วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สว่างเมือง สว่างใจ จังหวัดชายแดนใต้

สว่างเมือง สว่างใจ จังหวัดชายแดนใต้

  • Share:

สันติภาพที่ยากจะปฏิเสธ : ความย้อนแย้งของ“สมมติฐานข้าศึก” และ “พลังถ่วงดุลภายใน”ของความรุนแรง ชายแดนใต้/ปาตานี ตัดตอนมาจากบทความของอาจารย์ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ เว็บไซต์ Deepsouth http://deepsouthwatch.org/watch.org

ความจริงที่ทำให้ใครหลายคนลำบากใจก็คือความรุนแรงและความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นยังคงมีอยู่ ในขณะที่กระบวนการสันติภาพก็ยังคงเดินหน้าต่อไป...ความจริงอีกด้านหนึ่งก็คือ ความขัดแย้งดังกล่าวนี้เป็นผลมาจากปัจจัยแห่งความแตกต่าง โดยเฉพาะในการเมืองแห่งอัตลักษณ์ ในลักษณะที่บางอัตลักษณ์อ้างอำนาจเหนืออัตลักษณ์อื่นทั้งในเชิง เชื้อชาติ ศาสนา หรือ ภาษา

แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมารัฐไทยได้พยายามปรับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในทางการเมืองและโครงสร้างชนชั้นนำของจังหวัดชายแดนภาคใต้...ปาตานีอย่างมาก โดยเฉพาะในแง่การปกครอง ระบบการศึกษาในแบบศาสนาอิสลาม และระบบกฎหมาย โดยเปลี่ยนให้มีลักษณะแบบโลกนิยม มีความทันสมัย เน้นความเป็นไทยมากยิ่งขึ้น แต่ความขัดแย้งที่รุนแรงเป็นสัญลักษณ์ที่ตอบโต้กระบวนการดังกล่าว...ความรุนแรงที่ยืดเยื้อในครั้งนี้ก็เป็นการหวนกลับคืนมาของการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 2500 และ 2510

ในทางวิชาการแล้วยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ากลุ่มเคลื่อนไหวในปัจจุบันได้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบในอดีตมากน้อยเพียงใด แต่รากเหง้าที่แท้จริงของความขัดแย้งก็มีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก...

“...เป็นการปะทะกันระหว่างรัฐที่รวมศูนย์อำนาจกับขบวนการต่อต้าน ซึ่งพยายามสะท้อนความเป็นตัวแทนผลประโยชน์และความทุกข์ยากของชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์มลายูในพื้นที่ จนปรากฏกลายรูปเป็นความขัดแย้งที่ชัดเจนระหว่างรัฐกับขบวนการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อย ที่มีความต่างในมิติทางวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และศาสนา”

โครงการ “สว่างเมือง สว่างใจ”...ได้ยินชื่อครั้งแรกจากรายการเดินหน้าประเทศไทย วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2558...เป็นโครงการหนึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประสบความสำเร็จ มีส่วนสำคัญช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ทำให้เหตุการณ์เริ่มดีขึ้น

“การสร้างบรรยากาศใหม่ ทำให้บ้านเมืองเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น เลยต้องหารายละเอียดเพิ่มเติมภายใต้โครงการนี้...ซึ่งน่าสนใจอย่างมาก”

ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. เล่าต่อไปอีกว่า ชื่อโครงการนี้ในครั้งแรกคือ โครงการติดตั้งระบบเสาไฟฟ้าส่องสว่างในพื้นที่เสี่ยง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา แต่ต่อมาเมื่อไปร่วมงานเปิดใช้งานเสาไฟฟ้าส่องสว่าง (ไฮเมท) สูง 15 เมตร... โคมไฟ 8 ดวงที่เทศบาลเมืองปัตตานี ชาวบ้านที่ร่วมงาน...ชาวบ้านที่ได้รับประโยชน์ในบริเวณนั้น ก็พูดจากความรู้สึกขึ้นมาว่า...“สว่างเมือง สว่างใจ”

ได้ยินแล้วก็สะกิดใจ คิดว่ามีความหมายความสำคัญขึ้นมาทันที คงไม่ใช่เพียงแค่การให้แสงสว่างหรือสร้างความปลอดภัยสามารถระงับเหตุ หรือติดตามคนร้ายได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างบรรยากาศของความมีชีวิตชีวาของบ้านเมือง เป็นความสบายใจ ความโล่งใจ ความไว้วางใจของผู้คน

ที่สำคัญ...ยังอาจหวังเลยไปจนถึงว่า “คนที่คิดร้ายเมื่อได้สัมผัสหรือแลเห็นความน่าอยู่ของบ้านเมือง ความเบิกบานใจของพี่น้อง เด็กเล็ก...เด็กน้อย ทำให้สิ่งที่จะคิดไม่ดี การก่อเหตุร้ายต่างๆก็หมดไป ซึ่งก็เป็นไปได้”

ศอ.บต.ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยมี พลเอก อุดมเดช สีตบุตร ในฐานะประธานจัดสรรงบประมาณให้แก่พื้นที่วิกฤติที่มีการก่อเหตุร้ายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอำเภอจะนะ...เทพา...สะบ้าย้อย...นาทวี ของจังหวัดสงขลา

ถือเป็นครั้งแรกที่ได้รับการดูแลในเรื่องนี้ ในการดำเนินงานนอกจากจะเน้นเรื่องความสุจริตโปร่งใสแล้ว ยังเน้นคุณภาพของงาน... คำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์พื้นที่ชัดเจน

การดำเนินโครงการ...“สว่างเมือง สว่างใจ” เป็นตัวอย่างในการ บริหารการใช้งบประมาณ โดย ศอ.บต.ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติ อธิบายได้ดังนี้

การกำหนดจุดในการดำเนินโครงการ จัดแบ่งออกเป็น 4 พื้นที่หลักคือ (1) จุดตาย ได้แก่จุดที่เคยเกิดเหตุ เป็นเพราะกลางคืนไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง สามารถขุดเจาะหลุมวางระเบิดหรือซุ่มยิงได้ มีจำนวน 39 แห่ง ได้ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างแบบโซลาร์เซลล์และโคมไฟฟ้าหลอดแอลอีดี จำนวน 673 จุด

ผลการสำรวจหลังจากการติดตั้งระยะเวลา 5 เดือนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2558 ไม่มีเหตุการณ์ร้ายเกิดในพื้นที่นี้เลย (2) จุดเสี่ยง ได้แก่ เส้นทางถนน หรือสถานที่คนร้ายก่อเหตุได้ และเป็นที่ที่ประชาชนหวาดกลัวไม่กล้าผ่านมีจำนวน 156 แห่ง ทั้งหมด 947 จุด

(3) จุดบอด ได้แก่บริเวณที่ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่มีข้อจำกัดใช้งานได้เฉพาะกลางวัน จึงติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างเพิ่มเติม เพื่อให้ใช้ได้ในเวลาค่ำคืน ได้ภาพดี ชัดเจนขึ้น

โดยติดตั้งในเขตถนนสาย 42 สงขลา-สุไหงโก-ลก ความยาว 211 กิโลเมตร...สายปัตตานี-เบตง ความยาว 175 กิโลเมตร และถนนสาย ท้องถิ่นเป็นการติดตั้งเฉพาะจุด รวม 1,408 จุด

(4) จุดมืด ได้แก่ การติดตั้งเสาไฟฟ้าสูงไฮเมท ใน 8 เมืองหลัก 34 จุด ติดตั้งโคมไฟส่องสว่างแอลอีดีในเขตถนนและชุมชน รวมถึงการติดตั้งไฟส่องสว่างโซลาร์เซลล์ บริเวณกุโบร์ ศาลเจ้า วัด จำนวน 2,000 แห่ง...

เฉพาะในกุโบร์ 1,016 แห่ง...ห่างไกลชุมชนไม่สะดวกในการจัดพิธีฝังศพในเวลากำหนดกลางคืน เมื่อมีไฟฟ้าแบบโซลาร์เซลล์ติดตั้งแล้ว เป็นที่พอใจของชาวบ้านอย่างมาก

ถัดมา...กำหนดวางมาตรการในการดำเนินโครงการโดยเน้นถึงการปฏิบัติตามระเบียบ ความโปร่งใส คำนึงถึงคุณภาพของงานเป็นหลัก เช่น โครงการติดตั้งเสาไฟฟ้าสูงไฮเมท สามารถจัดหาผู้รับจ้างนำเสนอราคาต่อหน่วยต่ำกว่าการดำเนินการของหน่วยอื่นในพื้นที่ในมาตรฐานสินค้า...ปริมาณการจัดซื้อจัดจ้างเหมือนกัน

ในงานคุณภาพของหลอดไฟหรือแบตเตอรี่บรรจุไฟก็คำนึงถึงประสิทธิภาพ ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ รวมถึงการบริหารจัดการโครงการที่ให้ท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงแล้วเสร็จ

แนวทางสุดท้าย...การกำหนดบุคคลรับผิดชอบในการดูแลบำรุงรักษา โดยมอบให้ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ (ศปก.อ.) แต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ คอยตรวจสอบติดตามไฟฟ้า ที่ติดตั้งมีปัญหาหรือไม่ โดยมีจุดเน้นเป็นพิเศษ คือ จุดตาย จุดเสี่ยง และ จุดบอด

ที่ผ่านมา...ปรากฏว่าการทำให้ไฟฟ้าดับ เสีย ถือเป็นการแจ้งเหตุเตือนภัยได้ นอกจากนี้การตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็จะมีผลทำให้อุปกรณ์เหล่านี้ได้ใช้ประโยชน์ไปนานๆ...นับเป็นโครงการหนึ่งที่ก่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ทำให้เกิดเหตุการณ์น้อยลง เป็นมาตรการเชิงรุก...ประเมินแล้วได้ผลจริง

ผลสำคัญที่ตามมาอีกทางหนึ่งคือ ความรู้สึกของประชาชน ที่รู้สึกเบิกบานใจขึ้น สบายใจมากขึ้น ความหวาดกลัวลดลง นี่คือคำตอบที่ว่า...“สว่างเมือง สว่างใจ”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้