วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจฟังก่อนจะสายเกินแก้

ไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำเข้ามาบริหารประเทศจากที่อยู่ในห้วง “ฮันนีมูน” แต่พอต่อไปอีกระยะหรือผ่านพ้น 1 ปี ล่วงไปแล้ว อะไรที่เคยเป็นมามันจะกลับกลายเป็นตรงข้ามไปได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด

ซึ่งจะมีอยู่ 2 ลักษณะคือ “ขาขึ้น” กับ “ขาลง” หากสามารถสร้างผลงาน แก้ไขปัญหาได้อย่างเข้าตา มีความคิดใหม่ๆ ในเชิง นโยบายย่อมสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน ถ้ามาอย่างนี้ก็ไปโลดแบบใส่เกียร์เดินหน้าไปเลย

ตรงกันข้ามถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ ผลงานไม่ชัดเจน ไม่มีอะไรใหม่ ได้เพียงแค่สร้างความหวังลอยๆแบบจับต้องไม่ได้

อาการอย่างนี้แหละที่สุ่มเสี่ยงกับความอยู่รอด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารัฐบาล คสช. ที่เป็นความหวังของคนไทยว่าจะสามารถนำพาประเทศให้เดินหน้าต่อไป ได้ทั้งเรื่องความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย การปฏิรูปประเทศจะประสบผลสำเร็จ

ความนิยม แรงใจ แรงสนับสนุน ความตั้งใจจริงนั้นเป็น “จุดเด่น” ที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการยอมรับค่อนข้างสูง

แม้วันนี้ก็ยังเป็นไปเช่นนั้นที่เป็นความหวังเดียว เพราะคนอื่นๆในรัฐบาล คสช. ไม่มีใครโดดเด่นพอที่จะได้รับการยอมรับเทียบเท่าได้

นี่คือปัญหาของรัฐบาลในสภาพการณ์ที่เป็นจริง

และนั่นทำให้เห็นว่าองคาพยพของรัฐบาลนี้กำลังเกิดปัญหา เพราะ “พระเอกคนเดียว” นั้น ไม่สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้ จนทำให้ความเชื่อมั่นเริ่มลดระดับลงไปเรื่อยๆ จนพูดกันว่ากำลังอยู่ในช่วงขาลงหรือเริ่มนับถอยหลังได้แล้ว

ความซับซ้อนของปัญหาประเทศนั้นมีทั้งเรื่องเก่า เรื่องใหม่ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สภาพสังคม และเรื่องใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งจากในประเทศและนอกประเทศ ได้เข้ามาสร้างแรงกดดันอยู่ตลอดเวลา

แม้กระทั่ง “ภัยแล้ง” ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่ก็ได้กลายเป็นปัญหาลุกลามใหญ่โตไปทั้งประเทศกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง


เมื่อหลายๆอย่างซ้ำซ้อนเข้ามาพร้อมๆกัน การแก้ไขให้ทันอกทันใจจึงเป็นไปไม่ได้ และนั่นจึงเป็นจุดสำคัญที่กระทบถึง พล.อ.ประยุทธ์อย่างช่วยไม่ได้


เป็นความจริงที่กำลังเกิดขึ้น!?!

จึงไม่แปลกที่กลุ่มต่อต้าน คสช.สามารถช่วงชิงความเชื่อมั่น เชื่อถือด้วยการใช้วิธีการต่างๆ เพื่อซ้ำเติมก็เริ่มปรากฏออกมาให้เห็นชัดเจนและกล้าพอที่จะสร้างมันขึ้นมา

แค่การปล่อยข่าวว่านายกฯโอนเงินไปสิงคโปร์หมื่นล้านมันสร้างผลสะเทือน แม้ว่าไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม

การซื้อเรือดำนํ้า 3 หมื่นกว่าล้านก็ถูกนำไปเปรียบเทียบกับบัตรทองรักษาทุกโรคที่สร้างข่าวว่าจะมีการยกเลิก

แน่นอนว่าในภาวการณ์ที่เศรษฐกิจมีปัญหาการจะซื้อเรือดำนํ้าคงสร้างความรู้สึกที่เป็นลบอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

พูดง่ายๆว่าสามารถนำไปสร้างกระแสได้ทันที

มีการเสนอแนะให้ปรับรูปแบบการทำงานใหม่ในเชิงรุก เปลี่ยนตัวบุคคลนำคนเก่งคนดีที่มีแนวความคิดใหม่ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเพื่อสร้างภาวะความเชื่อมั่นให้คืนกลับมา

น่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้นและเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดมากกว่าที่จะดันทุรังกันไปอย่างนี้

อยู่ที่ว่าจะมองเห็นความจริงที่เกิดขึ้นและพร้อมแก้ไขหรือไม่?

“สายล่อฟ้า”

8 ก.ค. 2558 10:51 8 ก.ค. 2558 10:51 ไทยรัฐ