วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปล่อย14นักศึกษา ออกจากเรือนจำวันนี้

ศาลทหารยกคำร้องฝากขัง โดยไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ

ศาลทหารยกคำร้องฝากขังผัดที่สอง สั่งปล่อยตัว 14 นศ.ดาวดินแบบไม่มีเงื่อนไข ทนายอ้างสิทธิเคลื่อนไหวต่อแม้แต่รัฐบาลก็ห้ามไม่ได้ แจงคดียังไม่จบ ตร.เรียกสอบ นศ.ต้องไปให้ปากคำที่โรงพัก คาดออกจากเรือนจำได้หลังเที่ยงคืน “บิ๊กตู่” เตือนศาลเมตตาแล้วต้องหลาบจำ อย่าดื้อรั้นเรื่องไม่เป็นเรื่องเก็บความอาฆาตเกลียดชังเอาไว้ก่อน จวกแกนนำไม่เคยมีตายสักคน “บิ๊กป้อม” ขอร้องให้กลับไปเรียนหนังสือดีกว่า “เต้น” เหน็บจนแต้มเจอแรงเสียดทานหนัก สปช.ปูดมีองค์กรต่างชาติแทรกซึมล้างสมองเด็ก นายกฯยันซื้อเรือดำน้ำต้องดูความจำเป็นมีไว้พิทักษ์ทรัพยากรทางทะเล ไม่ได้เอาไปรบ

จากกรณีที่มีการคุมขังนักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ครบกำหนดฝากขังผัดแรก โดยพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลทหารเพื่อขอควบคุมต่อผัดที่ 2 นั้น

รปภ.เข้มหน้าศาลทหารคดีดาวดิน

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 7 ก.ค. ที่บริเวณหน้าศาลหลักเมือง กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่หรือเอ็นดีเอ็ม กว่า 20 คนพร้อมชูภาพถ่ายขนาดใหญ่ของนักศึกษา 14 คนที่ถูกจับกุมฐานความผิดอาญามาตรา 116 ประกอบมาตรา 83 ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.เดินทางมาเรียกร้องให้ศาลทหารปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกจับกุมทั้งหมดอย่างไม่มีเงื่อนไขโดยเร็ว โดยได้ปราศรัยผ่านเครื่องขยายสียงท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) จำนวน 30 นาย โดยเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารนำแผงเหล็กมาปิดกั้นบริเวณทางเข้ากรมพระธรรมนูญ ศาลทหารกรุงเทพฯ และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนและผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป

หวิดวุ่นกองเชียร์ก็มา–กองไล่ก็มี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะที่กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่รวมตัวชุมนุมอยู่ ได้มีชายวัยคนกลางเดินชูป้ายมีข้อความว่า “เผด็จการดีกว่า ประชาธิปไตยที่เลว” ซึ่งทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมไม่พอใจส่งเสียงโห่ไล่โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาห้ามและได้เข้ามากันตัวชาย 2 คน ขึ้นรถจักรยานยนต์ออกจากพื้นที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงกลาโหมทันที

14 นศ.แช่มชื่นเจอหน้าพ่อ–แม่

ต่อมาเวลา 08.50 น.พนักงานสอบสวนได้นำตัวนักศึกษา 14 คนมาขึ้นศาลทหารเพื่อขอฝากขังผัด 2 โดยทั้งหมดใส่ชุดสีน้ำตาลนั่งรถตู้จำนวน 3 คันรถกระบะ 2 คันเดินทางมาถึงศาลทหารกรุงเทพฯ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อพบหน้าพ่อ แม่และญาติพี่น้องที่มารอให้กำลังใจ พร้อมโบกมือทักทาย ก่อนที่เจ้าหน้าที่เรือนจำได้นำตัวนักศึกษาลงชั้นใต้ดิน ภายใต้การรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยอรินทราช 26 และเจ้าหน้าที่เรือนจำกว่า 10 นาย

อียู–แอมนาสตี้–ทูตสวีเดนมาฟังด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการพิจารณาของศาลทหารมีขึ้นเวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่ศาลทหาร เบิกตัว 14 นศ.จากห้องควบคุมตัวชั่วคราวของศาลทหาร เข้าสู่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 โดยทั้งหมดสวมเสื้อผ้าชุดนักโทษของเรือนจำพิเศษ สวมกุญแจมือทั้งสองข้าง ทั้งนี้ศาลอนุญาตให้พ่อแม่ ญาติ บุคคลใกล้ชิด ของจำเลยทั้ง 14 คน เข้าร่วมรับฟังในห้องพิจารณาคดีด้วย อาทิ นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นางเรวดี สิทธิสุราษฏร์ มารดานายรัฐพล ศุภโสภณ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน อาทิ จากสหภาพยุโรป หรืออียู ผู้แทนจากแอมนาสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสวีเดน ประจำประเทศไทย กลุ่มนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน หรือไอลอว์ เป็นต้น

จำเลยอ้างติดเรียน–มีสอบ–ไม่คิดหนี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.มานิตย์ ทองขาว พงส.ผนพ. (หน.) สน.สำราญราษฎร์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอฝากขังจำเลยที่ 1-14 เป็นผัดที่สอง ศาลทหารอนุญาตให้จำเลย ประกอบด้วยนายรังสิมันต์ โรม นายพรชัย ยวนยี นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา แถลงต่อศาล ซึ่งทั้งหมดยืนยันว่าไม่ได้คิดหลบหนี ทั้งมีภารกิจด้านการเรียน การสอบ ที่ยังติดค้างอยู่ บางรายเจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษา ส่วนทีมทนายนำโดยนายกฤษฎางค์ นุตจรัส แถลงต่อศาลคัดค้านการยื่นขอฝากขังโดยให้เหตุผลเช่นเดียวกับนักศึกษา นอกจากนี้ ยังอ้างถึงเหตุการณ์ที่มีทหารเดินทางไปบ้านผู้ปกครองของ นศ.ที่ถูกควบคุมตัวให้ศาลได้ทราบด้วย

ศาลให้ปล่อยตัวแบบไม่มีเงื่อนไข

จากนั้นศาลฯ ได้วินิจฉัยว่า กรณีดังกล่าวเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุผลของ นศ.และทีมทนายจำเลย มีน้ำหนัก พิจารณาให้ยกคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน และให้มีการปล่อยตัวจำเลยที่ 1-14 โดยไม่มีเงื่อนไข ท่ามกลางความดีใจของพ่อ แม่ ญาติมิตร ของกลุ่มเอ็นดีเอ็ม จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวกลุ่มเอ็นดีเอ็มทั้งหมด เดินทางกลับไปยังเรือนจำพิเศษ เพื่อรอเอกสารการปล่อยตัวจากศาลทหารในวันที่ 8 ก.ค.ต่อไป

ทนายชี้เคลื่อนไหวต่อ รบ.ก็ห้ามไม่ได้

นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความกลุ่มนัก ศึกษาเอ็นดีเอ็ม กล่าวว่า การปล่อยตัวแบบไม่มีเงื่อนไข ทำให้นักศึกษา 14 คนสามารถเคลื่อนไหวต่อได้เพราะเป็นสิทธิ แม้แต่รัฐบาลก็ห้ามไม่ได้ และไม่จำเป็นต้องรายงานตัวกับศาลทหาร เพราะไม่ได้ถูกขังตามอำนาจหมายศาลแล้ว หลังจากนี้พนักงานสอบสวนต้องหาพยานหลักฐานและสำนวนส่งฟ้องต่ออัยการศาลทหาร และนำตัวนักศึกษามาฟ้องที่ศาลทหาร ดังนั้นการทำงานของอัยการศาลทหารจึงไม่กำหนดระยะเวลาตายตัว หากถูกคุมขังต้องดำเนินการภายใน 48 วัน นับตั้งแต่วันถูกจับ ตอนนี้เด็กเป็นอิสระจะไปไหนก็ได้ เพราะถือว่ายังไม่ใช่ผู้กระทำความผิด

คดียังไม่จบ–ตร.เรียกสอบต้องไป

นายกฤษฎางค์กล่าวว่า หลังจากนี้ นศ.ทั้งหมดมีอิสรภาพที่จะไปไหนมาไหนได้ตามปกติ บางคนคงกลับไปพบพ่อแม่ กลับไปเรียนหนังสือ และเข้ารับการรักษาอาการป่วย ส่วนคดีที่ถูกตั้งข้อหาคดีความยังไม่เสร็จสิ้น อยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของตำรวจ ที่ยังไม่มีการสรุปสำนวน ซึ่งการนัดหมายสอบปากคำครั้งต่อไป นศ.จะต้องเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนที่โรงพัก ส่วนหลังจากนี้ นศ.จะเคลื่อนไหวต่ออย่างไรทีมทนายไม่ทราบ แต่ก็ถือเป็นสิทธิของ นศ.ถ้าเป็นแค่การแสดงความเห็นทางการเมือง เพราะถ้า นศ.สนใจแต่เรียน ไม่สนใจเรื่องประเทศชาติพวกเราทุกคนคงลำบาก

ออกจากเรือนจำได้หลังเที่ยงคืน

นายกฤษฎางค์กล่าวด้วยว่า ล่าสุดได้สอบถามจากศาลทหาร ทราบว่า ศาลยังไม่ได้ออกหมายปล่อยตัวนักศึกษาและนักกิจกรรม 14 คนในวันนี้ เนื่องจากเดิมศาลอนุญาตให้ฝากขังถึงวันที่ 7 ก.ค. อยู่แล้ว ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงควบคุมตัวในเรือนจำ ตามคำสั่งศาลฝากขังในผัดแรก ถึงเวลาเที่ยงคืน วันที่ 7 ก.ค. และสามารถปล่อยตัวได้ หลังเที่ยงคืนเข้าสู่เช้าวันที่ 8 ก.ค. ส่วนการที่ศาลยกคำร้องฝากขังผัด 2ในวันนี้ ไม่ได้ทำให้จำนวนวันของการฝากขังในผัดแรกมีจำนวนวันลดลง

เด็กรามฯ ให้ลดทิฐิ–เสรีชนมอบดอกไม้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 09.40 น.ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงาน ก.พ. น.ส.สุพัตรา ไชยพลฤทธิ์ นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมพวกจำนวนหนึ่งเดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เพื่อขอให้สร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติและปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีนายสาธิต สุทธิเสริม นิติกรชำนาญการเป็นผู้รับเรื่อง น.ส.สุพัตรากล่าวว่า องค์การนักศึกษามองเห็นสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความละเอียดอ่อน จึงขอให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นผู้ขัดแย้งฝ่ายใด ควรลดฐิทิลงเพื่อหาทางออกร่วมกัน ทำให้เกิดบรรยากาศในความปรองดองในชาติ ทางองค์การฯมีความเป็นห่วงต่อกลุ่มนักศึกษาที่โดนจับกุม จึงอยากให้เพื่อนนักศึกษาเหล่านั้น ใช้สิทธิประกันตัวตามกฎหมายเพื่อลดบรรยากาศความขัดแย้งและนำไปสู่การแสวงหาทางออกของปัญหาร่วมกัน

จากนั้นนายอัครกฤษ นุ่นจันทร์ ประธานกลุ่มเสรีชน Thailand 58 เดินทางมามอบช่อดอกไม้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อให้กำลังใจในการทำงานให้ญาติปักหลักรอรับตัวตอนเช้ามืดต่อมาเวลา 18.30 น. นายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. แกนนำเครือข่ายคณาจารย์ผู้ห่วงใยศิษย์ที่ถูกคุมขัง น.ส.ชลิตา บัณฑุวงศ์ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน เดินทางเข้าหารือกับนายสายันต์ ขุนปลาด หัวหน้าแดนแรกรับเรือนจำพิเศษ เพื่อขออนุญาตเรือนจำให้ปล่อยตัว 14 นศ.ทันทีที่พ้นอำนาจการฝากขัง 12 วัน คือ ในเวลา 24.00 น. โดยนายอนุสรณ์เผยว่าเรือนจำชี้แจงว่าไม่สามารถปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังในยามวิกาลได้ แต่ยืนยันจะปล่อยตัว นศ.ทั้งหมดในเวลา 06.00 น. วันที่ 8 ก.ค.นี้ และอนุโลมให้มวลชน ญาติและเพื่อน นศ.ที่มาเฝ้ารอการปล่อยตัว สามารถปักหลักค้างแรมรอได้ที่บริเวณสวนหย่อมหน้าเรือนจำจนถึงเช้าด้วย นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้กลุ่มคณาจารย์จัดสะเดาะเคราะห์ทันทีหลังได้รับอิสรภาพ

ปูดองค์กรต่างชาติล้างสมอง นศ.

พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ตนรู้จักกับ 1 ใน 14 ของนักศึกษากลุ่มดาวดินซึ่งเป็นคน จ.สุรินทร์ และเคยคุยกับผู้ปกครองของเด็กคนดังกล่าวที่มาเยี่ยมบุตรในเรือนจำ ซึ่งผู้ปกครองก็แสดงความเป็นห่วงลูกและไม่อยากให้เข้ามายุ่งกับเรื่องการเมือง เมื่อสอบถาม ถึงความเคลื่อนไหวก็ทราบว่า เหตุที่นักศึกษาเข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มดาวดินเมื่อเดือนก่อน โดยมีองค์กรต่างชาติองค์กรหนึ่ง ซึ่งเป็นฝ่ายที่ไม่หวังดีมาติดต่อนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้เข้ากระบวนการเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งหลังจากที่ลูกชายกลับมาก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกับพ่อแม่จนออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างที่เห็น

“บิ๊กตู่” เตือน นศ.ศาลเมตตาต้องหลาบจำ

เมื่อเวลา 13.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า การที่ตนต้องพูดมาในทุกวันนี้เพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้ว่าเราจะต้องอยู่อย่างไร ถ้าเรายังคงอยู่เหมือนเดิม ทำงานทุกอย่างเหมือนเดิม มันไปไม่ได้ ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทย เหมือนคนที่มีไข้ วันนี้ไข้ก็เริ่มลดลง แต่ยังไม่หายกำลังดูแลกันอยู่ แต่ถ้าให้ยาผิดซองก็ไปอีก ตอนนี้เชื้อโรคมีเยอะกำลังเข้ามาอยู่ ทิ่มๆ ตำๆ อยู่รอบๆ วันนี้รัฐบาลดูแลอย่างเต็มที่ ในส่วนของนักศึกษาทั้ง 14 คนวันนี้ก็เป็นไปตามขั้นตอน ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังอะไรกับใครนักหรอก แต่กฎหมายต้องเป็นกฎหมายจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรมที่จะเมตตาอย่างไร สิ่งที่ศาลได้เมตตาไปแล้วก็ต้องคิดว่ามันจะทำได้อีกไหม เรื่องนี้ตนก็ไม่รู้หลักการของกฎหมาย ก็จะต้องมีการหลาบจำและยอมรับความผิดกันบ้าง

อย่าดื้อขัดคำสั่ง คสช.–ม.44–ก.ม.

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ต้องเข้าใจว่าไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหรือมาตรา 44 หรือ พ.ร.บ.ต่างๆออกมาสมัยรัฐบาลนี้ทั้งนั้น ถ้าบอกว่ากฎหมายนี้ไม่ถูกต้องก็เท่ากับว่า 300 กฎหมายที่ออกมาก่อนหน้านี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด ซึ่งมันไม่ใช่ ทุกอย่างทำตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพราะมีรัฐบาลและรัฐธรรมนูญเพราะ ฉะนั้นอย่ามาดื้อรั้นในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ตนก็เป็นกังวลกับอีกพวกหนึ่งที่มาสนับสนุน เดี๋ยวจะตีกันไปจนเกิดเหตุการณ์บานปลายไปอีก จึงขอร้องสื่ออย่าไปจุดชนวนความรู้สึกให้เกิดขึ้นมาอีก สื่อมีความสำคัญที่จะทำให้บ้านเมืองสงบหรือไม่สงบ ประมาณ 50%

วอนเก็บความอาฆาตเกลียดชังไว้ก่อน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกคนต้องเข้าใจว่าวันนี้รัฐบาลทำงานนอกจากงานตามภาระหน้าที่แล้วยังมีงานที่จะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า จากนี้ไปทุกรัฐบาลจะต้องทำงาน โดยมีนโยบายเร่งด่วนหรือนโยบายใหม่เพื่อออกมาปฏิบัติทั้งการเร่งรัด การแก้ไขจะได้ไม่เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา วันนี้ขนาดรัฐบาลปัจจุบันตั้งคณะทำงานขึ้นมาไม่รู้กี่คณะยังไปได้ช้า เพราะยังมีการต่อต้านจากคนที่เสียผลประโยชน์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสื่อที่ต้องไปหามาว่าใครเสียหรือใครได้ผลประโยชน์ แต่สำหรับตนไม่เคยได้ผลประโยชน์อะไร มีอย่างเดียวที่พอกลับบ้านก็ไปนอนคิดว่าเราควรภูมิใจกับตัวเองบ้างหรือไม่ที่วันนี้ได้ทำอะไรเป็นผลสำเร็จบ้าง ยืนยันว่าไม่เคยคิดจะเป็นศัตรูกับใครทั้งสิ้น ไม่ได้ต้องการให้คนทั้งประเทศมาอยู่ข้างตน หรืออีกพวกหนึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้น ใครที่เป็นคนไทยก็ควรต้องทำอย่างที่ตนทำ เก็บความอาฆาตเกลียดชังไว้วันหลัง แล้วข้างหน้าค่อยว่ากัน

ให้ สปช.ชงข้อมูลต่างชาติชักใยเด็กมา

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “สื่อมีหน้าที่ต้องช่วยผม เพราะสื่อถือเป็นผู้นำเหมือนกับผมเพราะคนเสพสื่อ ถ้าสื่อบอกดี ชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ แนะนำในสิ่งต่างๆก็ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า แต่ถ้ามัวเสนอแต่ความขัดแย้งไม่มีทางหลุดพ้น ผมพยายามก้าวข้ามกับดักทั้งหมดแล้ว แต่สื่อพยายามจะดึงกลับมาที่เก่าอีก พวกได้โอกาสเมื่อสื่อเปิดพื้นที่ให้ก็เอาทันที

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้รับรายงานที่ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิก สปช. ออกมาระบุว่ามีองค์กรระหว่างประเทศหนุนหลังกลุ่มนักศึกษาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า “ใคร พลเอกไหนก็ไปถามเขาดูเอง ใครรายงานผมไม่รู้ ผมไม่มีรายงาน วันนี้ พล.อ.ธวัชชัยเขาอยู่ที่ไหน มีตำแหน่งอะไร เมื่อมาเป็น สปช.ก็ต้องรายงานตรงกับ สปช.ก็ทำรายงานขึ้นมาสิ สำหรับผมขนาดเพื่อนผมยังไม่คุยด้วยเลย”

จวกแกนนำม็อบไม่มีตายสักคน

เมื่อถามว่า ในทางการข่าวมีข้อมูลดังกล่าวหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ถ้ามีแล้วจะอย่างไร สื่อจะไปรบกับองค์กรอื่นหรือเปล่า จะช่วยตนทำความเข้าใจกับองค์กรเหล่านั้นหรือไม่ ทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรอื่นๆ มาถามตนเช่นนี้เพื่อให้ไปแก้หรือจะให้ไปรบกับเขา ขอร้องสื่อให้เลิกเสียทีเถอะ ไม่ได้บังคับ ขอให้คิดใหม่ทุกเรื่อง มันต้องร่วมกันคิดต้องร่วมกันทำ ด้วยความเห็นชอบร่วมกัน อย่าต้องให้บังคับเพราะถ้าบังคับแล้วก็จะมีเรื่อง แล้วถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ววันข้างหน้าจะทำอย่างไร ถ้าปลุกแล้วลุกกันขึ้นมาแล้วต่อต้านกันทั้งหมดแล้วจะทำอย่างไร ใครจะรับผิดชอบ ทหาร ตำรวจอีกแล้วใช่หรือไม่ ทหารกับตำรวจก็ต้องทำหน้าที่ยุติ แล้วใครมีความผิดก็ทหาร ตำรวจอีกนั่นแหละ แล้วถามว่าไอ้ที่ไปตาย ก็เป็นคนจนทั้งนั้น เป็นลูกเป็นหลาน ส่วนไอ้คนนำหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีใครตายสักคนบ้างหรือไม่ กฎหมายมันยังไม่รับผิดเลย แล้วก็อ้างอยู่นั่นแหละว่าเป็นประชาธิปไตย แล้วเคยตายบ้างหรือไม่ ไอ้คนที่ออกมาอ้าง มันไม่เคยติดคุก มันไม่รู้หรอกลองดูก็แล้วกัน สู้ได้ก็สู้ไป ก็เห็นตำตากันอยู่ และผมไม่ได้บอกว่าใครผิดใครถูกแต่กลายเป็นว่า ผมกลายเป็นคนผิดทุกเรื่อง ส่วนพวกที่มีคดีอยู่ก็ไม่พูดถึง มันจะอะไรนักหนา โลกมันกลับตาลปัตร สมองหน้าหลังมันกลับกัน

ถามคนต้านรออีกหน่อยไม่ได้หรือ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ศาลอนุมัติปล่อยตัวนักศึกษา กังวลหรือไม่ว่าจะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มอื่นๆออกมาอีก พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า อยู่ที่คนทำ อยู่ที่นักศึกษา ในเมื่อศาลให้ความเมตตาไปแล้วก็ไปดูกัน แต่ถ้าบอกว่าไม่ผิดมันจะใช่หรือเปล่าก็ต้องไปดู วันนี้พ่อแม่และทุกๆคนก็เป็นห่วง จะเสียสละไปเพื่อใคร เวลานี้มันเพื่อใคร ทำไมจะรออีกสักหน่อยไม่ได้หรือ ถามจริงๆว่าอยากจะมีรัฐบาลใหม่ในวันพรุ่งนี้เลยหรือไม่ จะเอาหรือเปล่า เพราะเบื่อตนแล้วก็เอาคนใหม่เข้ามาแล้วต้อนเขาอย่างนี้บ้าง รัฐบาลจะไปหรือช้าไปขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่เขาเขียนไว้ เราต้องมีมุมมองและเข้าใจถึงคำว่าอดีต ปัจจุบันและอนาคต ว่าอดีตบ้านเมืองเป็นอย่างไร ปัจจุบันเรากำลังทำอะไร อนาคตจะเป็นอย่างไรในวันหน้า แล้ววันนี้คือประวัติศาสตร์ของวันข้างหน้า ถ้าทำสำเร็จก็จะเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่เปลี่ยนลุคใหม่ แต่ถ้าไม่ทำมันก็กลับไปสู่ที่เก่า แต่กลัวว่ามันจะหนักยิ่งกว่านี้เพราะเศรษฐกิจจะตกลงยิ่งกว่านี้ ถ้าไม่ทำอย่างที่พูด ขนาดสั่งกันทุกวันยังไม่ทำกัน พยายามเร่งทุกอย่าง

เราต้องทำให้คนทั้งโลกเห็นความรัก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ใครเชิญไปประชุมที่ไหนก็ไปทุกที่ ไม่เคยได้พักผ่อน ประชุมเสร็จก็กลับเพราะคิดถึงคนไทย พอกลับมาก็ได้รับคำถามน่าอบอุ่นและชื่นใจทำให้ต้องกระตือรือร้นขึ้นมาอีกนิด เลือดสูบฉีดขึ้นสมองอีกหน่อยก็พอที่จะมีแรง เป็นกระท้อน ยิ่งทุบก็ยิ่งหวาน แต่ระวังจะทุบกลับไปให้บ้าง ตนเป็นกระท้อนสาว ถ้าเป็นกระท้อนแก่ๆ มันไม่ค่อยหวาน เพราะแก่เกินไปลูกมันใหญ่ ไม่อร่อย มันต้องพอดีๆ ต้องมีตัวตนในเวทีโลก คนไทยต้องทำให้คนทั้งโลกได้เห็นถึงความรัก ความสามัคคี ความมีอัจฉริยะ มีบุคลิกภาพที่ดีในสังคมโลก ไม่ใช่ว่านักการศึกษาก็ตีกัน อาชีวะก็ตีกัน บนถนนก็เดินขบวน ไม่รู้อะไรหมู่ อะไรจ่า อะไรคือกฎหมาย ไม่รู้สถานการณ์ว่าอะไรคืออะไร ปนเปไปหมดทุกเรื่อง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา ตีกันหมดทุกเรื่อง ทำไม่ได้สักเรื่อง แล้วประเทศไทยมันจะไปทางไหน ถ้าเราไม่สร้างระบบไว้ตั้งแต่วันนี้ วันข้างหน้าก็จะเป็นอย่างนี้

“บิ๊กป้อม” ขอร้องไปเรียนหนังสือเถอะ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า เราได้พยายามชี้แจงให้นักศึกษาไม่เคลื่อนไหวมาตลอด เพราะตอนนี้รัฐบาลและ คสช.บริหารบ้านเมืองในช่วงไม่ปกติ อยากขอเวลาดำเนินการตามโรดแม็ป เมื่อได้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติจึงมีการเลือกตั้ง ก็ขอให้เข้าใจ พวกเราไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ แต่มาแก้ปัญหาไม่ให้คนในชาติขัดแย้งกัน ตนก็ย้ำเสมอเรื่องการเมืองขอให้หยุดไว้ก่อน

เมื่อถามว่าจะพูดคุยกับนักศึกษาให้หยุดเคลื่อนไหว พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ก็จะพูดแบบนี้ จะบอกว่าเรามีกฎหมายอยู่ ก็ขอร้องว่าอย่าทำ ให้ไปเรียนหนังสือดีกว่า เมื่อจบมาจะได้ช่วยประเทศชาติส่วนที่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องจะเรียกมาพูดคุยหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องของ คสช.ไม่ต้องห่วง

“เต้น” เหน็บจนแต้มแรงเสียดทาน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ยินดีกับอิสรภาพของนักศึกษา แต่ไม่คิดว่าสิ่งนี้คือความยุติธรรมที่ผู้มีอำนาจมอบให้ เพราะกระบวนการที่นำไปสู่การคุมขังไม่ใช่กฎหมายตามหลักนิติธรรมตั้งแต่ต้น มองได้ว่าเป็นความพยายามจัดการกับความผิดพลาดที่ทำให้สถานการณ์บานปลายจนรัฐบาลเผชิญแรงเสียดทานทั้งในและต่างประเทศ พูดให้ถึงที่สุดคือเป็นการดำเนินการที่มีเป้าหมายทางการเมืองเป็นสำคัญ มิใช่การยอมรับในความบริสุทธิ์ของขบวนการนักศึกษาแต่อย่างใด สิ่งที่ต้องตามกันต่อคือการดำเนินคดี ตนเห็นว่าไม่มีความชอบธรรมใดๆ ที่รัฐจะทำให้เยาวชนกลุ่มนี้เป็นผู้ต้องหาอาญาแผ่นดิน เนื่องจากข้อเรียกร้องและแนวทางการต่อสู้ของพวกเขาสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยที่ทั่วโลกยอมรับ รัฐบาลควรยุติการดำเนินคดีโดยเร็วที่สุดมากกว่า เพื่อพิสูจน์ว่าหัวใจผู้มีอำนาจกว้างกว่าประตูคุก หยุดการแสดงอำนาจในทุกรูปแบบต่อกลุ่มเคลื่อนไหวและสมาชิกในครอบครัว และควรใช้โอกาสนี้ปรับทัศนคติตัวเองให้เข้าใจขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่พึงปรารถนาระหว่างรัฐบาลกับนักศึกษาประชาชนในอนาคต

พท.การันตี นศ.ไม่มีเบื้องหลัง

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยส่งเสริมบรรยากาศความปรองดอง และทำให้เกิดการยอมรับว่ากลุ่มนักศึกษาเป็นพลังบริสุทธิ์ เคลื่อนไหวโดยไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือมีกลุ่มการเมืองใดอยู่เบื้องหลังตามที่มีการกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ รวมทั้งได้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหามากกว่าที่จะสร้างเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม หลังจากปลดเงื่อนไขความไม่เข้าใจแล้ว รัฐบาลต้องรับฟังสิ่งที่นักศึกษาเรียกร้องรวมทั้งข้อเสนอแนะต่างๆ เชื่อว่าจะทำให้บรรยากาศดียิ่งกว่านี้

จัดคิว พท.-ปชป.ออกเดินหน้า ปท.ไทย

พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก ในฐานะรองเลขาธิการ คสช.กล่าวถึงการเชิญนัก การเมืองมาพูดคุยผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทย ว่า เป็นการเชิญทั้งพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ มาช่วยให้ความคิดเห็นในการปฏิรูป และจะเชิญประธาน สปช.ด้านต่างๆมาพูดคุย ซึ่งที่ผ่านมาได้เชิญนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงานมาพูดคุยแล้ว และในวันที่ 8 ก.ค.นี้ จะเชิญนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการจะมาให้ความคิดเห็นด้านการศึกษา ส่วนจะเชิญนักศึกษามาด้วยหรือไม่ถ้าอยากมาก็ยินดีเพราะเรามีเวทีให้ ทั้งนี้อยากขอร้องสื่อมวลชนช่วยกันเผยแพร่รวมถึงคอลัมนิสต์ต้องช่วยเขียนให้ดี เมื่อถามว่าศาลทหารปล่อยตัวนักศึกษา 14 คนจะไปทำความเข้าใจหรือไม่ พล.อ.ฉัตรเฉลิม กล่าวว่าศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เป็นผู้รับผิดชอบต้องดูอีกที เพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปสู่ความวุ่นวาย

“สมยศ” รู้แล้วคนปล่อยข่าวทำป่วน

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงการเผยแพร่ข้อความทางสื่อออนไลน์ สร้างความเสียหายแก่บุคคลอื่นว่า ตนให้นโยบายไว้แล้วเรื่องใดที่สร้างความเข้าใจผิด สร้างความสับสน ทำให้สังคมตื่นตระหนก สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องตรวจสอบ ตลอดจนดูความเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับใคร ส่วนการจับตาความเคลื่อนไหวกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ด้านการข่าวอยู่แล้ว ขณะนี้มีข้อมูลผู้ปล่อยข่าวเพื่อสร้างความตื่นตระหนกในสังคม แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนการโพสต์ข้อความว่านายกฯโอนเงินไปสิงคโปร์ เป็นข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะเงินเป็นหมื่นล้านบาท ถ้ายักย้ายถ่ายโอนประเทศสหรัฐอเมริกาตรวจสอบอยู่ เพราะเป็นการเฝ้าระวังเรื่องการก่อการร้าย

“บวรศักดิ์” ผวาถูกดักฟังสั่งเช็กยิบ

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยเข้าสู่วาระพิจารณาในส่วนที่ว่าด้วยวุฒิสภา ทั้งนี้ก่อนเข้าประชุม นายบวรศักดิ์ได้กล่าวกับสื่อมวลชนที่รอสัมภาษณ์ถึงประเด็นการนำเสนอข่าวที่นำคำพูดในห้องประชุม กมธ.ยกร่างฯแบบคำต่อคำไปนำเสนอ ว่าได้เนื้อหามาอย่างไร โดยสื่อมวลชนปฏิเสธว่าไม่ทราบและไม่รู้ถึงการนำเสนอข่าวตามที่นายบวรศักดิ์ระบุ โดยก่อนการประชุม นายบวรศักดิ์ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ประจำห้องประชุม กมธ.ยกร่างฯ เช็กทุกมุมของห้องประชุมว่ามีการนำเทปบันทึกเสียงซ่อนไว้อยู่ภายในห้องประชุมหรือไม่ และเมื่อเจ้าหน้าที่ประจำห้องเช็กแล้วไม่พบเทปบันทึกเสียง การประชุมจึงได้เริ่มขึ้น

กมธ.ยกร่างฯยึดประเพณีโหวตไม่ลับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีสมาชิก สปช.เสนอให้การลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปโดยลับว่า เป็นข้อเสนอส่วนบุคคล แต่ที่ผ่านมาการลงมติในร่างรัฐธรรมนูญก็ใช้การโหวตโดยเปิดเผย ดังนั้นการลงมติร่างรัฐธรรมนูญควรเป็นไปตามข้อบังคับและยึดถือตามประเพณีปฏิบัติที่เคยเป็นมา โดยพื้นฐานเชื่อมั่นในวิจารณญาณของ สปช.

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวาณิช โฆษก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ประเด็นการหยั่งเสียงสมาชิกพรรคในการเลือกตั้งครั้งแรก เราจะเขียนยกเว้นไว้ในบทเฉพาะกาล เนื่องจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ก็อาจจะมีการตั้งพรรคการเมืองหลายพรรค รวมทั้งมีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่จากเดิม 375 เขตมาเป็น 300 เขต ดังนั้น เขตเลือกตั้งจะเปลี่ยนไปและใหญ่ขึ้น

“วิษณุ” ฟันธงไม่จำเป็นต้องทำลับๆ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามข้อบังคับต้องโหวตเปิดเผย ถ้าจะโหวตลับต้องไปแก้ข้อบังคับ ซึ่งมองว่าไม่จำเป็นที่ต้องทำแบบนั้น เรื่องดังกล่าวมีคนพูดขึ้นมา แต่อาจไม่ได้เป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ ที่ผ่านมาการโหวตร่างรัฐธรรมนูญจะโหวตเปิดเผย มันไม่มีเหตุอะไรที่ทำให้ต้องลงมติลับ ซึ่งไม่ใช่แค่รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอะไรก็ตาม ต้องลงมติแบบเปิดเผย จะลงมติลับก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องของตัวบุคคล

รัฐคิดหนักเงินวางศาลฟ้องแพ่งคดีข้าว

นายวิษณุกล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า คณะกรรมการทั้ง 2 ชุด คือคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและกำหนดค่าความเสียหาย และคณะกรรมการว่าด้วยการรับผิดทางแพ่ง รายงานความคืบหน้ามาเป็นระยะ ตนรายงานนายกรัฐมนตรีแล้วว่าขณะนี้ดำเนินการไปถึงไหน โดยยังมีปัญหาคือเรื่องจำนวนตัวบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งนักการเมืองและข้าราชการ ส่วนมูลค่าความเสียหายจะแบ่งเฉลี่ยแต่ละบุคคลไป ดูกันตามโทษานุโทษ แต่สิ่งที่ต้องคิดหนักหน่อยคือ มูลค่าเสียหาย ซึ่งกระทรวงการคลังต้องวางค่าธรรมเนียมศาลด้วย โดยตัวเลขต้องวางถือว่าเยอะอยู่ต้องคิดให้ดีจะเรียกเอาหมดหรือไม่ โดยที่ยังไม่รู้จะแพ้หรือชนะ ถ้าเสียดายและอยากประหยัด ก็เรียกมันน้อยๆ ยอมถูกด่า ส่วนการฟ้องร้องยืนยันทันอายุความ 2 ปีแน่นอน เพราะถ้ารัฐไม่ฟ้องจะถูกพ่วงเป็นจำเลยที่ 17

นายกฯแจงเรือดำน้ำมีไว้ขู่–ไม่ใช่รบ

อีกเรื่องหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงความจำเป็นในการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือในขณะนี้ว่า เป็นแผนงานการพัฒนาของกองทัพที่มองล่วงหน้าไป 10 ปี เรื่องนี้เกิดมานานแล้วไม่ใช่พึ่งมาเกิดในรัฐบาลนี้ เป็นเรื่องภายในกองทัพเรือ ยังไม่ได้ซื้อสักลำ โยงกันไปเรื่องประมงบ้าง รถไฟบ้าง ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องทำอะไรเลยอยู่เฉยๆดีกว่า เอาเงินมาจัดการแล้วโกงกันเอาหรือไม่ เปิดฟรีกันไปเลย แบ่งเค้กกันไป ใครอยากจะเอาอะไร มาติดต่อกับตนตั้งโต๊ะกันเลยเอาไหม วันนี้ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปข้าราชการมีหมด เรือดำน้ำต้องดูความจำเป็นว่าจะต้องซื้อหรือไม่ มีไว้เพื่อรบหรือมีเพื่อไม่รบ เรามีทะเลอ่าวไทย จำเป็นจะต้องปกป้องพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลหรือไม่ ไม่ได้มีเพื่อไปรบยิงกับใครแต่มีเพื่อให้เกรงใจ วันหน้าจะรักษาการเดินเรืออย่างไร เดินการประมงอย่างไร มันเป็นศักยภาพเท่านั้นเอง แล้วมีก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ในวันนี้ต้องผ่อน

“บิ๊กป้อม” ว้ากไม่เหมือนซื้อปาท่องโก๋

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า การซื้อเรือดำน้ำไม่ใช่ เหมือนซื้อปาท่องโก๋ เพราะเป็นโครงการพัฒนากองทัพเรือมีการจัดตั้งกองเรือดำน้ำ และ ผบ.กองเรือดำน้ำมานานแล้ว แต่ยังไม่มีเรือ และที่ซื้อไม่ได้เพราะวิจารณ์กันมากเรื่องการใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่ชาวบ้านยากจนซึ่งต้องเข้าใจว่าไม่ใช่แบบนั้นกองทัพเรือมีโครงการมากว่า 20 ปีไม่ใช่เสนอมาครั้งแรก แต่เสนอมาตั้งแต่ตนเป็นรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตนก็เห็นชอบ อย่างไรก็ตามต้องรอ ครม.อนุมัติเพราะต้องผูกพันงบประมาณ หากขาดเงินไปบ้างจะต้องของบสนับสนุนจากรัฐบาล

ครม.ขี้เมื่อยแห่นวดแผนโบราณ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ก่อนการประชุม ครม.ที่หน้าห้องประชุมชั้น 5 ตึกบัญชาการ 1 น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง พร้อม นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ประชาสัมพันธ์งานมหกรรมเมืองสุขภาพดี วิถีชุมชน ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯจะเป็นประธานในพิธีเปิดงานในช่วงเย็น พร้อมนำพนักงานนวดแผนไทย มาบริการนวด ทั้งนี้มีรัฐมนตรีมาใช้บริการกันจำนวนมาก อาทิ นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“ปู–ไปก์” ไหว้พระ–เกจิดังที่ศรีสะเกษ

ที่วัดมหาพุทธาราม หรือวัดพระโต ต.เมืองเหนือ อ.เมืองศรีสะเกษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อม “น้องไปก์” ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร และคณะเดินทางไปไหว้พระหลวงพ่อโตพระคู่บ้านคู่เมืองของ จ.ศรีสะเกษ โดยมีประชาชนชาวศรีสะเกษ เดินทางมาพบและถ่ายรูปกับอดีตนายกรัฐมนตรีพร้อมมอบดอกกุหลาบแดงให้เป็นกำลังใจจำนวนมาก จากนั้นเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ อ.ห้วยทับทัน และเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ห้วย พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของ จ.ศรีสะเกษ ที่วัดประชา–รังสรรค์ อ.ห้วยทับทัน ก่อนเดินทางกลับ กทม.

“พระสุเทพ” ทำบุญวันเกิด–สิ้นเดือนสึก

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่บริเวณบ้านดอนรัก อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ได้จัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระ 124 รูป จากวัดธารน้ำไหล หรือสวนโมกขพลาราม และพระชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัด เนื่องในวันครบรอบวันเกิด ปีที่ 66 ย่างเข้าปีที่ 67 ของพระสุเทพ ปภากโร หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยมีคนใกล้ชิดของพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยอดีต ส.ส.ของพรรค รวมทั้งข้าราชการในพื้นที่ อาทิ นายฉัตรป้อง ฉัตรภูติ ผจว.สุราษฎร์ธานี พล.ต.ท.เดชาวัต บุตรน้ำเพชร ผบช.ภ.8 และประชาชนรวมกว่า 500 คน โดยพระสุเทพกล่าวว่า เป็นการจัดงานกันภายในหมู่ญาติพี่น้อง คนที่เคารพและรู้จักเท่านั้น ทุกปีจัดใน กทม. แต่ปีนี้อยู่ระหว่างบวชเป็นภิกษุ ไม่สะดวกจึงขอจัดที่บ้านดอนรักแทน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คนใกล้ชิดพระสุเทพเปิดเผยว่า พระสุเทพจะลาสิกขาบทในปลายเดือน ก.ค.นี้

สรุป “ครูหยุย” ทำท่าปาดคอไม่ผิด

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช. แถลงผลการประชุมวิป สนช.ว่า ในการประชุม สนช. วันที่ 9 ก.ค.ที่ประชุม สนช.จะมีการพิจารณารายงานผลการสอบสวนทางจริยธรรมของสมาชิก สนช.รายหนึ่ง ตามที่คณะกรรมการจริยธรรมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณาผลการสอบสวนเสร็จแล้ว จึงต้องนำผลการสอบสวนแจ้งให้ที่ประชุม สนช.รับทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลการสอบสวนจริยธรรมดังกล่าวเป็นกรณีการสอบจริยธรรมนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยทำท่าในลักษณะยกมือปาดคอตัวเอง ภายหลังทราบผลการลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีโครงการรับจำนำข้าว สรุปว่า ไม่มีมูลความผิด เนื่องจากเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวของนายวัลลภ เป็นลักษณะของการยกมือธรรมดา ไม่ได้ส่อเจตนาไม่เหมาะสมในลักษณะเยาะเย้ยหรือถากถางผู้ถูกถอดถอน ตามที่ ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล หรือหม่อมเต่านา ยื่นเรื่องร้องเรียนมาให้สอบจริยธรรม

ศาลทหารยกคำร้องฝากขังผัดที่สอง สั่งปล่อยตัว 14 นศ.ดาวดินแบบไม่มีเงื่อนไข ทนายอ้างสิทธิเคลื่อนไหวต่อแม้แต่รัฐบาลก็ห้ามไม่ได้ แจงคดียังไม่จบ ตร.เรียกสอบ นศ.ต้องไปให้ปากคำที่โรงพัก 8 ก.ค. 2558 07:56 8 ก.ค. 2558 07:56 ไทยรัฐ