วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กทพ.รับมือ BECL ควบ BMCL

“รายงานวันจันทร์”-หวั่นกระทบข้อสัญญา, ผลประโยชน์รัฐ

เป็นที่ทราบกันดีว่าทางด่วนขั้นที่ 2 ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ.นั้น มีบริษัทเอกชน คือ บริษัททางด่วนกรุงเทพฯ หรือ BECL เป็นคู่สัญญาสัมปทาน ระยะเวลา 30 ปี (2533-2563)

อย่างไรก็ตาม ต่อมา เมื่อวันที่ 27 ก.ย.2539 กทพ.และบริษัททางด่วนกรุงเทพเหนือ NECL ได้ลงนามในสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด โดยที่มี BECL เป็นผู้ถือหุ้นหลักใน NECL

และล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2555 กทพ.และบริษัท BECL ได้ลงนามในสัญญาสัมปทานลงทุน ก่อสร้างและบริหารจัดการ โครงการทางด่วนสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอก กทม. โดยมีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี (2555-2585)

การดำเนินการร่วมกันของ กทพ.และ BECL ในโครงการทั้งสามโครงการไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด จนกระทั่ง เม.ย.2558 ปัญหาจึงเริ่มเกิดขึ้น.....เมื่อบริษัท BECL มีหนังสือแจ้งไปยังการทางพิเศษแห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 ของ BECL มีมติอนุมัติ การควบรวมบริษัทระหว่าง BECL กับ บริษัท BMCL จึงขอให้ กทพ.พิจารณาเห็นชอบการควบรวมบริษัทในครั้งนี้ หาก กทพ.คัดค้าน ให้แจ้งกลับภายใน 2 เดือน มิฉะนั้นจะถือว่าไม่คัดค้าน

(บริษัท BMCL หรือบริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ เป็นบริษัทคู่สัญญาสัมปทานกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย รฟม. 2 สัญญา คือ โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน บางซื่อ-หัวลำโพง และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่)

กทพ.จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ และได้มติสรุปว่า ให้ กทพ.ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนสายศรีรัช-วงแหวนฯ และนำเรื่องเสนอคณะ กก.กำกับดูแลโครงการทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนศรีรัช-วงแหวนฯ เพื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2556 โดยให้พิจารณาข้อมูล 6 ข้อ เช่น ความจำเป็นของบริษัทในการควบรวม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการควบรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ที่ กทพ.จะได้รับจากการควบรวมบริษัทฯ ให้ครบถ้วนก่อน 28 เม.ย.2558 กทพ.มีหนังสือด่วนที่สุด ที่กทพ 10/1158 แจ้ง BECL ว่า กทพ.ขอคัดค้านการควบรวมบริษัทไว้จนกว่าจะมีการพิจารณาตามขั้นตอนของข้อสัญญาและข้อกฎหมาย!!!!!

จากนั้น กทพ.ได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาการควบรวมบริษัท BECL กับบริษัท BMCL ซึ่งคณะทำงานได้ประชุม 2 ครั้ง มีข้อพิจารณาเสนอ กทพ.ถึงข้อสัญญาและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การควบรวมบริษัทของ BECL กับ BMCL อาทิ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาของรัฐ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็น และไม่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ นอกจากนี้ รัฐควรได้ประโยชน์จากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาด้วย

การควบรวมบริษัทกรณีนี้ จะทำให้ BECL หมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล และบริษัทใหม่ที่จัดตั้งขึ้นใหม่จากการควบรวมบริษัท จะได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบของบริษัทเดิมทั้งหมด ตาม ม.152 และ 153 พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด 2535 ซึ่งมีผลให้ต้องมีการเปลี่ยนตัวคู่สัญญามาเป็นบริษัทใหม่ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อคดีความที่ กทพ.เรียกร้องต่อ BECL ทำให้เกิดความยุ่งยากในกระบวนการดำเนินคดีของ กทพ.

การเปลี่ยนตัวคู่สัญญามาเป็นบริษัทใหม่ จำเป็นต้องพิจารณาคุณสมบัติของผู้รับสัมปทานตามทีโออาร์ลงทุนโครงการทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนศรีรัช-วงแหวนฯ ด้วย และต้องพิจารณาไม่ให้ขัดกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.การทางพิเศษแห่งประเทศไทย 2550 (โครงการทางด่วนสายศรีรัช-วงแหวนฯ ตามทีโออาร์ กำหนดว่า บริษัทที่ดำเนินการต้องมีประสบการณ์มาก่อน 2 ปี)

การควบรวมในกรณีนี้ จะทำให้ รฟม.ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน BMCL เข้าไปถือหุ้นในบริษัทใหม่ที่เกิดขึ้นจากการควบรวม และอาจทำให้มีผลกระทบต่อการพิจารณาคดีระหว่าง กทพ. กับบริษัทใหม่ เพราะคู่กรณีของ กทพ.จะมี รฟม.เข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และอาจทำให้รัฐต้องมีข้อพิพาทระหว่างกันได้และ ฯลฯ..........

กทพ.จึงได้นำข้อพิจารณาของคณะทำงานดังกล่าวเสนอต่อที่ประธานคณะกรรมการ หรือ บอร์ด กทพ. เพื่อพิจารณา อย่างไรก็ตาม ได้มีกระแสกดดันให้มีการพิจารณาการควบรวมบริษัทครั้งนี้ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว??????

กทพ.ซึ่งต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ จึงทำหนังสือหารือประเด็นข้อกฎหมายและข้อสัญญาไปยัง 3 องค์กร ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เพื่อเป็นข้อพิจารณาในการดำเนินการต่อไป ซึ่งระหว่างนี้อยู่ระหว่างรอผล.....

งานนี้จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า การควบรวมบริษัทจะมีบทสรุปอย่างไร...กทพ.จะรักษาผลประโยชน์ของรัฐได้หรือไม่อย่างไร....และกระแสกดดันที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร????

เป็นที่ทราบกันดีว่าทางด่วนขั้นที่ 2 ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ.นั้น มีบริษัทเอกชน คือ บริษัททางด่วนกรุงเทพฯ หรือ BECL เป็นคู่สัญญาสัมปทาน ระยะเวลา 30 ปี (2533-2563) 6 ก.ค. 2558 00:36 6 ก.ค. 2558 00:36 ไทยรัฐ