วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ประเทศเป็นหนี้ พ่อแม่แบกหนี้ ลูกหลานติดหนี้

ประเทศเป็นหนี้ พ่อแม่แบกหนี้ ลูกหลานติดหนี้

  • Share:

เช้าวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม คนเมืองกรุงหนีไม่พ้นรถติดช่วงเช้ามากกว่าปกติ นักลงทุนหุ้นคงต้องรีบโทรหานักวิเคราะห์มากกว่าปกติ นายธนาคารพาณิชย์อาจต้องรีบประชุมช่วงเช้าเป็นพิเศษนอกเหนือเวลาปกติ ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยต้องมีประชุมรอบพิเศษเพื่อจับตาสถานการณ์ตลาดเงินที่อาจผิดปกติ แม้แต่รัฐมนตรีสายเศรษฐกิจอาจต้องจัดประชุมเช้าวาระแทรกเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากสถานการณ์ผิดปกติ ทั้งหมดมีเหตุผลเดียวร่วมกัน คือ เสียงส่วนใหญ่ชาวกรีกในประเทศกรีซได้ตัดสินใจชะตาประเทศแล้ว สารพัดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมเกิดขึ้นแล้ว

แทบจะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า จากวันนี้ (จันทร์ 6 กรกฎาคม 2558) เป็นต้นไป กรีซจะต้องหาเงินมาชดใช้หนี้เงินกู้ให้กับเจ้าหนี้ทั้ง 3 ราย ได้แก่ ธนาคารกลางกลุ่มยูโร สหภาพยุโรป และไอเอ็มเอฟ ซึ่งรายหลังถูกชักดาบไปเป็นที่เรียบร้อย มีมูลค่าเท่าไหร่? เพื่อจะได้เพียงพอต่อความต้องการหมุนเวียนเงินในตลาดเงินทั้งประเทศกรีซ คำตอบ คือ นับจากวันนี้ไปอีก 3 ปีครึ่ง หรือสิ้นสุดเดือนธันวาคมปี 2561 นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันต้องหาเงินสดให้ได้ 60,000 ล้านยูโรขึ้นไป หรือราว 2.28 ล้านล้านบาท เทียบเท่าได้กับงบประมาณรัฐบาลไทย 1 ปี จึงจะพอให้ประชาชน เจ้าของธุรกิจ ร้านค้าร้านขาย คนวัยเกษียณ ไปจนถึงเด็กเล็กที่จะเติบโตในอีก 3 ปีครึ่งข้างหน้า จากเม็ดเงินสดที่ต้องหาให้ได้นั้น เมื่อดูจากสถานะหนี้ประเทศที่ท่วมสูงกว่ามูลค่าเศรษฐกิจทั้งประเทศ ในแง่จะหาเวลามาชดใช้หนี้เงินกู้มากมายขนาดนี้ พูดง่ายๆ ให้เวลาชดใช้หนี้สิน 20 ปีจากนี้ไป จนกระทั่งสามารถสร้างความน่าเชื่อถือ หรือมีเครดิตในสายตานานาชาติทั่วโลกนั้นนับเป็นตัวเลขที่ลอยมาในยามนอนหลับ คำถามจึงถูกตั้งขึ้นมาอีกว่า ต้องใช้เวลาเท่าไหร่? คำตอบ คือ จากเดิม 20 ปี ต้องเพิ่มอีก 2 เท่า เป็น 40 ปีจากนี้ไป


เอาล่ะ ทำธุรกิจก็ต้องมีกู้หนี้ยืมสินจากทั้งนายแบงก์ หรือออกหุ้นสามัญเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหุ้น สถานะหนี้ท่วมชาติของกรีซในปัจจุบันนี้ ตามภาษานักเศรษฐศาสตร์ที่พูดกันว่า หนี้ต่อจีดีพี ทุกวันนี้กรีซมีหนี้บานตะไทกว่า 177% ต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศนั้น หากบริหารเศรษฐกิจเก่ง จัดการงบประมาณมีประสิทธิภาพ ประกอบกับได้โอกาสดีผสมโชคช่วยบวกความเฮงนั้น มูลค่าหนี้ต่อมูลค่าเศรษฐกิจของกรีซที่ไอเอ็มเอฟมองว่าน่าจะรับได้ และมีโอกาสสูงมากขึ้นที่จะแก้หนี้ให้ลดต่ำลงกว่า 3 หลักลงมาได้ง่ายขึ้นนั้น กรีซต้องมีมูลค่าหนี้ลดลงจาก 177% ในทุกวันนี้ให้ต่ำกว่า 110% ของเศรษฐกิจทั้งประเทศ จึงเป็นที่มาของคำถามที่ถูกตั้งขึ้นอีกครั้งว่า เมื่อไหร่? หรือภายในปีใด? คำตอบ คือ ภายในปี 2022 หรืออีก 7 ปี แต่นั่นเป็นตัวเลขก่อนที่นายกรัฐมนตรีหนุ่มชาวกรีกจะตัดสินใจชักดาบเจ้าหนี้รายแรก คือ ไอเอ็มเอฟ นั่นหมายความว่า ต้องรอเวลานานกว่า 7 ปีขึ้นไป การสร้างเครดิตของประเทศเพื่อลดมูลค่าหนี้ให้ต่ำกว่า 110% ของจีดีพีประเทศจะเกิดขึ้น

ในเมื่อกรีซ ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย และโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีไปจนถึงรัฐมนตรีคลังของกรีซ ที่ร่วมกันร้องเพลงประสานเสียงอย่างกลมกลืน ยังไม่ต้องการยอมรับแผนปฏิรูปเศรษฐกิจจากเจ้าหนี้ทั้ง 3 รายอีกต่างหาก แต่กลับใช้กลไกทางการเมืองที่ใครๆ ก็รู้ดีว่า มาถึงสุดซอยตัน แต่ขอผนังกำแพงเสียงประชาชนส่วนใหญ่มาช่วยเติมเต็มความชอบธรรม ซึ่งแน่นอนว่าหลังผลการลงประชามติ ความเสี่ยงทางสุญญากาศการเจรจาพุ่งสูง โอกาสต้องออกจากกลุ่มยูโรมาถึงประตูทางออกชัดเจน ความเป็นไปได้ที่ต้องกับไปใช้สกุลเงินแดรกม่าของตัวเองอีกครั้งเพิ่มสูงทันที คำถามสารพัดที่ตามมา เช่น ค่าเงินแดรกม่าตีมูลค่าได้เท่าไหร่? ภาวะข้าวยากหมากแพงหรือราคาสินค้าและบริการแพงขึ้นเท่าไหร่? เงินใช้จ่ายในธนาคารพาณิชย์เป็นศูนย์เพราะเจ้าหนี้ไม่ต่อลมหายใจ จะไปเอามาจากไหน? รับผิดชอบต่อการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญให้คนสูงวัยเกษียณกันอย่างไร? อันดับความน่าเชื่อถือหรือเรตติ้งของประเทศจะถูกกดลงอยู่ระดับสุดท้าย หรือชักดาบ นั่นหมายถึง ต้นทุนหาเงินทุนทั้งรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชนพุ่งสูงสุดๆ นับตั้งแต่ประเทศกรีซเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ คำถามรายละเอียดเหล่านี้ ส่งให้มูลค่าหนี้ต่อจีดีพีประเทศจาก 177% กระโดดขึ้นไปเป็นกว่า 200%


จากคำถามที่มีตัวเลขประกอบไปทั้งหมดนั้น ทำให้คนทั่วโลกได้เห็นแล้วว่า กรีซ แทบไม่เหลือพลังเศรษฐกิจที่เอาไว้ใช้หารายได้เข้าประเทศ แทบไม่เหลือชื่อเสียงที่น่าเชื่อถือเพื่อไว้แก้ภาระหนี้สิน แทบไม่เหลือโอกาสให้ลูกหลานชาวกรีกที่จะใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างสุขสบาย ในเมื่อประเทศเป็นหนี้ พ่อแม่แบกหนี้ ลูกหลานติดหนี้ นั่นทำให้เด็กทารกชาวกรีกในวันนี้ ต้องใช้เวลาเติบใหญ่เป็นหนุ่มวัยกว่า 18 ปี จึงจะได้เห็นประเทศกรีซกลับไปแข็งแรงเหมือนก่อนเกิดวิกฤติหนี้อย่างทุกวันนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้