วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สายโทร.กวนหัวใจ มันเอาเบอร์มาได้ไง

สังคมไทยเป็นสังคมประนีประนอม ...หนักนิดเบาหน่อย ก็ยอมความยิ้มรับกันไป แต่การทำการตลาดของธุรกิจในปัจจุบันหลายครั้งก็ล้ำเส้นความเป็นส่วนตัว...ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล สร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้กับหลายคน

ไม่ว่า...การโทรศัพท์มาเสนอขายประกัน ขายบัตรเครดิต ขายสมาชิกสถานออกกำลังกาย หรือส่งข้อความ SMS มาชวนชิงโชค ดูดวง ดาวน์โหลดเพลง

ซึ่งก็ไม่รู้ว่า...ไปเอาเบอร์โทรศัพท์ของเรามาจากไหน?

สารี อ๋องสมหวัง สมาชิก สปช. ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค บอกว่า ที่แย่ไปกว่านั้น บางคนก็ถึงกับเสียทรัพย์ ถูกผูกบริการเสริมทางโทรศัพท์ทั้งที่ไม่ได้สมัคร พอรู้ตัวอยากบอกเลิก บางครั้งก็ไม่รู้ว่าจะยกเลิกอย่างไร เพราะไม่รู้ต้นตอว่าส่งมาจากไหน กลายเป็นปัญหาที่หนักข้อขึ้นทุกที

“ทีนี้...ถึงไม่อยากทน แต่ก็ไม่รู้จะรับมืออย่างไร”

อันที่จริงการทำการตลาดลักษณะนี้ในต่างประเทศถือว่าผิดกฎหมายและเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ใครจะโทรศัพท์...หรือส่ง SMS มารบกวนโดยหวังประโยชน์ในเชิงประชาสัมพันธ์สินค้า หรือขายบริการนั้นทำไม่ได้ เพราะถึงแม้อาจไม่เป็นเหตุให้ต้องเสียเงิน
โดยตรง แต่ก็ก่อความเดือดร้อนรำคาญ

ยิ่งในกรณีถูกผูกบริการเสริมทั้งที่ไม่ได้สมัคร จนเป็นเหตุให้ต้องเสียทรัพย์ ก็ถือว่าเข้าข่ายฉ้อโกงโดยชัดแจ้ง ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่ใช่แค่ในต่างประเทศที่ชี้ว่าผิด บ้านเราเองก็ถือว่าผิดกฎหมาย เพียงแต่ที่ปัญหานี้แพร่หลาย เพราะไม่มีหน่วยงานใดออกมากำราบ และขาดมาตรการเชิงรุกในการจัดการปัญหา

สารี ยกตัวอย่างปัญหาข้อความ SMS รบกวน...หลอกลวง มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI เคยอ้างถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่ง พบว่าปัญหาการทำการตลาดที่ละเมิดสิทธิและข้อมูลส่วนบุคคลแบบนี้เกิดขึ้นแทบทุกประเทศ มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป

ที่น่าสนใจก็คือ...ในอเมริกาเหนือมีปัญหาเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีกฎหมายควบคุมอย่างเข้มงวด ขณะที่ประเทศในเอเชียมีปัญหามากที่สุด พบว่ามีปัญหาสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์

วิธีการที่ต่างประเทศอย่างในสหรัฐอเมริกาและยุโรปใช้กันคือหลักที่เรียกว่า Opt-in และ Opt-out ซึ่งถือเป็นหลักสากลทั่วไปที่ใช้บังคับเป็นกฎหมาย โดยหลัก Opt-in...จะคุ้มครองผู้บริโภคไว้ก่อนเลยห้ามโทรศัพท์หรือส่งข้อความ SMS มา...ถ้าโทรศัพท์หรือส่งข้อความมาถือว่าผิดกฎหมาย ยกเว้นเฉพาะคนที่แจ้งบอกรับเท่านั้น

ส่วนหลัก Opt-out...ก็เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคเช่นกัน โดยจะมีการจัดทำทะเบียนผู้บริโภคที่แจ้งความประสงค์ไม่ต้องการรับเอาไว้ ซึ่งถ้าหากโทรศัพท์หรือส่งข้อความ SMS มาถึงผู้บริโภคกลุ่มนี้ ถือว่าผิดกฎหมาย

นั่นหมายความว่า...อนุญาตให้โทรศัพท์หรือส่งข้อความ SMS ไปยัง ผู้บริโภคกลุ่มที่ไม่แจ้งชื่อไว้ในทะเบียนสามารถทำได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่ผู้บริโภคคนนั้นมาแจ้งขึ้นทะเบียน ก็ถือว่าห้ามละเมิดสิทธิกันโดยเด็ดขาด

จุดสำคัญมีว่า...ไม่ว่าจะเป็นหลัก Opt-in หรือ Opt-out กุญแจสำคัญอยู่ที่การมีสิทธิที่จะเลือกว่าจะยินยอมหรือไม่ยินยอมให้โทรศัพท์หรือส่งข้อความ SMS มา และสามารถเปลี่ยนใจได้เสมอ

สารี ย้ำว่า สหรัฐอเมริกามีการนำหลัก Opt-out มาใช้บังคับเป็นกฎหมาย ถ้าผู้ใช้โทรศัพท์ไปขึ้นทะเบียนไว้ใน Do Not Call List ...ก็จะห้ามธุรกิจทำการตลาดด้วยการโทรศัพท์และส่งข้อความ SMS มาในรายชื่อเหล่านี้ ยกเว้นว่าผู้บริโภคคนนั้นได้เคยไปทำธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกันมาจากในอดีต

อาทิ เคยไปสมัครรับ SMS ของที่ไหนเอาไว้ แต่ถ้าไม่ได้สมัครแล้วส่งมาถือว่าผิดกฎหมาย

ยักย้ายไปดูที่สหราชอาณาจักร กฎหมายบ้านเมืองเขาระบุว่า ผู้ที่โทรศัพท์หรือส่งข้อความ SMS มาขายสินค้าต้องได้หมายเลขโทรศัพท์จากเจ้าของหมายเลขเท่านั้น ไม่ใช่ได้จากธุรกิจอื่น การซื้อขายข้อมูลเลขหมายโทรศัพท์นั้น ถือว่าเป็นความผิดขั้นรุนแรง

ขณะที่การกำกับดูแลธุรกิจ SMS ของประเทศออสเตรเลีย รัฐบาลออสเตรเลียมองว่า ธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจที่ต้องควบคุม เลยมีการบังคับให้บริษัทที่ทำธุรกิจประเภทนี้ต้องขึ้นทะเบียน แจ้งรายละเอียดว่าให้บริการอะไร?...ค่าบริการเท่าไร?...วิธีการยกเลิกเป็นอย่างไร?

แล้วเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจควบคุมกันเองในลักษณะสมาคม ขณะเดียวกันก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของหน่วยงานกำกับดูแล

โดยในส่วนสมาคมจะมีการกำหนดกติกาในการประกอบธุรกิจ กำกับกันเองไม่ให้ละเมิดสิทธิหรือเอาเปรียบผู้บริโภค หากไม่ปฏิบัติตาม ก็จะมีบทลงโทษ หากทำผิดบ่อยๆ ซ้ำๆ...ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องลงดาบ ซึ่งบางครั้งอาจถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต บังคับให้เลิกกิจการกันไป

แน่นอนว่ามาตรการสากลในระดับกฎหมายเช่นนี้ บ้านเรายังไม่มี แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ความหวัง

เวลานี้...ร่างพระราชบัญญัติองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคได้ผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แล้ว และอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อรอบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

องค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคนี้ จะทำหน้าที่เชิงนโยบาย ให้ความเห็นต่อหน่วยงานรัฐในการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นการทั่วไป และคอยเป็นปากเป็นเสียง รวมทั้งเผยแพร่ให้ความรู้ กับผู้บริโภคได้เท่าทันและมีสิทธิต่อรองในการบริโภค

ความหวังว่าจะมีการคุ้มครองสิทธิและข้อมูลส่วนบุคคลให้เหมือนในต่างประเทศ เพื่อที่ผู้บริโภคไม่ต้องตกเป็นเหยื่อการทำการตลาดแบบมัดมือชก จึงเป็นเรื่องไม่ไกลเกินเอื้อม

“กฎหมายผู้บริโภค...เพิ่มพลังผู้บริโภค” เป็นเรื่องบาดใจพ่อค้า...นายทุน...เจ้าสัวผู้มักมากคิดแต่จะเอาเปรียบผู้บริโภค...“การคุ้มครองผู้บริโภคกับการค้าเสรี” เป็นเรื่องที่ต้องเดินไปคู่กัน หมดยุคแล้วที่ผู้ประกอบการคิดจะผูกขาด มัดมือมัดเท้าให้ผู้บริโภคต้องใช้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ หรือบริการที่ไม่รับผิดชอบ

“...ก็หวังว่า การปฏิรูปประเทศครั้งนี้ ประชาชนจะไม่รอเก้อ ...เหมือนที่แล้วๆมา รัฐบาลนี้และนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่ละเลย”

แต่...ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจเพราะถ้าหากหลักการเรื่ององค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคถูกตัดออกจากรัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างกันอยู่ในเวลานี้ ร่างพระราชบัญญัติที่เป็นความหวังของผู้บริโภคก็อาจแท้งกลางคัน เพราะไม่ถูกนำเสนอให้สภาพิจารณา

“ผลที่ตามมา ความพยายามปฏิรูปประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่ผ่านมาก็คงล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะแค่สิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคยังดูแลไม่ได้ ประสาอะไรกับจะมาดูแลปากท้องประชาชน”

สารี อ๋องสมหวัง สมาชิก สปช. ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวทิ้งท้าย.

สังคมไทยเป็นสังคมประนีประนอม ...หนักนิดเบาหน่อย ก็ยอมความยิ้มรับกันไป แต่การทำการตลาดของธุรกิจในปัจจุบันหลายครั้งก็ล้ำเส้นความเป็นส่วนตัว...ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล สร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้กับหลายคน 5 ก.ค. 2558 11:52 5 ก.ค. 2558 11:53 ไทยรัฐ