วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วิกฤติเขื่อนแล้ง แผลงฤทธิ์ข้ามปี

วิกฤติเขื่อนแล้ง แผลงฤทธิ์ข้ามปี

  • Share:

สำนวนเด็ดดอกไม้ สะเทือนไปถึง ดวงดาว ... ยังคงใช้ได้เสมอ โดยเฉพาะในแง่ความสัมพันธ์ของสถานการณ์หรือสิ่งสิ่งหนึ่งซึ่งได้รับผลกระทบ แล้วส่งต่อผลกระทบต่อเป็นลูกโซ่ไปยังอีกสิ่งหรืออีกสถานการณ์

ดูอย่างสถานการณ์น้ำแล้งล่าสุดเวลานี้ นอกจากมีข่าวชาวนาฆ่าตัวตายหนีภัยแล้ง บ้างก็ขนครก ขนสาก บากหน้าไปพึ่งโรงรับจำนำ

ภาวะตกที่นั่งลำบากนี้ ยังขยายวงทุกข์เผื่อแผ่ไปถึงบรรดาผู้มีอาชีพต้องอาศัยแม่น้ำลำคลองเลี้ยงปลาในกระชัง ระหว่างที่รอฝนฟ้าโปรยลงมาอีกครั้ง หลายชีวิตต้องดิ้นรน เพื่อความอยู่รอดในรูปแบบที่แตกต่าง

ศิริพร นิลประภา หรือ “อุ” ชาวบ้านหมู่ 7 ต.กุ่มหัก อ.หนองแค จ.สระบุรี อดีตเจ้าของกระชังปลานิล 4 กระชัง หลังจากเจ๊งไม่เป็นท่า เพราะไม่มีน้ำในคลองพอให้เลี้ยงปลา เพื่อความอยู่รอดไปวันๆ วันนี้เธอจำต้องสวมบทบาทใหม่ เปลี่ยนมาเป็นแม่ค้าเฉาก๊วย

อุเล่าว่า เมื่อปีที่แล้วเธอทดลองเลี้ยงปลานิลในกระชังเป็นครั้งแรก หมดเงินไปกับการลงทุนสร้างกระชังปลาขนาด 25 ตารางเมตร จำนวน 4 กระชัง ค่าลูกพันธุ์ปลา และค่าอาหารเม็ดสำหรับใช้เลี้ยงปลาเป็นเงิน แสนกว่าบาท

เธอว่า จับปลาขายในรอบแรกได้ทุนคืนมาไม่ถึง 30,000 บาท รอบที่สอง นำลูกพันธุ์ปลามาลงเลี้ยงในกระชังอีกหนจำนวน 8,000 ตัว แต่ยังไม่ทันจะได้จับปลาขาย ระดับน้ำในคลองที่ใช้เลี้ยงปลาเริ่มแห้งขอดลงทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น จนปลานิลที่เลี้ยงไว้ในกระชังตายไปราว 3,000 ตัว เธอจึงตัดสินใจนำปลาที่เหลือรอดราว 5,000 ตัว ย้ายไปปล่อยเลี้ยงไว้บ่อน้ำหลังบ้านแทน

“เมื่อไม่นานนี้เพิ่งจะจับปลานิลไซส์ตัวละ 8 ขีด จากในบ่อไปส่งขายให้แพปลาที่คลอง 4 ได้เงินมา 30,000 กว่าบาท เบ็ดเสร็จรวมค่าปลาที่ขายได้รอบแรกกับรอบสองได้เงินมาแค่ 6 หมื่นกว่าบาท ขาดทุนค่าทำกระชังและอาหารปลาไป 7 หมื่นเศษ”

อุบอกว่า เธอเข็ดขยาด ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาในกระชังอีกต่อไป

“ตอนนี้ยังเหลือกระชังแขวนไว้ดูต่างหน้า ชั่วโมงนี้บอกขายใคร ก็ไม่มีใครเอา เพราะระดับน้ำในคลองเหลือน้อยลงทุกที ทั้งลำคลองจึงแทบไม่มีใครกล้าเสี่ยงเลี้ยงปลากระชัง”

หลังจากแขวนกระชัง อุบอกว่า ในที่สุดเธอจำต้องหันกลับมายึดอาชีพเก่า ทำเฉาก๊วยขายอีกหน

“ตอนเศรษฐกิจแย่นี่มันโยงถึงกันไปทั่วนะ เมื่อก่อนเวลาชาวนาแถวนี้จะลงแขกเกี่ยวข้าว จะสั่งเฉาก๊วยของฉันไปกินคลายร้อนครั้งละ 20 กิโลฯ แต่พอราคาข้าวจากเกวียนละ 14,000-15,000 บาท เหลือแค่เกวียนละ 6,000-7,000 บาท น้ำท่าก็ไม่มีให้ทำนา เดี๋ยวนี้ลงแขกเกี่ยวข้าว เขาเปลี่ยนมาเลี้ยงกันแค่น้ำแข็งราดน้ำหวาน”

อุบอกว่า ที่หนักยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ยอดขายเฉาก๊วยของเธอ จากที่ก่อนหน้านี้ วันเว้นวันเคยมีลูกค้ารายใหญ่จาก จ.สระแก้ว มาสั่งซื้อไปขายคราวละ 33 ปี๊บ (น้ำหนัก 660 กก.) แต่นับจากต้นปีที่ผ่านมา ลูกค้ารายนี้สั่งตัดลดออเดอร์ลงเหลือแค่ครั้งละ 10 ปี๊บ (200 กก.)

“ปกติถ้าเป็นช่วงหน้าฝนกับหน้าหนาว ซึ่งอากาศไม่ร้อน คนจะไม่ค่อยนิยมกินเฉาก๊วย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ว่าฤดูไหน หรือต่อให้อากาศร้อนจนตับแตก คนก็ยังไม่กินกัน ลูกค้าที่สระแก้วบ่นให้ฟังว่า เดี๋ยวนี้ยอดขายตก เพราะคนไม่กล้าใช้จ่ายเงินกัน จะจับจ่ายใช้สอยก็แต่เฉพาะของที่จำเป็นจริงๆ”

ไสว เรืองสุคนธ์ ชาวบ้านหมู่ 6 ต.หนองโรง อ.หนองแค สระบุรี เพื่อนร่วมคลองระพีพัฒน์ คลองเดียวกันกับ “อุ” แต่ยังกล้าเสี่ยงวัดดวงเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง ท่ามกลางระดับน้ำในคลองที่ร่อยหรอลงเรื่อยๆเหลืออยู่ไม่ถึง 1 ใน 3 ของระดับน้ำปกติ เธอบอกว่า

“ตลอดทั้งคลอง แขวนกระชังกันหมด ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเลี้ยงปลากันแล้ว แต่ที่ฉันยังต้องก้มหน้าก้มตาเลี้ยง ไม่ใช่ว่าบ้าดีเดือด หรืออวดเก่งอะไรหรอก แต่เพราะไม่มีทางเลือกต่างหาก”

ไสวบอกว่า หนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. ที่ค้ำคอเธออยู่ ทำให้เธอไม่อาจนิ่งเฉยดูดาย

“ถึงแม้เขาจะพักหนี้ให้ แต่ก็พักแค่เงินต้นให้ 3 ปี อย่าลืมว่าดอกเบี้ย ยังคงเดินตลอด ไม่ได้ถูกพักตามเงินต้นไปด้วย ถ้าเรากู้ ธ.ก.ส.มาลงทุนทำกระชังปลา 200,000 บาท ต้องจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี เผลอเดี๋ยวเดียวโดนดอกเบี้ยปาเข้าไป 14,000 บาทแล้ว ตอนที่น้ำมีให้เลี้ยงปลาได้เยอะๆไม่เป็นไร เพราะจับปลาขาย ยังพอมีรายได้ให้ส่งต้น ส่งดอกฯใช้หนี้ แต่พอน้ำไม่มีให้เลี้ยงปลานี่สิกลุ้ม”

เธอว่ามันน่ากลุ้มตรงที่ หากผิดนัดไม่จ่ายดอกเบี้ยตามกำหนด จะเจอค่าปรับบวกดอกเบี้ย จากเดิมร้อยละ 7 เพิ่มขึ้นมากลายเป็นร้อยละ 13 บาททันที แถมจะทำเรื่องขอกู้ใหม่ก็ยาก เพราะถือเป็นลูกค้าที่มีประวัติผิดนัดชำระ เธอว่า เอาเงินเขามาลงทุนแล้ว จะเป็นจะตาย จะร้ายหรือดี ยังไงก็ต้องหาดอกเบี้ยให้เขาก่อน

“เรากู้มาตั้งแต่ปี 55 ที่จริงปีนี้ถึงกำหนดต้องส่งคืนใช้หนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ดันมาเจอปัญหาน้ำแล้งเข้าให้ ถ้าน้ำในคลองแห้งขอดลงไปอีก จนปลาในกระชังที่เลี้ยงไว้ตายเกลี้ยง อยากฝากบอกไปถึง ธ.ก.ส.ด้วยว่า ฉันไม่ได้ตั้งใจโกงนะ แต่ก็จนปัญญา เพราะไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหนมาจ่ายหนี้ให้”

ผละจากกองทุกข์ของ 2 ชาวบ้านหนองแค สระบุรี ลองไปสัมผัสปัญหาของชาวบ้านแถววังน้อย พระนครศรีอยุธยากันบ้าง

อำพล อัจจาครุ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังน้อย อ.วังน้อย พระนครศรีอยุธยา หนึ่งในนักการเมืองท้องถิ่นไม่กี่คน ที่ยังเป็นชาวนาและลงมือทำนาด้วยตัวเอง บอกว่า

สถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว หรือเมื่อ 9 เดือนก่อน ที่เราเคยไปสัมภาษณ์เขา ชาวบ้านเคยเดือดร้อน เพราะไม่มีน้ำทำนาอยู่อย่างไร นาทีนี้ก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้น ซ้ำยังหนักขึ้นกว่าเก่า

“แถวนี้มีคนที่ยังพอทำนาได้แค่ 1-2 รายเท่านั้น ที่ทำได้เพราะนาของเขาอยู่ใกล้กับคลองระพีพัฒน์ แต่นาของผมกับอีกหลายครัวเรือน ไม่สามารถทำนาได้ เพราะต้องอาศัยดึงน้ำปลายนาจากคลอง 6 ซึ่งแห้งขอดเกือบหมดแล้ว”

อำพลบอกว่าทั้งตำบลวังน้อย มีทั้งสิ้น 8 หมู่บ้าน มีชาวบ้านประมาณ 1,400 กว่าครัวเรือน กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก ทุกคนต่างรอให้ฝนตกอย่างเดียว

“สภาพพื้นที่แถวนี้ขุดบ่อบาดาลไม่ได้ อีกอย่างจะเอาน้ำบาดาลอย่างเดียวมาใช้ทำนา คงมีไม่พอให้ใช้ ชาวบ้านส่วนหนึ่ง เมื่อทำนาไม่ได้ ก็เลี่ยงไปปลูกตะไคร้ขาย ซึ่งใช้ไม่มากนัก อีกส่วนไปเช่าบ่อน้ำที่อยู่ติดกับคลอง 6 ในกรมทหารศูนย์ป้องกันภัยทางอากาศประจำภาคกลาง เลี้ยงปลาสวาย ปลานิล ปลายี่สก นอกนั้นก็ไม่รู้จะไปทำอะไร บางคนไปรับจ้างดายหญ้า หรือฉีดยาฆ่าหญ้าตามท้องนา แต่ก็เป็นงานที่ไม่มีให้ทำทุกวัน”

นายกอำพล บอกว่า เวลานี้เขื่อนป่าสักฯ ก็ไม่มีน้ำพอให้ระบายส่งลงมา ครั้นจะขุดบ่อบาดาลให้ชาวบ้านได้ทำนาเป็นร้อยไร่ ปริมาณน้ำก็ไม่พอใช้ รอฝนตกก็ไม่ยอมตกลงมาสักที รอทางการทำฝนเทียม ก็ยังไม่ได้ผล แต่ที่แน่ๆชาวบ้านจนลงทุกวัน เริ่มเดือดร้อนหนักขึ้นเรื่อยๆ

“ผมรู้สึกหดหู่และเห็นใจชาวบ้าน เราจะใช้เงินงบประมาณเอาออกไปช่วยเหลือพวกเขาอย่างที่เคยทำมา ก็ไม่กล้า เพราะกลัวผิดระเบียบ ช่วงนี้มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นภาวะฉุกเฉินเร่งด่วนเท่านั้น จึงจะนำงบฯออกไปใช้ได้ มันน่ากลุ้มใจจริงๆครับ” นายก อบต.วังน้อย กล่าวทิ้งท้าย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้