผิดประเภทหรือไม่ และ 4. เกิดจากภัยพิบัติที่ไม่คาดคิดหรือไม่ เช่น แล้งหนัก น้ำท่วม สึนามิ เป็นต้น

ขณะที่ รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ อุปนายก วสท. และประธานคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมปฐพี กล่าวว่า ถนนส่วนใหญ่ที่เสียหาย เป็นถนนริมคลองชลประทาน ซึ่งเป็นถนนสายรอง ออกแบบไว้รองรับเพียงการขนส่งพืชผลทางการเกษตร และการเข้าไปบำรุงรักษาคลอง โดยมีการก่อสร้างถนนพร้อมการขุดคลองชลประทาน นำดินไปถมเป็นถนน ขณะที่การพิบัติของถนนริมคลอง เกิดขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 20 ปีแล้ว แต่ในปีนี้เกิดขึ้นมาก เพราะสภาพแห้งแล้งที่ยาวนาน

ส่วนสาเหตุการพิบัติของถนนส่วนใหญ่ในครั้งนี้ เนื่องจากฐานรากเป็นดินเหนียวอ่อน และฤดูแล้งที่ยาวนานส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่ลาดตลิ่งริมคลองชลประทาน โดยมีสาเหตุมาจาก 1. ภาวะระดับน้ำต่ำกว่าระดับน้ำต่ำสุดที่ใช้ในการออกแบบ 2. ไม่มีน้ำมาช่วยพยุงตลิ่งไว้เป็นเวลานาน ทำให้ดินฐานรากเกิดการสไลด์ลงมาและเกิดภัยพิบัติได้ 3. ความแห้งแล้งที่ยาวนานทำให้สูญเสียความแข็งแรง 4. การกัดเซาะของลาดตลิ่ง และ 5. การสูบน้ำของเกษตรกร จึงอยากให้รัฐบาลหามาตรการชดเชยผลผลิตของเกษตรกร

“การพิบัติของถนนริมคลองชลประทาน นอกจากเป็นผลมาจากภัยแล้งยังเกี่ยวข้องกับการใช้งานถนนผิดประเภทด้วย อาทิ นำเอาถนนที่ก่อสร้างเพื่อการเกษตรไปใช้ในการจราจร ผิดประเภทการใช้งาน”

อย่างไรก็ตาม ได้เสนอ 4 แนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคต

1. ควรตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้น และระยะยาว เนื่องจากกรมชลประทานยังมีหลายหน่วยงานที่ขอใช้พื้นที่ถนนริมคลอง เช่น กรมทางหลวงชนบท หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งปัญหานี้ยังคงมีต่อไปในอนาคต โดย วสท. ยินดีเป็นเจ้าภาพกลาง และสนับสนุนข้อแนะนำทางวิชาการอย่างเป็นกลาง เพราะการแก้ปัญหาจำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในมิติเดียว

2. ควรทบทวนระดับความสำคัญของถนนให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริง โดยถนนที่มีการจราจรมาก ควรยกระดับหรือฐานะของถนนให้สอดคล้อง เพื่อที่จะได้ทำการปรับปรุงทางวิศวกรรมให้เหมาะสม โดยการปรับปรุงสภาพฐานรากเดิมของถนนให้มีความแข็งแรงมากขึ้น

3. การสำรวจชั้นดินฐานรากให้มีความครอบคลุมมีความสำคัญในการก่อสร้างถนนริมคลองในพื้นที่ดินอ่อน ซึ่งการเจาะสำรวจอย่างเดียวอาจไม่สามารถครอบคลุมได้ จึงอาจใช้การสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ควบคู่ไปด้วย แม้ว่างบประมาณในการสำรวจรวมไปถึงการก่อสร้างจะมากขึ้น แต่คุ้มค่ากว่าการเสียงบประมาณในการซ่อมแซมภายหลัง

4. ถนนบางสายอาจจะออกแบบให้ใช้ประโยชน์ในการป้องกันน้ำท่วม ควบคู่ไปกับการใช้เป็นถนนเพื่อการจราจร ซึ่งควรถูกยกระดับความสำคัญให้มาก และควรมีงบประมาณที่เพียงพอในการดำเนินการให้ปลอดภัยในสถานการณ์วิกฤติ.

วสท. ชี้ วิกฤติภัยแล้งปีนี้รุนแรง ทำถนนเลียบคูคลอง บ้านริมตลิ่งทรุดพัง จากน้ำแห้งลง รวมถึงออกแบบก่อสร้างไม่ถูกต้อง ใช้งานผิดประเภท การสูบน้ำของเกษตรกร เสนอ 4 แนวทางตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาในอนาคต ปรับฐานรากของถนนที่เป็นดินอ่อน... 9 ก.ค. 2558 16:47 9 ก.ค. 2558 17:46 ไทยรัฐ