ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    บิ๊กต๊อก เร่งหารือ 9 หน่วยงาน แก้ปัญหาการค้ามนุษย์

    ไทยรัฐออนไลน์6 ก.ค. 2558 22:34 น.
    SHARE

    พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม พร้อมหน่วยงานต่างๆ อีก 9 หน่วยงาน เร่งหารือเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการดำเนินคดีการค้ามนุษย์ พร้อมเรียกร้องให้จัดตั้งพม.ทั่วประเทศ เพื่อดูแลคดีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน

     เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 58 ที่กระทรวงยุติธรรม พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้จัดให้มีการหารือระดับนโยบายกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อเร่งและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการดำเนินคดีการค้ามนุษย์ 

    จากการหารือ พลเอกไพบูลย์ กล่าวว่า "มีการตั้งหน่วยเฉพาะกิจและเฉพาะทาง โดยมี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็น 3 หน่วยงานหลัก หน่วยงานสนับสนุน คือ กระทรวงการต่างประเทศ ปปช. และปปง. เพราะบางคดีอาจจะเกี่ยวกับการพิจารณาข้าราชการ และมีอีก 2 หน่วยงาน คือ อัยการศาลยุติธรรม และสรรพากร รวมกระทรวงยุติธรรม ทั้งสิ้น 9 หน่วยงาน ในครั้งแรกที่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

    ภายหลังการดำเนินงานพบปัญหาของ 3 หน่วยงานหลัก นั้นคือ การตามคดีที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ซึ่งจำเป็นต้องมีห้องพิเศษ ฉะนั้นในต่างจังหวัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงกำหนดให้สน.ที่มีศาลยุติธรรมตั้งอยู่ จะเป็นหน่วยงานในการสอบสวนคดี เกี่ยวกับเด็ก ทั้งนี้ในอนาคตทุกฝ่ายลงความเห็นว่าต้องย้ายไปอยู่ที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้เป็นผู้ดูแล เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ซึ่งผมต้องรายงานไปทาง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เพื่อของบประมาณให้จัดตั้งหน่วยงานของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ครบทุกจังหวัด สำหรับในกทม.นั้น การดำเนินงานอยู่ที่พม.

    ด้านอัยการไม่มีปัญหากับกระบวนการและหน่วยงาน ส่วนทางด้านศาลยุติธรรม มีแผนดูแลเฉพาะเรื่อง ได้แก่ ยาเสพติด การทุจริตคอร์รัปชั่น และการค้ามนุษย์ จากนี้มีเรื่องที่ต้องดำเนินการอาจจะต้องแก้กฏหมาย คือ เรื่องทุจริตและค้ามนุษย์ จบที่ศาลอุทรณ์ เมื่อเทียบกับเรื่องยาเสพติด อันนี้เป็นการจัดระบบงานทั้งหมด 

    พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม
    พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม

    ส่วนเรื่อง การปล่อยตัวชั่วคราวและการประกันตัวผู้ต้องหา อันนี้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรม ขอให้พนักงานสอบสวนทั้งหมด รวมถึง DSI และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขียนรายละเอียดให้ครบถ้วนมากขึ้น เพื่อที่จะให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจ ในการที่จะให้ประกันตัวให้มีความเข้มงวด รวมไปถึงพนักงานสอบสวนและอัยการร่วมกับอัยการด้วยกันทำมาตรการเร่งรัด

    ด้าน การสืบพยานล่วงหน้า เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ เช่น การสอบสวนเพิ่มเติมจากพยานที่อยู่ต่างประเทศ อันนี้เป็นระบบที่กระทรวงการต่างประเทศที่ต้องมาเกี่ยวข้องด้วย หน่วยงานในกฏหมายไม่มีปัญหาทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI และอัยการ โดยศาลและกระทรวงต่างประเทศ จะช่วยกันออกข้อกำหนด ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จึงจะออกข้อกำหนดเสร็จ เกี่ยวกับการประสานงานกันและการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีที่สอบสวนข้ามประเทศ

    อีกทั้ง เรื่องการยึดทรัพย์ มีปัญหา 2 ระดับ คือ พนักงานสอบสวนและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีกฏหมายตายตัวอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การสอบสวนทางด้านเส้นทางการเงินต่างๆ ก็ต้องการอาศัยข้อมูลต่างๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกพนักงานสอบสวนสามารถยึดทรัพย์ได้ในระดับหนึ่ง ส่วน เรื่องการเชื่อมโยงข้อมูล ทั้ง 3-4 หน่วยงาน ได้ออกข้อตกลงร่วมกันเมื่อวันที่ 9 เม.ย. วันนี้ข้อมูลได้ไปอยู่ที่พม.ประมาณ 70-80 % ข้อมูลการสอบสวนอาจจะไม่ครบถ้วนแต่ว่าสามารถนำมาเชื่อมโยง แม้ไม่ได้เป็นเหตุสำคัญ ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ถือว่าทำสมบูรณ์

    จากนี้ก็ต้องรายงานให้ พลเอกประวิตร ในฐานะเป็นประธาน ถึงข้อกำหนดและการแก้ไข ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมที่เป็นศูนย์กลางในชั้นต้น เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่สงสัย เพราะส่วนนี้เป็นส่วนที่จะนำไปชี้แจงและเชื่อมโยง พร้อมทั้งนำไปสนับสนุนร่วมกับกระทรวงต่างประเทศ เพื่อชี้แจงในแต่ละประเด็น" พลเอกไพบูลย์ กล่าว

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2563 เวลา 10:50 น.