วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทีดีอาร์ไอ เตือนรับมือ ศก.ไทยซบยาว  จีดีพีปีนี้อาจโตแค่ 2.75-3.25%

ทีดีอาร์ไอ เตือนรับมือ ศก.ไทยซบยาว จีดีพีปีนี้อาจโตแค่ 2.75-3.25%

  • Share:

ทีดีอาร์ไอ ชี้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังอ่อนแรง จีดีดีอาจโตเพียง 2.75-3.25% ก่อนค่อยฟื้นตัวช้าๆ ในปีหน้า แนะเพิ่มประสิทธิภาพลงทุนภาครัฐ เร่งเบิกจ่าย เยียวยารากหญ้า เรียกเชื่อมั่นนักลงทุน...

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ วิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2558 โดยระบุว่า ปีนี้น่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในจุดต่ำสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจ เนื่องจากมีปัญหาทั้งภายในและภายนอกที่เข้ามากระทบเครื่องจักรทางเศรษฐกิจแทบจะทุกตัว ทั้งปัจจัยการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนของภาคเอกชน ข้อจำกัดด้านรายจ่ายภาครัฐ และ ภาคการส่งออก ภาคการบริโภคมีปัญหาหนี้ครัวเรือน ปรับตัวอยู่ในระดับสูงมากถึงร้อยละ 85-90 (ตามนิยามเดิม) และสูงสุดติดหนึ่งใน 15 ของโลก จนก่อให้เกิดความกังวลว่า หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวได้

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำและมีความเป็นไปได้ว่าจะตกต่ำยาวอย่างต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากราคาน้ำมันที่ตกลงและความต้องการสินค้าเกษตรที่ลดลงอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง เช่นกับภาคการส่งออกของไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากและมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวต่อไป เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ประกอบกันปัญหาเชิงโครงสร้างภายในที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มได้ดีเพียงพอ

นอกจากนี้ ไทยยังตกขบวนในการเจรจาการค้าต่างๆ เช่น FTA ไทย-ยุโรปที่ล่าช้า และการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement : TPP) ที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมเจรจาด้วย ทำให้กรอบการใช้สิทธิ์ในระดับพหุภาคีของไทยยังมีไม่เต็มที่มากนัก โดยกรอบการเจรจาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการเปิดตลาดการค้าสินค้า บริการและการลงทุน ทำให้การสร้างความสอดคล้องในกฎระเบียบทางเศรษฐกิจลดลงไปด้วย ขณะที่ในส่วนของสินค้าประเภทชิ้นส่วนยานยนต์ แม้ยังมีการเติบโตได้ดี แต่ผู้ผลิตไทยต้องวางแผนการผลิตที่มีประสิทธิภาพเพื่อตอบโจทย์ตลาดให้มากยิ่งขึ้น

ทางด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เอกชนบางส่วนยังคงรอสัญญาณการผลักดันนโยบายที่แน่ชัดและมีผลประโยชน์ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ที่ภาคเอกชนหรือนักลงทุนยังคงมีความไม่แน่ชัดในหลายๆ ด้าน และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด ในส่วนรายจ่ายภาครัฐในส่วนของรายจ่ายประจำ ยังมีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณค่อนข้างมาก และไม่น่าจะสามารถเป็นกลจักรใหญ่ในการผลักดันเศรษฐกิจได้ ส่วนปัจจัยบวกด้านการท่องเที่ยว แม้ว่าจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่ขนาดของผลกระทบยังหวังพึ่งให้เป็นกลจักรใหญ่ไม่ได้มากนัก

"สิ่งที่ภาครัฐต้องคำนึงและดำเนินการคือควรใช้มาตรการช่วยเหลือเยียวยาภาคเกษตรอย่างเร่งด่วน แต่ต้องเล็งให้ตรงเป้าไม่ใช่การเยียวยาแบบหว่านอย่างที่ผ่านๆ มา เพราะสถานการณ์ตอนนี้ภาคเกษตรกำลังน่าเป็นห่วงที่สุด และขึ้นอยู่กับการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ ว่าสามารถทำได้ตามเป้าหมายมากน้อยเพียงใด และภาครัฐจะมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วนเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดคาดว่าอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้น่าจะอยู่ในช่วง 2.75-3.25%"

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีหน้าคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ จากหนี้ครัวเรือนซึ่งเกิดขึ้นจากนโยบายรถคันแรกน่าจะเริ่มครบกำหนด และการลงทุนเมกะโปรเจกต์ที่จะเข้ามาในขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเศรษฐกิจในปีหน้าต้องจับตาดูว่าการลงทุนเมกะโปรเจกต์จะสามารถดึงดูดทำให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนได้มากน้อยเพียงใด.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้