วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ผู้นำชุมชน หนุนรัฐ ปราบเรือประมงผิดก.ม. ช่วยปลดล็อกใบเหลืองอียู

ผู้นำชุมชน หนุนรัฐ ปราบเรือประมงผิดก.ม. ช่วยปลดล็อกใบเหลืองอียู

  • Share:

มาสเตอร์โพลล์ เผย แกนนำชุมชน ร้อยละ 76 ระบุ ต้องการให้ปราบปรามเรือประมงผิดกฎหมายต่อ หวั่น อาหารทะเลขาดแคลน เชื่อมั่น รัฐบาลปลดใบเหลืองจากอียูได้ภายใน 6 เดือน 

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 58 รศ.ดร.เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล ประธานชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน (Thai Researchers in Community Happiness Association, TRICHA) เปิดเผย ผลวิจัยเชิงสำรวจมาสเตอร์โพลล์ (Master Poll) เรื่อง แกนนำชุมชนคิดอย่างไรต่อการปลดใบเหลืองอียู กับความวิตกกังวลในการขาดแคลนอาหารทะเล ซึ่งจากกรณีศึกษาตัวอย่างแกนนำชุมชนทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,079 ตัวอย่าง โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบใช้ความน่าจะเป็นทางสถิติจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลแกนนำชุมชนทั่วประเทศ รวบรวมโดย ชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน ดำเนินโครงการในวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมานั้น และผลสำรวจ การติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อมวลชนในช่วง 30 วันที่ผ่านมา พบว่า แกนนำชุมชน ร้อยละ 57.7 ระบุติดตามทุกวัน เกือบทุกวัน ในขณะที่ร้อยละ 26.5 ระบุติดตาม 3-4 วัน/สัปดาห์ ร้อยละ 9.7 ระบุติดตาม 1-2 วัน/สัปดาห์ ร้อยละ 4.3 ระบุน้อยกว่าสัปดาห์ละครั้ง และร้อยละ 1.8 ระบุไม่ได้ติดตามเลย

เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามแกนนำชุมชนถึงการรับรู้รับทราบเกี่ยวกับการบังคับใช้ พ.ร.บ.การประมง เพื่อแก้ไขปัญหาใบเหลืองจากสหภาพยุโรป เรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย ทำให้เรือประมงบางส่วนต้องหยุดออกเรือหาปลานั้น พบว่า แกนนำชุมชนส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 83.5 ระบุทราบข่าวมาก่อน ในขณะที่ร้อยละ 16.5 ระบุยังไม่ทราบข่าวหรือเพิ่งทราบ ทั้งนี้แกนนำชุมชนประมาณ 2 ใน 3 หรือ ร้อยละ 73.7 ทราบมาก่อนแล้วว่า รัฐบาลได้มีการผ่อนปรนให้เวลาเรือประมงได้ปรับปรุงเรือของตนให้ถูกกฎหมาย ในขณะที่ร้อยละ 26.3 ระบุยังไม่ทราบ เพิ่งจะทราบ

ทั้งนี้ เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามความคิดเห็นของแกนนำชุมชน ถึงการมีผลดีผลเสียจากการดำเนินการปราบปรามจับกุมเรือประมงที่มีเครื่องมือประมงผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัด จนทำให้เรือประมงบางส่วนหยุดการออกเรือหาปลานั้น ผลสำรวจพบว่า แกนนำชุมชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 (ร้อยละ 91.2) เห็นว่ามีผลดีมากกว่า โดยระบุว่า มีผลดีคือ จะได้ปลดใบเหลืองจากสหภาพยุโรปได้ ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศดีขึ้น สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติจะปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงการที่จะสามารถแก้ไขปัญหาหลายปัญหาในคราวเดียวกัน ทั้งการทำประมงเถื่อน การค้ามนุษย์ แรงงานเถื่อน และการปราบปรามผู้มีอิทธิพล เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แกนนำชุมชนร้อยละ 8.8 ระบุเห็นว่า มีผลเสียมากกว่า เนื่องจากทำให้อาหารทะเลมีราคาแพงขึ้น หรือเกิดการขาดแคลนอาหารทะเล ชาวประมงขาดรายได้ และการนำไปสู่ความขัดแย้งได้ในที่สุด

สำหรับความวิตกกังวลเกี่ยวกับราคาของอาหารทะเลที่อาจมีราคาแพงขึ้น รวมถึงอาจจะมีการขาดแคลนอาหารทะเลนั้น ผลสำรวจพบว่า แกนนำชุมชนร้อยละ 61.1 รู้สึกวิตกกังวลในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประมาณ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 38.9 ระบุว่าไม่รู้สึกวิตกกังวลใดๆ โดยให้เหตุผลว่า เห็นว่าเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น อีกไม่นานก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ มีอาหารทะเลจากแหล่งอื่นทดแทนอยู่แล้ว เชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะสามารถควบคุมราคา และไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนได้ ปกติก็ไม่ได้บริโภคอาหารทะเลอยู่แล้ว ราคาของอาหารทะเลมีขึ้นลงเป็นปกติอยู่แล้ว อยู่อย่างพอเพียงมีเท่าไรก็กินเท่านั้น

ประเด็นสำคัญ คือ เมื่อสอบถามความคิดเห็นกรณีที่มีกลุ่มเรือประมงในบางพื้นที่ที่มีเครื่องมือประมงผิดกฎหมาย ออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้มีมาตรการผ่อนปรน เพื่อให้สามารถออกเรือหาปลาได้ตามปกตินั้น พบว่า ตัวอย่างมากกว่า 2 ใน 3 หรือ ร้อยละ 74.7 ระบุไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และอาจสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติมากกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงเห็นว่ารัฐบาลได้ให้เวลาในการปรับปรุงมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีการผ่อนปรนอีกต่อไป ในขณะที่แกนนำชุมชนร้อยละ 25.3 ระบุเห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นอาชีพหลักของชาวประมงที่ต้องทำมาหากิน ชาวบ้านอาจเดือดร้อนจากการขาดรายได้ กลัวเกิดภาวะขาดแคลนอาหารทะเล ขยายเวลาออกไปอีกบ้าง คงไม่ส่งผลกระทบมากนัก อยากให้รับฟังปัญหาของชาวประมงมากกว่านี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีความยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งคือ เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามถึงความต้องการต่อรัฐบาล เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ที่เป็นประเด็นอยู่ในสังคมขณะนี้ ผลการสำรวจพบว่า แกนนำชุมชนมากกว่า 2 ใน 3 คือร้อยละ 76 ระบุ ต้องการให้เดินหน้าปราบปรามเรือประมงที่ผิดกฎหมายต่อไป เพื่อแก้ไขปัญหาใบเหลืองสินค้าประมงของไทยจากสหภาพยุโรปให้ได้ ในขณะที่ร้อยละ 24 ระบุต้องการให้ผ่อนปรนให้เรือประมงที่ผิดกฎหมายสามารถออกเรือหาปลาได้ตามปกติก่อน เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนอาหารทะเล

ทั้งนี้ ผลสำรวจพบว่า แกนนำชุมชนกว่าครึ่ง หรือร้อยละ 59.1 ระบุยังคงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถปลดใบเหลืองจากสหภาพยุโรปได้ภายในเวลา 6 เดือนตามที่กำหนด โดยให้เหตุผลที่ยังคงเชื่อมั่นว่า เป็นเพราะเห็นความพยายามของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง ในการแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลดำเนินการอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนชัดเจน เชื่อมั่นในศักยภาพของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีมีเหตุผลและเด็ดขาด จะต้องจัดการปัญหานี้ได้ในที่สุด รัฐบาลพูดจริง ทำจริง แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม แกนนำชุมชนร้อยละ 12.1 ระบุว่าไม่เชื่อมั่นแล้ว เนื่องจากปัญหามีความยุ่งยากซับซ้อน ต้องใช้เวลาในการสะสางมากกว่านี้ คิดว่าเวลาในการแก้ไขปัญหาน้อยเกินไป รัฐบาลต้องทำหลายเรื่อง อาจจะไม่ทัน ยังไม่เห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และร้อยละ 28.8 ระบุยังไม่แน่ใจว่า จะสามารถทำได้หรือไม่

ประเด็นสำคัญสุดท้าย คือ เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามถึง ผลดี-ผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลของข่าวเกี่ยวกับการหยุดเดินเรือออกหาปลาของกลุ่มเรือประมง ที่มีเครื่องมือประมงผิดกฎหมาย ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ผลการสำรวจพบว่า แกนนำชุมชนร้อยละ 50.4 ระบุส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม แกนนำชุมชนร้อยละ 40.2 ระบุส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล และพบว่าแกนนำชุมชนร้อยละ 9.4 ระบุว่าไม่ได้สนใจติดตามข่าวนี้

คุณลักษณะทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม แกนนำชุมชนร้อยละ 88.4 เป็นเพศชาย ในขณะที่ร้อยละ 11.6 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 9 มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ร้อยละ 31.9 ระบุอายุ 40-49 ปี และร้อยละ 59.1 ระบุอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจำแนกตามระดับการศึกษาที่สำเร็จมาชั้นสูงสุดพบว่า ร้อยละ 34.4 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า ร้อยละ 44.1 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ ปวช. ร้อยละ 7 ระบุสำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญาหรือ ปวส. ร้อยละ 14.5 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ตามลำดับ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้